อุตสาหกรรมการก่อสร้างเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่นำมาซึ่งความเจริญและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่การก่อสร้างในรูปแบบเดิมอาจก่อให้เกิดการสูญเสียทั้งทรัพยากร เงิน และเวลา เอสซีจีทราบดีในฐานะของผู้นำในอุตสาหกรรมก่อสร้างว่าเทรนด์ที่อยู่อาศัย รวมถึงความต้องการของผู้อยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไปมาก จึงให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงและไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาปรับปรุงสินค้าและบริการให้เป็นนวัตกรรมสินค้าและโซลูชั่นเพื่อบ้านสวยอยู่สบาย ในขณะเดียวกันก็ต้องประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งมอบให้ทุกการสร้างบ้านตอบโจทย์การอยู่อาศัยในยุคปัจจุบันมากที่สุด ซึ่งนั่นเป็นที่มาให้บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด ได้คะแนนสูงสุดอันดับ 1 จากผู้บริโภค ในกลุ่ม "วัสดุก่อสร้าง" โดยมีความโดดเด่นใน 4 ปัจจัย ได้แก่ ความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation), ภาพลักษณ์แบรนด์ของกิจการ (Corporate Image), การบริหารการจัดการ (Management) และความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate CSR) จากผลการสำรวจ 2022-2023 Thailand’s Most Admired Company
“การดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา เราให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก โดยเฉพาะความต้องการใหม่ๆ เทรนด์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งการพัฒนาสินค้าและบริการของเราจะเน้นที่คุณภาพเป็นสำคัญ อีกเรื่องที่ถือเป็น DNA ของเราก็คือสินค้าและบริการของเราจะถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องของฟังก์ชั่น ในขณะเดียวกันเราก็คำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ร่วมอยู่ในทุกธุรกิจของเราเช่นกัน นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้คนนึกถึงและชื่นชอบแบรนด์เรา” คุณนิธิ ภัทรโชค President - Cement - Building Materials Business, SCG บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด ให้ทรรศนะถึงการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมาของเอสซีจีที่มุ่งพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลที่ช่วยให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี สะดวก ปลอดภัย ไปพร้อมกับการได้ดูแลสังคม สิ่งแวดล้อม ตามแนวทางแนวทาง ESG 4 Plus ของเอสซีจี ที่มุ่ง Net Zero 2050 - Go Green - Lean เหลื่อมล้ำ - ย้ำร่วมมือ ภายใต้ความเชื่อมั่น (โปร่งใส)

ถ้าเจาะลึกลงไปถึงกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับเป้าหมาย ESG 4 Plus เราจะเห็นว่าในปีที่ผ่านมาเอสซีจีพัฒนาสินค้าเพื่อตอบโจทย์คุณภาพการใช้ชีวิตที่ดีกว่าให้กับทุกคนไปพร้อมกับการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือสินค้าในกลุ่ม SCG Green Choice จากเดิม 20% เป็น 40% ตัวอย่าง เช่น Solar Roof หรือคอนกรีตสูตร Low Carbon และมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนยอดขายสินค้าที่ได้รับการรับรองฉลาก SCG Green Choice ให้เป็น 2 ใน 3 ภายในปี 2030
นอกจากนั้นยังนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมก่อสร้างมาใช้ในกระบวนการก่อสร้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้การดำเนินงานก่อสร้างทุกขั้นตอนมีความถูกต้อง แม่นยำปลอดภัย ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และเชื่อมโยง Ecosystem ผ่านกระบวนการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแบบ “Turn Waste to Value” หรือการเปลี่ยนสิ่ง “ไร้ค่า” สู่ “ล้ำค่า” เพื่อยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้างของประเทศไทย
