ทุกวันนี้ในบ้านของเรามีเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กี่อย่างกันนะ หากลองคิดเล่นๆ ถ้ามีโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง อุปกรณ์ที่ตามมาจะมีสายชาร์จแบตเตอรี่ หูฟัง พาวเวอร์แบงค์ ซึ่งจะทำให้มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างน้อย 4 ชิ้น และถ้าซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ เครื่องเก่าจะนำไปไหน บางคนอาจจะขายเพื่อแลกซื้อเครื่องใหม่ บางคนอาจจะเก็บไว้เป็นที่ระลึกจนเก่ารอวันทิ้ง หรือบางคนก็จะทิ้งรวมไปกับขยะอื่นๆ ในบ้านเลย ซึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกทิ้งเหล่านี้จะเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ หากกำจัดไม่ถูกวิธี เป็นขยะที่อันตรายและเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อม
จากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ พบว่าทั่วโลกสร้าง E-Waste ขนาดเล็กแล้วกว่า 22 ล้านตันในปี 2019 คิดเป็นประมาณ 40% ของ E-Waste ทั้งหมดที่ผลิตทั่วโลก ถ้าปริมาณของ E-Waste ยังคงเพิ่มขึ้น จะมี E-Waste ถึง 29 ล้านตันภายในปี 2573 ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงกับการเพิ่มขึ้นของมลพิษ

ทำให้ AIS มุ่งพัฒนา Ecosystem ในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้ให้ตระหนักถึงปัญหา สร้างการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วน สร้างกระบวนการจัดเก็บและรีไซเคิลแบบ Zero Landfill ตามมาตรฐานสากล ภายใต้ภารกิจ “คนไทยไร้ E-Waste” ได้นำศักยภาพโครงข่ายอัจฉริยะ กับเทคโนโลยี Blockchain มา Redesign Ecosystem หรือพัฒนากระบวนการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ เกิดเป็นแพลตฟอร์ม E-Waste+ ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “ความสำเร็จขององค์กรไม่ได้ถูกวัดที่ผลกำไรจากการดำเนินธุรกิจเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการสร้างคุณค่าทั้งในมิติของระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทำให้ AIS ยึดหลักการดำเนินธุรกิจโดยมุ่งใช้ศักยภาพในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัลมาสร้างผลเชิงบวก โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ในบริบทของเอไอเอส คือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจ ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ส่งเสริมให้ลูกค้าใช้บริการบนแอปพลิเคชัน ลดขยะในกระบวนการผลิต ใช้ประโยชน์จากโครงข่าย5G รวมกับ Blockchain สร้างเป็นระบบนิเวศของแพลตฟอร์ม E-Waste”

E-Waste+ คือแพลตฟอร์มการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์บนเทคโนโลยี Blockchain ที่จะทำให้เห็นกระบวนการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ตั้งแต่ ผู้ทิ้งขยะ (Customers) ผู้รับขยะ (Drop Point Agents) การขนส่ง ไปจนถึงปลายทางโรงงานจัดการขยะเพื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี ซึ่งการทำงานของทั้งระบบจะใช้เพียง Application เดียว ลงทะเบียนและนำขยะ E-Waste มาทิ้งที่จุดรับ E-Waste+ โดยมีเจ้าหน้าที่ในการรับขยะ E-Waste ถ่ายภาพและใส่ข้อมูล ระบบก็จะบันทึกการทิ้งขยะ ซึ่งผู้ใช้งานจะเห็นได้ว่าขณะนี้ E-Waste ของคุณอยู่ในขั้นตอนไหน
โดยเทคโนโลยี Blockchain จะช่วยทำให้ผู้ทิ้งมั่นใจว่าขยะ E-Waste จะมีการนำส่งไปยังกระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน และโปร่งใส ซึ่งจะสามารถตรวจสอบสถานะของกระบวนการนำส่งได้ในแต่ละขั้นตอน
นอกเหนือจากนั้นยังสามารถคำนวณปริมาณ Carbon Scores ซึ่งเป็นเครื่องบ่งบอกถึงการลงมือทำในกิจกรรมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่สามารถแชร์ในโซเชียลและแสดงตัวตนในโลก Metaverse ได้
โดย AIS มีแผนพัฒนาให้ Carbon Scores ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการขยะ E-Waste อย่างถูกต้อง นำไปใช้เป็น Utility Token ที่จะช่วยต่อยอดธุรกิจให้องค์กรพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการนี้อีกด้วย
ประเภทของที่รับในการทิ้งผ่านแอปพลิเคชัน E-Waste+
- โทรศัพท์มือถือ และแท็บเล็ต
- อุปกรณ์เสริม เช่น หูฟัง, ลำโพง, สายชาร์จ, อะแดปเตอร์
- ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ เช่น คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก, เมาส์, คีย์บอร์ด, ฮาร์ดดิส, ลำโพง
- อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กอื่นๆ เช่น กล้องถ่ายรูป, เครื่องเล่นดีวีดี, จอยเกมส์, วิทยุสื่อสาร, เครื่องคิดเลข, โทรศัพท์บ้าน, รีโมทคอนโทรล, เครื่องเล่น MP3 เป็นต้น
ยกเว้น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่, พาวเวอร์แบงค์, ถ่านไฟฉายทุกประเภท

“ในเบื้องต้น เราร่วมทำงานกับพันธมิตรเครือข่าย Green Partnership ทั้ง 6 องค์กร ที่จะเดินหน้าสร้างมาตรฐานการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งสามารถสร้างการมีส่วนร่วมอย่างโปร่งใสผ่าน Blockchain ประกอบด้วย บริษัท เด็นโซ่ อินเตอร์เนชั่นแนล เอเชีย จำกัด, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, บริษัท เงินติดล้อ จำกัด, ธนาคารออมสิน และธนาคารกสิกรไทย ที่จะเข้ามาเริ่มใช้แพลตฟอร์ม E-Waste+ เพื่อส่งต่อการดูแลสิ่งแวดล้อมและแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปยังบุคลากรในองค์กรและสังคมในวงกว้างต่อไป”
“จากความมุ่งมั่นตั้งใจของ AIS ที่ลุกขึ้นมาเป็นแกนกลางด้านองค์ความรู้และจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่ปี 2019 ทำให้วันนี้เรามีพันธมิตร 142 องค์กร มี 2,484 จุดทิ้งขยะ และสามารถเก็บขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้ 397,376 ชิ้น เราได้ยกระดับไปอีกขั้นด้วยการใช้ความสามารถของดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการสร้างระบบการจัดการ E-Waste ใหม่ด้วย Blockchain ผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่หลากหลายเพื่อจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสิ่งแวดล้อมและโลกนี้ให้ดีขึ้น” สายชล กล่าวทิ้งท้าย