ในวันที่นวัตกรรมไม่ได้ถูกมองว่าเป็น “ตัวเลือก” แต่กลายเป็น “รากฐานของการเติบโต” อุตสาหกรรมการแพทย์ทั่วโลกต่างเร่งพัฒนาทั้งวิธีการดูแลผู้ป่วย เทคโนโลยีใหม่ ความแม่นยำในการวินิจฉัย ความสะดวกสบายในการให้บริการ รวมถึงการใช้ข้อมูลเพื่อช่วยตัดสินใจ แต่ท่ามกลางความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย คือความคาดหวังของผู้ป่วยที่ต้องการได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดจากมืออาชีพที่เชื่อถือได้
สำหรับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ นวัตกรรมไม่ใช่เพียงสิ่งที่ต้องมีเพราะโลกเปลี่ยน แต่คือวิธีคิดที่ฝังอยู่ใน DNA ขององค์กรมาอย่างยาวนาน เป็นวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากการทำงานจริงทุกวันของบุคลากรด่านหน้าตั้งแต่แพทย์ พยาบาล เภสัชกร ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ในบทบาทต่าง ๆ ที่ต้องรับมือกับเคสจริงและปัญหาจริงทุกชั่วโมง เพราะความเชื่อนี้เองโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์จึงได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในองค์กรที่โดดเด่นที่สุด ในปัจจัยด้านความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation) ในกลุ่มโรงพยาบาลเอกชน จากรางวัล 2025–2026 Thailand’s Most Admired Company
คุณนภัส เปาโรหิตย์ Chief Marketing Officer โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ปัจจัยความสำเร็จด้านนวัตกรรมไม่ได้เกิดจากเครื่องมือราคาแพง แต่เกิดจากความตั้งใจที่จะทำให้การรักษาดีขึ้นกว่าเดิม นวัตกรรมคือสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง สะสมเป็นวัฒนธรรม ไม่ใช่สิ่งที่ตื่นขึ้นมาแล้วตัดสินใจทำเพราะมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามา หากคือ Mindset ที่ผลักดันให้คนทั้งองค์กรอยากพัฒนาอยู่เสมอ
“โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่ผลักดันให้นวัตกรรมและเทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนจริง ๆ เราสร้างระบบให้คนในองค์กรคิดทดลองปรับปรุง เป็นวงจรที่เกิดขึ้นทุกวัน ตั้งแต่ผู้บริหารลงมาถึงพนักงานระดับปฏิบัติการ นี่คือ Key Success ที่ทำให้เราคว้ารางวัลด้านนวัตกรรมในปีนี้” คุณนภัส กล่าว

การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) จึงหมายถึงการทำให้ทุกคนตระหนักว่างานที่ทำทุกวันสามารถทำให้ดีขึ้นได้เสมอ และทุกปัญหาที่พบในชีวิตจริงคือจุดตั้งต้นของนวัตกรรม นี่คือเหตุผลที่โรงพยาบาลฯ จัดงาน Innovation Week เป็นประจำทุกปี เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายเสนอไอเดีย และให้ไอเดียทุกชิ้นไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่นำไปทดลองและพัฒนาตัวอย่าง เช่น เมนูไข่ขาวสำหรับผู้ป่วยเฉพาะกลุ่ม หรือกล่องยาสำหรับผู้ป่วยที่ต้องทานยาหลายช่วงเวลา ซึ่งอาจดูเรียบง่าย แต่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ป่วยในทุกขั้นตอน และเปิดพื้นที่ให้คนทำงานกล้าเสนอสิ่งใหม่ ๆ
ด้านเทคโนโลยี โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เดินหน้าอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การใช้ AI วิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ เครื่องมือ Robotic-Assisted Surgery ที่ช่วยผ่าตัดอย่างแม่นยำ ไปจนถึงระบบข้อมูลที่ทำให้แพทย์ตัดสินใจได้รวดเร็วและรอบด้านยิ่งขึ้น คุณนภัส อธิบายว่า เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การตามเทคโนโลยีให้ทัน แต่คือการเลือกสิ่งที่เพิ่มคุณค่าให้แพทย์และผู้ป่วยจริง ทำให้การทำงานของบุคลากรเหนื่อยน้อยลง แม่นยำขึ้น และบริการดีขึ้น

