เคยสงสัยกันบ้างไหม ว่าทุกครั้งที่เราทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ที่หมดอายุการใช้งาน ท้ายที่สุดแล้วปลายทางของมันจะไปอยู่ที่ตรงไหน?
สายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจสื่อสารองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า จากการคาดการณ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปี 2567 โลกเราผลิตขยะอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมาถึง 62 ล้านตัน แต่มีการกำจัดแบบถูกวิธีเพียง 22% เท่านั้น และยังมีการคาดการณ์ว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกจะสูงถึง 72 ล้านตัน ในปี 2573 และ สูงถึง 110 ล้านตันในปี 2593 ส่วนประเทศไทยก็พบว่ามีปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์สูงติดอันดับ 3 ในอาเซียน โดยผลิตขยะอิเล็กทรอนิกส์ 4.39 แสนตัน
ถ้าดูจากแนวโน้มการใช้งานสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของคนไทย จะพบว่าปัญหาเรื่องอิเล็กทรอนิกส์นี้ไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป เพราะมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น
BrandAge Online มีโอกาสได้ไป เยี่ยมชมโรงงาน ณ Eco Recycle และ Kosaka Smelting & Refining ในเครือ Dowa Eco-System ภายใต้ Dowa Holding ซึ่งเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสกัดโลหะมีค่าจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย AIS, Central Group และ Japan Airlines พร้อมกับผู้ชนะจากกิจกรรม “ถ่ายคลิปทิ้ง E-Waste ให้ไวบินไปญี่ปุ่น ฟรี”

ต้นแบบจัดการ E-Waste
ในการเดินทางครั้งนี้ ผู้ชนะได้เข้าศึกษาดูงาน ณ Eco Recycle และ Kosaka Smelting & Refining ในเครือ Dowa Eco-System ภายใต้ Dowa Holding แห่งประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง Eco Recycle จะเป็นโรงงานที่รับ E-Waste ทุกชนิด มาเข้าสู่กระบวนการถอดแยกชิ้นส่วนเพื่อนำไปรีไซเคิลให้มากที่สุด ภายใต้กฎหมายการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศญี่ปุ่น ที่มีผลบังคับใช้อย่างเคร่งครัด
ลงลึกในรายละเอียดกระบวนการใน Eco Recycle แห่งนี้จะการจัดการขยะประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน (Home Appliances) ตามกฎหมายของญี่ปุ่นที่มีความเข้มงวด ตัวอย่างเช่น
- การกำจัดสารอันตรายจากแอร์หรือตู้เย็น ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องมีการดูดสารทำความเย็นออกจากแอร์หรือตู้เย็นเพื่อนำไปเผาทำลายอย่างถูกต้อง เพราะเป็นก๊าซเรือนกระจก
- การแยกน้ำเกลือออกจากถังซักผ้า เพื่อไปทำลายอย่างถูกวิธี ไม่ป่ะปนกับแหล่งน้ำตามธรรมชาติ
- โรงงานนี้จะใช้การถอดแยกชิ้นส่วนของเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยแรงงานคน โดยพนักงานจะแยกชิ้นส่วนที่มีแร่มีค่าจากแผงวงจรและอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ ออกก่อน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรีไซเคิลให้สูงที่สุด
- การบดและแยกประเภท ชิ้นส่วนที่เหลือจะถูกเข้าเครื่องจักรเพื่อบดเป็นชิ้นเล็กๆ และใช้เทคโนโลยีแยกประเภทวัสดุ เช่น ใช้ลมเป่าแยกฝุ่น ใช้แม่เหล็กแยกเหล็ก และใช้กระแสไฟฟ้า (Eddy Current) แยกสแตนเลสและทองแดงออกจากพลาสติก
โดยประสิทธิภาพของโรงงาน Eco Recycle สามารถรีไซเคิลวัสดุกลับมาใช้ใหม่ได้ถึง 91%

ในส่วนของ Kosaka Smelting & Refining จะเป็นโรงงานที่หลอมชิ้นส่วนของ E-Waste เช่น แผงวงจรในโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีองค์ประกอบของ โลหะมีค่า หลายชนิด เช่น ทอง เงิน ทองแดง เป็นต้น ที่โรงหลอมนี้ นับเป็น 1 ใน 3 ของโลกที่สามารถสกัดโลหะมีค่าได้มากกว่า 20 ชนิด ทำให้เป็นองค์กรชั้นนำและหัวใจสำคัญของการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก เรียนรู้เทคโนโลยีการรีไซเคิลขั้นสูง
ผู้บริหารของ Kosaka Smelting & Refining ให้ตัวเลขว่า ที่โรงงานแห่งนี้สามารถหลอมแร่และโลหะมีค่าได้ในปริมาณที่สูงมากในแต่ละปี อาทิ
- แร่ทองคำปริมาณ 5.5 ตัน
- แร่เงินปริมาณ 400 ตัน
- แร่ทองแดงปริมาณ 8,500 ตัน
- แร่ตะกั่วปริมาณ 22,000 ตัน
- แร่บิสมัท (Bismuth) ปริมาณ 80 ตัน
- แร่พลวง (Antimony) 500 ตัน
- แร่ดีบุก (Tin) 530 ตัน
- แร่นิกเกิลซัลเฟต Nickel sulfate 1200 ตัน

