ก้าวที่ 2
ศึกชนช้างของไฮเปอร์มาร์เก็ตไม่ได้ส่งผลกระทบแต่เฉพาะค้าปลีกขนาดใหญ่เท่านั้น หากแต่ร้านค้าปลีกดั้งเดิมไม่ว่าจะเป็นร้านยี่ปั๊ว ซาปั๊ว หรือร้านโชวห่วยก็พลอยถูกลูกหลงไปด้วย เพราะพฤติกรรมการซื้อของคนเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่ชาวบ้านมักจะซื้อของที่ร้านโชวห่วยเมื่อของหมดเหมือนทุกที ก็กลายเป็นว่าตั้งใจเข้ามาซื้อของในไฮเปอร์มาร์เก็ตทีละมากๆ แทน
ครั้นร้านค้าปลีกขนาดเล็กจะลงมาเล่นสงครามราคาก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย หลายปีก่อนเราจึงมักจะเห็นผู้ประกอบการค้าปลีกท้องถิ่นรวมตัวเพื่อประท้วงการเข้ามาเปิดสาขาของไฮเปอร์มาร์เก็ตทั้งหลาย
เมื่อเป็นเช่นนี้การใช้กฎหมายเข้ามาควบคุมบรรดาค้าปลีกขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายผังเมือง หรือ พ.ร.บ.ค้าปลีก ที่ทั้งควบคุมไม่ให้มีการก่อสร้างห้างขนาดใหญ่ในเขตชั้นใน รวมถึงการกำหนดเวลาเปิด-ปิด เพื่อให้ร้านค้าปลีกขนาดเล็กสามารถพอที่จะแข่งขันได้บ้าง
เมื่อกติกาการแข่งขันถูกขีดเขียนเพิ่มเติมมาโดยภาครัฐ ไม่ว่าทางภาคเอกชนจะเต็มใจหรือไม่ก็ต้องทำตาม ดังนั้นวิธีการเอาตัวรอดที่ได้ผลที่สุดก็คือ การซอยย่อยห้างออกเป็นหลายฟอร์แมต
อย่างค่ายเทสโก้ โลตัสเองก็มีการแบ่ง Store Format เป็นหลายขนาดตามวัตถุประสงค์ คือ
ไฮเปอร์มาร์เก็ต ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่มีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 8,000 ไปจนถึง 20,000 ตารางเมตร
โลตัสคุ้มค่า ที่เน้นเปิดให้บริการในจังหวัดรอง
ตลาดโลตัสเน้นขายของสดและเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันในระดับชุมชน หรืออำเภอใหญ่ๆ
โลตัส เอ็กซ์เพรส ในฟอร์แมตใกล้เคียงกับร้านคอนวีเนียนสโตร์ที่ลงไปได้ถึงระดับหมู่บ้าน ตรอก ซอกซอย
ล่าสุดกับฟอร์แมตในรูปแบบของช้อปปิ้งออนไลน์ที่ทำให้ลูกค้าสามารถช้อปปิ้งได้ทุกที่ทุกเวลา
ส่วนทางค่ายบิ๊กซีเองก็มีการแบ่ง Store Format ของตัวเองเช่นกัน คือ
บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่มีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 8,000 ไปจนถึง 20,000 ตารางเมตร
บิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ที่ซื้อกิจการมาจากคาร์ฟูร์ จับลูกค้าระดับบนหน่าอย มีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 8,000 ไปจนถึง 20,000 ตารางเมตร
บิ๊กซี มาร์เก็ต ห้างค้าปลีกขนาดกลางเปิดให้บริการในระดับอำเภอ
มินิ บิ๊กซี ร้านคอนวีเนียนสโตร์ขนาดเล็ก
ร้านยาเพียว ร้านขายยา และสินค้าสุขภาพและความงาม
รวมถึงตัวช้อปปิ้งออนไลน์ที่เข้ามาเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการช้อปปิ้งของลูกค้าได้ทุกที่ ทุกเวลา
ยุคที่สองของการบุกตลาดของไฮเปอร์มาร์เก็ตนี้ ในแง่พฤติกรรม ไฮเปอร์มาร์เก็ตได้เปลี่ยนวิธีการช้อปปิ้งได้อย่างชัดเจน ผู้บริโภคมีความละเอียดถี่ถ้วนในการจับจ่ายใช้สอยโดยเฉพาะในสินค้า Grocery ที่เกิดพฤติกรรม Price Concern ขึ้นทั่วประเทศ เดือดร้อนไปถึงค้าปลีกระดับบนทั้งดีพาร์ตเมนต์สโตร์ และซูเปอร์มาร์เก็ตที่บางจังหวะยังต้องกระโดดลงมาเล่นสงครามราคากับเขาเหมือนกัน
อีกหนึ่งวิธีการเปลี่ยนพฤติกรรมที่ได้ผลอย่างมากก็คือ การนำเอาระบบ CRM เข้ามาใช้ เพื่อเป็นการรักษาฐานลูกค้าของตัวเอง
โดยทางเทสโก้ โลตัส เองก็ได้มีการเปิดตัว Loyalty Program ด้วยการออกบัตรคลับการ์ด ที่ประสบความสำเร็จมาทั่วโลก เพื่อเป็นสะพานเชื่อมใจไปยังผู้บริโภคที่ยังไม่มี Brand Loyalty
การเปิดตัวบัตรคลับการ์ดในประเทศไทยถือเป็นการทำตลาดแบบ One to One เพราะมีการนำเอาระบบการจัดการข้อมูลที่ดีเข้ามาบริหารข้อมูลของลูกค้า ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าใจพฤติกรรมตลอดจนความต้องการของคนซื้อ และนำเอาข้อมูลที่ได้ไปปรับใช้ในการทำตลาดในอนาคต
ส่วนทางบิ๊กซีเองก็ทำ Loyalty Program ด้วยการเปิดตัวบัตร BIGCARD เช่นกัน โดยชูจุดขายไปที่การคืนเงินให้ 1% ทันที เมื่อช้อปตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป