นอกจากการเป็นตัวเติมเต็มธุรกิจในเครือให้มีความครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ยันปลายน้ำแล้ว บิ๊กซียังถูกวาง ไว้ให้เป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการก้าวออกไปทำตลาดค้าปลีกในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งถือเป็น ตลาดเกิดใหม่ที่มีแนวโน้มการเติบโตค่อนข้างดี
การรุกขยายสาขาออกไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น ยังคงรูปแบบเดียวกับการรุกขยายสาขาในประเทศ นั่นคือการใช้ ฟอร์แมตสโตร์ที่หลากหลาย เพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละโลเคชั่นที่เข้าไปเปิดสาขา โดยจะเชื่อมโยงกับการเป็น Omni - channel ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

ในช่วงกลางปีที่ผ่านมา บีเจซี เจ้าของบิ๊กซีมีการประกาศยุทธศาสตร์ Entering The Next Phase of Growth ออกมา ภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าปลีกนั้น จะมีการขยายสาขาในส่วนของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ด้วยการวาง เป้าหมายสาขาในปี 2569 ไว้ โดยในประเทศไทยมีแผนจะเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตเพิ่ม 7 สาขา เป็น 160 สาขา เปิดร้านสะดวกซื้อ เพิ่ม 1,501 สาขา เป็น 2,853 สาขา เปิดซูเปอร์มาร์เก็ต-ค้าส่งเพิ่ม 25 สาขา เป็น 84 สาขา
ส่วนตลาดในต่างประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น กัมพูชา จะเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตเพิ่ม 5 สาขา เป็น 6 สาขา และเปิดร้านสะดวกซื้อเพิ่ม 275 สาขา เป็น 276 สาขา ขณะที่ในสปป.ลาว จะเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตใหม่ 2 สาขา และเปิดร้านสะดวกซื้อ 188 สาขา เป็น 245 สาขา
การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวนั้น จะมีทั้งที่เข้าไปลงทุนเองและการซื้อธุรกิจค้าปลีกที่มีอยู่เดิม เพื่อทำให้สามารถขยาย สาขาได้อย่างก้าวกระโดด อย่างเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้เข้าซื้อกิจการเชนร้านสะดวกซื้อกีวี่ มาร์ท (Kiwi Mart) ทำให้บิ๊กซีได้สาขาร้านกีวี่ มาร์ท 18 สาขา แบ่งเป็น 17 สาขาในกรุงพนมเปญ และ 1 สาขาในจังหวัดกำปอด (Kampot) ซึ่ง เมื่อรวมกับสาขาเดิมที่มีอยู่ คือไฮเปอร์มาร์ท 1 สาขาที่ปอยเปต และสาขาในรูปแบบมินิบิ๊กซีอีก 2 สาขา ทำให้มีสาขาทั้งหมด 21 สาขา โดยจะทยอยเปลี่ยนสาขาเดิมของกีวี่ มาร์ท เป็นบิ๊กซีในปีหน้านี้

สำหรับกีวี่ มาร์ทนั้น ร้านค้าปลีกรายนี้ก่อตั้งเมื่อปี 2560 โดยเป็นร้านสะดวกซื้อแบบเปิดบริการ 24 ชั่วโมง วางเป้า รองรับลูกค้าทั้งชาวกัมพูชาและชาวต่างชาติ ด้วยสินค้าทั้งจากไทย ฝรั่งเศส และสินค้าท้องถิ่น การเข้าซื้อกีวี่ มาร์ทจะทำให้ ตัวเลขจำนวนสาขาของบิ๊กซีในกัมพูชาเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ซึ่งนั่นจะตามมาด้วยการมีวอลุ่มการขาย และเน็ตเวิร์คสาขา ที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ส่วนใ สปป.ลาว บิ๊กซีจะมีสาขาอยู่ประมาณ 60 สาขา ซึ่งทั้งหมดเป็นร้านค้าปลีกไซส์เล็ก เช่นเดียวกับในเวียดนาม ที่แม้สัญญาของการใช้สิทธิ์แบรนด์บิ๊กซีของกลุ่มเซ็นทรัลจะหมดลง แต่มีการมองกันว่า บีเจซี น่าจะยังคงใช้แบรนด์ เอ็มเอ็ม เมก้า มาร์เก็ต ซึ่งเป็นร้านค้าส่งขนาดใหญ่ รวมถึงร้านค้าส่งในรูปแบบของฟู้ด เซอร์วิส มีสาขารวมกันประมาณ 20 สาขา เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งและเป็นที่รู้จักในฐานะของการทำตลาดค้าส่งที่เป็น B2B มาอย่างยาวนาน ส่วนร้าน สะดวกซื้อจะมีแบรนด์บีสมาร์ทที่มีสาขาอยู่มากกว่า 144 สาขา

การขยับตัวของบิ๊กซีเป็นอีกภาพที่สะท้อนการทำธุรกิจในปัจจุบันนี้ ต้องมุ่งมาที่ปลายน้ำอย่างร้านค้าปลีก จากในอดีต ที่เริ่มจากต้นน้ำคือการผลิต มาสู่กลางน้ำที่เป็นเรื่องของการจัดจำหน่าย ซึ่งการมุ่งมาที่ธุรกิจค้าปลีกนั้น เหตุผลสำคัญก็คือ การได้เรื่องของ “บิ๊กดาต้า” ที่เป็นไลฟ์สไตล์การช้อปปิ้งของลูกค้าที่สามารถนำมาช่วยในเรื่องของการวางแผนทั้งด้านการผลิต และการขายสินค้าให้กับธุรกิจในเครือของบีเจซีได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่า เป็นการเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า โดย บิ๊กซีมีแผนที่จะนำ “บิ๊กซี พลัส” แอปพลิเคชันที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นซูเปอร์แอปในประเทศไทยไปใช้ในการทำตลาดค้า ปลีกใน CLMV ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงการทำตลาดแบบออมนิแชนแนลให้มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น
รวมถึงเป็นตัวช่วยในการเข้าถึงดาต้าที่จะนำมาต่อยอดได้เป็นอย่างดี และจะเป็นอีกอาวุธสำคัญในการนำทัพค้าปลีก ของบีเจซีเข้าไปแข่งขันในตลาด CLMV.....