โรงพยาบาลฯ จึงมีการนำเทคโนโลยีมาใช้หลายประเภท เช่น เทคโนโลยี Robotic-Assisted Spine Surgery เครื่องมือช่วยผ่าตัดกระดูกสันหลังแบบหุ่นยนต์ ช่วยให้แพทย์ทำการผ่าตัดกระดูกสันหลังแม่นยำขึ้น, เทคโนโลยี AI และ 3D CT Scan ที่ช่วยให้แพทย์เห็นรายละเอียดของภาพได้ชัดเจนขึ้น ทำให้การวินิจฉัยแม่นยำขึ้น และเทคโนโลยีการตรวจยีน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของ Preventive Healthcare หรือการป้องกันก่อนที่จะเกิดโรค ซึ่งเป็นแนวทางการดูแลสุขภาพสมัยใหม่ที่กำลังเปลี่ยนจากการรักษาในวันที่ป่วย ไปสู่การดูแลเชิงป้องกันก่อนที่จะเกิดปัญหาใหญ่ในอนาคต
เมื่อถามถึงเหตุผลที่องค์กรเลือกเทคโนโลยีเหล่านี้ คุณนภัสตอบชัดเจนว่า โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ไม่รอให้ปัญหาเกิดแต่ต้องมองให้ไกลกว่า และอยู่ Ahead of the Game เสมอ ทุกเทคโนโลยีที่นำเข้ามาจึงต้องผ่านการทดลองจริง หากเวิร์กก็เดินหน้า หากไม่ใช่ก็หาสิ่งที่ดีกว่า เทคโนโลยีต้องไม่มาเป็นนายเรา แต่นำมาใช้เพื่อช่วยให้แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทำงานได้ง่ายขึ้น แม่นยำขึ้น ลดความเหนื่อยล้า และเป้าหมายสูงสุดคือคุณภาพการรักษา รวมถึงประสบการณ์ผู้ป่วยที่ดีที่สุด
แม้แต่องค์ประกอบที่หลายคนอาจมองว่าเล็กอย่าง “ยูนิฟอร์ม” ก็ถูกมองผ่านเลนส์ของนวัตกรรมและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน คุณนภัสอธิบายว่า การปรับเปลี่ยนยูนิฟอร์มเป็นเรื่องปกติของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ คล้ายกับการอัปเกรดเครื่องมือแพทย์หรือระบบเทคโนโลยี เมื่อมีสิ่งใหม่ที่ดีกว่า ทันสมัยกว่า และตอบโจทย์การทำงานมากกว่าก็จำเป็นต้องนำมาใช้ เพราะองค์กรต้อง Reinvent ตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
ตลอดเส้นทางกว่า 45 ปีของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เป็นองค์กรที่ต้องเผชิญความผันผวนแทบทุกยุค ตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง โรคระบาด การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ไปจนถึงโควิดที่ทำให้การเดินทางระหว่างประเทศหยุดชะงัก แต่ในทุกเหตุการณ์ที่คาดเดายาก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์กลับเรียนรู้สิ่งสำคัญว่าความไม่แน่นอนไม่ใช่เรื่องใหม่ และการอยู่รอดต้องอาศัยการบริหารความเสี่ยงแบบหลายมิติ
ปัจจัยแรกคือ “คน” เพราะธุรกิจโรงพยาบาลขับเคลื่อนด้วยบุคลากรที่มีทักษะสูง การคัดเลือกแพทย์และบุคลากรจึงต้องเข้มงวด ดึงคนเก่งเข้ามาก่อน แล้วจึงหล่อหลอมให้ทุกคนเติบโตอยู่ในวัฒนธรรม (Culture) เดียวกัน
“โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์คือ Brand with Purpose ที่รู้ว่าตัวเองทำอะไร และทำไปเพื่ออะไร เราต้องการคนเก่งที่มีจิตวิญญาณอยากช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด เพราะการดูแลผู้ป่วยให้ดีที่สุดคือ Priority อันดับ 1 เสมอ ขณะเดียวกันองค์กรต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้บุคลากรรู้สึกว่าการทำงานที่นี่คือการทำตาม Purpose ของตัวเองผ่านเครื่องมือทันสมัย การพัฒนาความรู้ และโอกาสเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพราะท้ายที่สุดแล้วโรงพยาบาลเกิดขึ้นด้วยคนและจบลงด้วยคนเสมอ การทำให้เขารู้สึกว่าที่นี่คือพื้นที่ที่เขาได้ทำสิ่งที่อยากทำจริง ๆ จึงเป็นหัวใจในการรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กรในระยะยาว” คุณนภัส กล่าวเสริม
อีกปัจจัยสำคัญคือการบริหารตลาดอย่างสมดุล โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์วางโครงสร้างพอร์ตผู้ป่วยให้มีแรงพยุงซึ่งกันและกัน ปัจจุบันสัดส่วนอยู่ที่ผู้ป่วยไทย 40% และต่างชาติ 60% ซึ่งช่วยให้ธุรกิจไม่สะดุดแม้ตลาดใดตลาดหนึ่งชะลอตัว เช่น ช่วงโควิดที่ผู้ป่วยต่างชาติเดินทางไม่ได้ แต่ผู้ป่วยชาวไทยยังคงเชื่อมั่นและใช้บริการต่อเนื่อง ทำให้องค์กรผ่านช่วงเวลายากลำบากมาได้
“ในฝั่งผู้ป่วยต่างชาติ เราก็ไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งเพียงที่เดียว แม้เราจะเป็นที่รู้จักมากในตลาดตะวันออกกลาง (Middle East) แต่ก็ไม่ได้พึ่งตลาดนี้เพียงตลาดเดียว ยังมีตลาดอื่น เช่น CLMV อย่างกัมพูชา เวียดนาม ลาว และเมียนมา ซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่ของเราเช่นกัน”