โรงหลอม Kosaka Smelting & Refining นี้เป็น 1 ใน 3 ของโลกที่สามารถสกัดโลหะได้หลากหลายชนิด ซึ่งแร่หรือโลหะที่สกัดได้จากโรงงานแห่งนี้จะมีความบริสุทธิ์สูงเทียบเท่ากับการขุดจากเหมืองธรรมชาติ และแร่หายากเหล่านี้จะถูกส่งกลับไปยังโรงงานผลิตเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์, สมาร์ทโฟน
แม้แต่การผลิตเหรียญรางวัลในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกซึ่งจัดที่เมืองโตเกียว วัตถุดิบส่วนหนึ่งก็มาจากโรงงานนี้
ในความเป็นจริง พื้นที่ที่เป็นโรงงานของ Dowa Holding ปัจจุบันนี้ก็เคยเป็นเหมืองแร่มาก่อนตั้งแต่ปี 2427 แต่ด้วยกฏหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดของประเทศญี่ปุ่น จึงทำให้ธุรกิจเหมืองแร่ในญี่ปุ่นค่อยๆ หยุดกิจการไปในที่สุด ซึ่งทาง Dowa Holding เองก็มีการเปลี่ยนเหมืองแร่มาเป็นโรงงานรีไซเคิลหรือจะเรียกว่าเป็น Urban Mining ในปี 2542 โดยมี capacity รับได้ปีละ 6 แสนเครื่อง และได้รับการจัดสรรจากภาครัฐ 3 แสนเครื่องต่อปี
ตัวอย่างความสำเร็จของ Urban Mining นี้ พบว่าจากสถิติการจัดการโทรศัพท์มือถือเก่าประมาณ 11,100 เครื่องจะสามารถสกัดเป็นทองคำได้ประมาณ 713 กรัม, เงิน 3,585 กรัม และ ทองแดง 229 กิโลกรัม
กฎหมายการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์
สุทธิดา ฝากคำ ผู้จัดการอาวุโสด้านสิ่งแวดล้อม บริษัท เวสท์แมเนจเม้นท์ สยาม ตำกัด (WMS) อธิบายว่า กฎหมายการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่นและไทยมีความแตกต่างกันอย่างมากทั้งในด้านความชัดเจนของสถานะกฎหมาย กลไกทางการเงิน และระบบการจัดการภาคปฏิบัติ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจคือ
ญี่ปุ่นมีกฎหมายการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (Home Appliance Recycling Act) บังคับใช้อย่างเคร่งครัดมานานแล้ว ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 2000 หรือเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา โดยมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ของทุกภาคส่วนไว้อย่างชัดเจน
วิธีคิดของรัฐบาลญี่ปุ่นก็คือ ใช้หลักการ ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย ซึ่งหมายถึงผู้บริโภคจะต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมรีไซเคิลซึ่งถูกบวกเข้าไปในราคาสินค้าตั้งแต่ตอนซื้อ และเงินเหล่านี้จะถูกนำเข้ากองทุนเพื่อจ่ายให้กับโรงงานรีไซเคิลตามจำนวนชิ้นที่จัดการจริง ทำให้ระบบการเงินหมุนเวียนอย่างเป็นระบบ
แต่สิ่งที่ทำให้ระบบการกำจัดขยะของญี่ปุ่นได้ผลก็มาจากคุณภาพของประชากรที่คนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือในการคัดแยกขยะ นอกจากนี้ประสิทธิภาพของโรงงานกำจัดขยะที่สามารถรีไซเคิลวัสดุกลับมาใช้ใหม่ได้มากกว่า 90% โดยมีโรงงานสกัดโลหะขั้นสูงที่สามารถดึงโลหะมีค่ากว่า 20 ชนิดกลับมาเป็นวัตถุดิบใหม่ก็เป็นอีกเหตุผลสำคัญ

สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันไทยเรายังไม่มีกฎหมายบังคับใช้โดยตรง มีเพียงแค่ร่าง พรบ. E-Waste ที่ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณา รับฟังความคิดเห็น และปรับปรุงเนื้อหา ซึ่งยังต้องถกเถียงในประเด็นความรับผิดชอบและสเปกของผลิตภัณฑ์
ส่วนเรื่องกลไกการบริหารจัดการเงินและกองทุน จนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นข้อถกเถียงสำคัญว่าใครจะเป็นคนจ่ายเงินเข้ากองทุน โดยเฉพาะขยะตกค้างที่ถูกทิ้งไว้ก่อนกฎหมายเกิด รวมถึงความกังวลของผลิตในประเทศเรื่องต้นทุนที่อาจเสียเปรียบสินค้าสั่งซื้อออนไลน์หรือสินค้านำเข้า
สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างญี่ปุ่นกับไทยอย่างหนึ่งก็คือ ญี่ปุ่นไม่มีระบบ "ซาเล้ง" หรือผู้รับซื้อของเก่ารายย่อยเหมือนไทย แต่ใช้ระบบการจัดเก็บผ่านเทศบาลและศูนย์รับทิ้งที่กำหนดไว้ ส่วนประเทศไทยปัจจุบันยังต้องพึ่งพาตัวกลางนอกระบบหรือซาเล้งเป็นฟันเฟืองหลักในการเข้าถึงครัวเรือน
แต่ปัญหาที่เจอก็คือขยะอิเล็กทรอนิกส์มักถูกนำไปคัดแยกแบบไม่ถูกต้อง (เช่น การเผาสายไฟ) ก่อให้เกิดมลพิษโลหะหนักสะสมในสิ่งแวดล้อม หรือขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่นอกระบบมักถูกนำไปทิ้งรวมกับขยะทั่วไปในหลุมฝังกลบ หรือถูกจัดการโดยโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานซึ่งเน้นตัดราคาแต่ลักลอบทิ้งกากของเสีย ก่อให้เกิดปัญหาปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน
ซึ่งถ้ากฎหมายขยะอิเล็กทรอนิกส์ของไทยถูกใช้งาน ร่างกฎหมายได้มีการกำหนดผลิตภัณฑ์บังคับ 5 ชนิด คือ โทรศัพท์มือถือ/แท็บเล็ต, ตู้เย็น, ทีวี, เครื่องซักผ้า และเครื่องปรับอากาศ

แม้ว่าประเทศไทยจะยังอยู่ในสถานที่ต้องรอกฎหมายออกมาบังคับใช้ แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีที่ปัจจุบันก็มีหน่วยงานเอกชนที่มีความตื่นตัวในเรื่องนี้
ตัวอย่างเช่นโครงการ “คนไทยไร้ E-Waste” ที่ AIS และกลุ่มเซ็นทรัลดำเนินการร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2563 โดย AIS ทำหน้าที่เป็นแกนนำผลักดัน “AIS HUB of E-Waste” ศูนย์กลางการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย มุ่งนำขยะทุกชิ้นเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกวิธีตามหลัก Zero E-Waste to Landfill
ขณะที่กลุ่มเซ็นทรัลสนับสนุนการขยายเครือข่ายจุดรับทิ้งในพื้นที่ศูนย์การค้าทั่วประเทศ เชื่อมโยงพื้นที่ค้าปลีกเข้ากับระบบบริหารจัดการขยะที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนสามารถทิ้ง E-Waste ได้อย่างสะดวกและถูกต้อง”
อัจฉรา วิสุทธิวงศ์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด สื่อสารองค์กร และความยั่งยืน กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการขับเคลื่อนแนวคิด Circularity หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้กรอบการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีความรับผิดชอบ มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านหลักการ Reduce, Reuse และ Recycle เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ในมิติด้านการบริหารจัดการขยะ กลุ่มเซ็นทรัลได้ให้ความสำคัญกับการแยกขยะอย่างต่อเนื่อง และยกระดับแนวปฏิบัตินี้ให้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักของการดำเนินธุรกิจ พร้อมตั้งเป้าหมายลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบอย่างน้อย 30% ภายในปี 2030 และมุ่งสู่ Zero Waste to Landfill ภายในปี 2050 ผ่านโครงการ Love The Earth – ZERO WASTE NOW ซึ่งมุ่งพัฒนา “โมเดล Zero Waste แบบครบวงจร” เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า
อีกหนึ่งประเด็นที่ กลุ่มเซ็นทรัล ให้ความสำคัญมากขึ้นคือขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของยุคดิจิทัล หากจัดการไม่ถูกต้อง อาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนของสารอันตราย เช่น ตะกั่ว ปรอท และแคดเมียม สู่ดินและแหล่งน้ำ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสุขภาพของประชาชน ขณะเดียวกัน หากเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลที่ได้มาตรฐาน จะสามารถกู้คืนโลหะมีค่าและทรัพยากรสำคัญกลับมาใช้ใหม่ ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างเป็นรูปธรรม
ปัจจุบัน กลุ่มเซ็นทรัลได้จัดตั้งจุดรับทิ้ง E-Waste ร่วมกับ AIS ครอบคลุมศูนย์การค้ากว่า 42 สาขาทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างถูกต้อง ง่ายดาย และทั่วถึง
สายชล กล่าวว่า “โครงการนี้สะท้อนความตั้งใจของ AIS ในการขับเคลื่อนการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างโปร่งใสและยั่งยืน รางวัลที่มอบให้ผู้ชนะในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเดินทางท่องเที่ยว แต่เป็น Sustainability Learning Experience ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชนะได้เห็นกระบวนการจริงตลอดทั้งเส้นทาง ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า E-Waste ทุกชิ้นจะถูกจัดการตามมาตรฐาน Zero E-Waste to Landfill อย่างแท้จริง”
