โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ยกระดับศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Center of Excellence) อย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาความเชี่ยวชาญในการรักษาโรคยากและโรคซับซ้อนได้อย่างครอบคลุม โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาการรักษาโรคหัวใจเพื่อยกระดับสู่สถาบันหัวใจชั้นนำของโลก รับแนวโน้มผู้ป่วยโรคหัวใจที่เพิ่มมากขึ้นหลังหลายประเทศรวมถึงไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย
ทั้งนี้ได้มีการก่อตั้ง “สถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์” ขึ้นในปี 2020 และสร้างความแตกต่างจากสถาบันโรคหัวใจอื่นๆ ด้วยการเชิญ ศ. นพ. กุลวี เนตรมณี เป็นผู้อำนวยการสถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์ ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจและมีประสบการณ์การทำงานในสหรัฐอเมริกามากว่า 30 ปี และยังเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยหัวใจเต้นผิดจังหวะ แปซิฟิกริม ลอสแองเจลีส สหรัฐอเมริกา รวมถึงศึกษาและทำผลงานวิจัยโรคหัวใจอย่างต่อเนื่องลงในวารสารทางการแพทย์อย่าง American Journal of Cardiology, American Journal of Medicine, Annals of Internal Medicine, American Heart Journal เป็นต้น
ศ. นพ. กุลวี เนตรมณี ผู้อำนวยการสถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ปัจจัยที่จะทำให้สถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์บรรลุเป้าหมายเป็นสถาบันโรคหัวใจชั้นนำระดับโลกได้นั้น ผู้บริหารจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์และพร้อมลงทุนทั้งในด้านของทีมแพทย์ที่ชำนาญการและมีประสบการณ์ บุคลากรทางการแพทย์ที่เก่ง ,เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย , จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมให้แพทย์ได้ฝึกฝนให้เกิดผลลัพธ์ทางคลินิกที่น่าพึงพอใจ ,สนับสนุนเงินทุนการวิจัยที่พิสูจน์ได้ ตลอดจนแสวงหาพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเพื่อส่งเสริมการทำงานซึ่งกันและกัน
“ก่อนหน้านี้ผมได้รับการทาบทามหลายครั้งจากผู้บริหารรพ.บำรุงราษฎร์ ให้มาก่อตั้งสถาบันโรคหัวใจที่นี่ แต่ผมไม่กล้ารับปาก หากโมเดลการทำงานไม่ได้มาตรฐานของสถาบันหัวใจระดับโลก แต่ทีมผู้บริหารพิสูจน์ให้เห็นถึงความตั้งใจด้วยการลงทุนต่างๆ ตามที่ผมได้เสนอไป ผมจึงตัดสินใจเข้ามาเป็นผู้อำนวยการที่นี่ เพราะวิสัยทัศน์ของผมที่มีต่อสถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์ คือ ความตั้งใจที่จะให้การรักษาที่ดีที่สุด หรือ State of the art ในทุกๆ อาการของโรคหัวใจ และทำการวิจัยต่อเนื่องเพื่อยกระดับการรักษาที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม”
จากประสบการณ์การทำงานในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจในสถาบันโรคหัวใจชั้นนำในสหรัฐอเมริกามานานหลายสิบปี ศ. นพ. กุลวี จึงนำโมเดลสถาบันวิจัยหัวใจเต้นผิดจังหวะ แปซิฟิกริม ลอสแองเจลีส สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นสถาบันโรคหัวใจชั้นนำของโลก มาไว้ในสถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์ และได้มีการพัฒนามากขึ้นในเวลาต่อมา ซึ่งปัจจุบันถือเป็นสถาบันแห่งเดียวในประเทศไทยที่บริหารด้วยโมเดลดังกล่าว โดยรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจได้อย่างครอบคลุม อาทิ โรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะหัวใจล้มเหลว โครงสร้างของหัวใจผิดปกติ โรคหัวใจที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด และการคัดกรองและการส่งเสริมสุขภาวะของหัวใจ ด้วยการทำงานร่วมกันของแพทย์ผู้ชำนาญการในหลากหลายสาขา (Many subspecialties) การทำงานที่สอดประสานกันระหว่างทีมแพทย์และสหสาขาวิชาชีพ (Team approach is needed) และการทำงานที่ใกล้ชิดแบบไร้รอยต่อระหว่างแพทย์สาขาต่างๆ (Multiorgan involvement)