การกระจายพอร์ตโฟลิโออีกด้านหนึ่ง คือการขยายสู่ “ภูเก็ต” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการเลือกขยายตลาดอย่างรอบคอบ คุณนภัสอธิบายว่า โดยปกติโรงพยาบาลฯ เข้มงวดมากในการตัดสินใจเปิดสาขาใหม่ เพราะให้ความสำคัญกับการรักษาคุณภาพสูงสุด ดังนั้น การเปิดโรงพยาบาลที่ภูเก็ตจึงสะท้อนความมั่นใจขององค์กรว่า สามารถส่งมอบคุณภาพการรักษาในมาตรฐานเดียวกับกรุงเทพฯ ได้อย่างแท้จริง เป็นคุณภาพที่ดีที่สุดเท่าที่โรงพยาบาลฯ ตั้งใจจะมอบให้

ปัจจัยที่ 3 คือการ Apply Technology และการมองหา Opportunity ใหม่ ๆ อยู่เสมอ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรากฐานที่ทำให้โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างยั่งยืน ตัวอย่างชัดเจนที่สุดคือการเกิดขึ้นของ “VitalLife” ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพชั้นนำในภูมิภาค ซึ่งเกิดจากแนวคิดที่มองสุขภาพในมุมใหม่ว่าสุขภาพที่ดีไม่ควรเริ่มจากการรักษา แต่เริ่มจากการป้องกันไม่ให้ป่วยตั้งแต่แรก เน้นการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
สิ่งที่ทำให้ VitalLife แตกต่าง คือการเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ซึ่งมีกระบวนการดูแลที่เชื่อมโยงกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์อย่างไร้รอยต่อ ผู้มารับบริการสามารถเริ่มต้นด้วยการตรวจประเมินเชิงลึกที่ VitalLife หากพบความผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อยก็เข้าสู่ขั้นตอนการรักษาที่โรงพยาบาลฯ ได้ทันที และเมื่อรักษาเสร็จก็กลับมาดูแลเชิงป้องกันและฟื้นฟูที่ VitalLife ต่อได้เช่นกัน นี่คือภาพของการดูแลสุขภาพที่ถูกออกแบบจากแนวคิดที่เป็นระบบ ตั้งแต่ก่อน-ระหว่าง-หลัง ซึ่งเป็นการดูแลสุขภาพอย่างครอบคลุมในทุกมิติ
ด้านการแข่งขัน คุณนภัสย้ำว่าธุรกิจด้านการแพทย์ของไทยถือเป็นหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจและเป็นแบ็กโบนสำคัญที่สร้างรายได้เข้าประเทศ ทั้งยังส่งผลบวกในเชิง Economic Multiplier ให้ธุรกิจอื่นตามมา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เวลาองค์กรคิดเรื่องคู่แข่ง ต้องมองไกลกว่าสนามในประเทศ และหันไปเทียบชั้นกับโรงพยาบาลระดับนานาชาติ
“ปีนี้เราภาคภูมิใจมากที่ติดอันดับ Top 100 โรงพยาบาลที่ดีที่สุดของโลก จากการจัดอันดับของ Newsweek ประจำปี 2025 ซึ่งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เป็นโรงพยาบาลไทยเพียงแห่งเดียวที่ติดอันดับ สิ่งนี้สะท้อนว่าเราแข่งขันอยู่ในลีกระดับสากลจริง ๆ” คุณนภัส กล่าว
จากจุดยืนนี้ คุณนภัสมองว่าประเทศไทยควรตั้งโจทย์ใหม่ให้ชัดว่าเราจะแข่งขันกับประเทศเหล่านี้ได้มากขึ้นอย่างไรเพราะสนามจริงของ Healthcare วันนี้ไม่ใช่ในประเทศแต่คือระดับนานาชาติ ซึ่งก็สอดคล้องกับคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ระบุว่า “อยากเห็นประเทศไทยเป็นมหาอำนาจทางการแพทย์” ทั้งนี้ เชื่อว่าไทยยังมีช่องว่างและโอกาสอีกมากที่ยังไม่ได้สื่อสารออกไป และหากสามารถสื่อสารได้ดีขึ้น ประเทศไทยจะมีโอกาสดึงเม็ดเงินจากตลาด Wellness และ Healthcare เข้ามาได้อีกมหาศาล
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด วิธีคิดของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์คือการตั้งต้นจากความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพการรักษาอย่างไม่หยุดนิ่ง ผ่านการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมที่แข็งแรง บริหารความเสี่ยงด้วยพอร์ตที่สมดุล สนับสนุนบุคลากรให้เติบโตตามจุดมุ่งหมายของตัวเอง สร้างระบบ Medical Wellness ที่มองไปข้างหน้า ทั้งหมดนี้ทำให้โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เติบโตอย่างมั่นคง และยังคงเป็นหนึ่งในองค์กรที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นด้านนวัตกรรมที่สุดในอุตสาหกรรมโรงพยาบาลเอกชน