ที่สำคัญยังลงทุนด้านการทำวิจัยอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อหาแนวทางการรักษาใหม่ๆ ให้ได้ผลลัพธ์ในการรักษาที่ดีขึ้น และรักษาได้ดีกว่าที่ผ่านมา และหวังว่าจะเป็น ‘ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์’ ในการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดปกติ รวมถึงทุกปัญหาของโรคหัวใจได้อย่างครอบคลุม และต้องพิสูจน์ได้จริง
ที่ผ่านมาสถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์ได้ทำการวิจัย และถูกนำมาตีพิมพ์ลงในวารสารทางการแพทย์ไม่ต่ำกว่า 10 ฉบับต่อปี กระทั่งปัจจุบันได้รับการยอมรับจากนานาชาติ โดยมีโรงเรียนแพทย์หลายแห่งจากประเทศญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ให้ความสนใจกับผลวิจัยที่สถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎรทำและขอมาศึกษาดูงาน
ตัวอย่างผลงานวิจัยเช่น ในผู้ป่วยที่มีอาการใหลตาย ด้วยการจี้พังผืดบริเวณพื้นผิวของหัวใจห้องข้างล่างข้างขวา ซึ่งถือเป็นคนแรกของโลกที่สถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์ทำการรักษาด้วยการจี้แล้วเป็นผลสำเร็จ และภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (atrial fibrillation) ซึ่งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในการทำวิจัย Whole Genome Sequencing เทคโนโลยีถอดรหัสพันธุกรรมนำมาใช้ในการวิเคราะห์ DNA (สารพันธุกรรม) หาความเสี่ยงในการเกิดโรค และมีผลงานตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ รวมถึงการนำนวัตกรรม CardioInsight เพื่อตรวจวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะมาใช้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรกและเป็นแห่งที่ 3 ของโลก และเป็นผู้ริเริ่มการรักษาหัวใจผิดจังหวะชนิดเรื้อรังและชนิดชั่วคราว โดยการจี้หัวใจด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง (CFAE ablation) เป็นครั้งแรกในประเทศไทยและเอเชีย
อีกหนึ่งความต่างที่ทำให้สถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์สามารถขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกได้คือการแสวงหาพันธมิตรเพื่อพัฒนาการรักษาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านสุขภาพ หรือ Digital Health โดยที่ผ่านมาได้ร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในฐานะพันธมิตรทำการเก็บรวบรวมฐานข้อมูลผู้ป่วยขนาดใหญ่ (Big Data) มาใช้ในการวิเคราะห์และประมวลผลด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงป้องกันจากการถอดรหัสพันธุกรรม ทำให้แพทย์และผู้ป่วยได้วางแผนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและแนวทางการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ
“ในอนาคตสถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์มีแผนที่จะเพิ่มทีมแพทย์และบุคลากรที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับผู้ป่วยที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งคุณสมบัติของแพทย์ที่เราจะรีครูทนั้น นอกจากเป็นคนเก่งแล้วยังต้องมี Passion ด้วย เพราะผู้ป่วยที่ตัดสินใจมารักษาตัวที่ดี มาด้วยความหวังและชื่อเสียงของโรงพยาบาล ดังนั้นเราต้องมั่นใจได้ว่าเราจะมีบุคลากรคุณภาพที่จะส่งมอบการรักษาที่ดีที่สุดให้ผู้ป่วย สำหรับแผนในระยะยาวผมหวังว่าจะนำประสบการณ์และนำความรู้ความสามารถที่สั่งสมมาในระดับโลกตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี มาถ่ายทอดองค์ความรู้เทคนิคการรักษาใหม่ๆ และนำมายกระดับความเป็นเลิศด้านการแพทย์ของสถาบันโรคหัวใจบำรุงราษฎร์ รวมถึงแบ่งปันความรู้และเทคนิคการรักษาให้แก่ศูนย์โรคหัวใจ ให้แก่นักศึกษาแพทย์ และแพทย์ทั้งจากในประเทศไทยและทั่วโลก โดยใช้ ‘สถาบันโรคหัวใจ’ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เป็นต้นแบบของศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้จัดฝึกอบรมให้แก่แพทย์ด้านโรคหัวใจ เพื่อช่วยยกระดับวงการแพทย์ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก และอยากเห็นผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”