“ในส่วนของสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เรามีการ Scale Up เพิ่มขึ้นอีกหลายตัว รวมถึงเรายังนำเศษวัสดุที่เหลือจากกระบวนการผลิตของเรามา Upcycle สร้างคุณค่าใหม่ให้ขยะของเราตั้งแต่ 50-70% กลายเป็นสินค้าใหม่ๆ เพื่อเป็นการประหยัดทรัพยากรของโลก ส่วนขยะของคนอื่น เช่น ชุมชน ขยะฝั่งการเกษตร ที่กลับเข้ามาในกระบวนการของเราเรียกว่า Waste to Value เรานำกลับมาเปลี่ยนให้เป็นพลังงานแทนพลังงานถ่านหิน ช่วยลดคาร์บอนให้กับโลกของเรา นวัตกรรมเหล่านี้ทำให้ต้นทุนของเราไม่สูงมากเกินไปในวิกฤตพลังงานที่ทุกคนกำลังเผชิญอยู่ ส่วนของ Solar Roof เรามีการเปลี่ยนในโรงงานของเราเกือบทั้งหมด และช่วยสร้างพลังงานไฟฟ้าให้เราได้แล้ว 100 กว่าเมกะวัตต์”
สำหรับแผนการทำงานในปีต่อจากนี้ คุณนิธิ มองว่า 3 เรื่องหลักที่จะต้องเดินหน้าอย่างเต็มตัว คือการทำให้สินค้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปลอดภัย ใช้แล้วทำให้มีสุขภาพที่ดี เรื่องที่ 2 คือ Digital Transformation ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาเอสซีจีมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ทั้งส่วนของบริการหน้าบ้านซึ่งเกี่ยวข้องกับลูกค้า เช่น ช่องทางที่เป็น Omni-channel ซึ่งสามารถบริการให้ลูกค้าได้ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ ส่วนหลังบ้าน คือการนำเทคโนโลยีมาใช้กับการบริหาร Supply Chain เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันก็ช่วยให้กระบวนการมีความรวดเร็ว คล่องตัวมากขึ้น สุดท้ายคือเรื่องของพลังงาน ซึ่งต้องเร่งลดใช้พลังงานในกระบวนการผลิต รวมถึงเรื่องของการใช้พลังงานทางเลือก เช่น Biomass แม้กระทั่ง Biogas ซึ่งไทยได้เปรียบจากการมีสินค้าเกษตรที่หลากหลายสามารถนำมาแปลงเป็นพลังงานเพื่อใช้แทนถ่านหิน ลดทั้งคาร์บอนไดออกไซด์ ในขณะเดียวกันก็สามารถลดต้นทุนด้านพลังงานทำให้สามารถพัฒนาสินค้าให้มีราคาที่ตอบโจทย์ลูกค้า
นอกเหนือจากการพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าแล้ว การพัฒนาคนในองค์กรถือเป็นอีกหนึ่งกุญแจที่คุณนิธิมองว่าต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกับองค์กรใหญ่ที่คนอาจมองว่าขยับตัวช้า

“เรามีการปรับวิธีการทำงานให้คล่องตัว โดยให้ข้อมูลกับพนักงาน สร้างแพสชั่นให้พนักงาน ในวิธีการทำงานที่ลีนแบบสตาร์อัพ ต้องเป็นองค์กรใหญ่ที่ทำงานรวดเร็วพร้อมปรับตัวได้แบบคนตัวเล็ก ดังนั้นหลายปีที่ผ่านมาเราจึงมีกระบวนการที่เรียกว่า Internal Startup ให้น้องๆ พนักงานคิดเอง ทำเอง แล้วเราก็ให้ทุนสนับสนุน ซึ่งรวมกันแล้วปัจจุบันมีกลุ่มเหล่านี้รวมกันเป็นร้อยกลุ่ม สามารถสร้างธุรกิจให้เจริญเติบโตได้ บางกลุ่มสามารถ Spin Off ออกไปเป็นธุรกิจของตัวเอง ซึ่งเราเรียกว่าเป็น External Startup โดยเราจะลงทุนให้ส่วนหนึ่งและน้องออกทุนของตัวเองส่วนหนึ่ง กระบวนการเหล่านี้มีส่วนทำให้องค์กรของเรามีการทำงานในรูปแบบใหม่ๆ ให้รวดเร็วมากขึ้น มี Open Innovation แต่ขณะเดียวกันการปรับกระบวนการภายในของเราให้คล่องตัวก็ยังสำคัญ เพื่อให้เราเป็นองค์กรที่สามารถสร้างและผลิตนวัตกรรมได้อย่างต่อเนื่อง”
นอกจากคนในองค์กร เอสซีจียังให้ความสำคัญกับคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กรเพื่อมุ่งลดความเหลื่อมล้ำในสังคมด้วยการพัฒนาทักษะอาชีพ โดยตั้งเป้าสร้างรายได้ให้ชุมชนและ SMEs 50,000 คน ภายในปี 2573 เช่น อาชีพช่างก่อสร้าง พนักงานขับรถบรรทุก การแปรรูปและการขายสินค้าทางออนไลน์ ทั้งยังร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ทั้งไทย อาเซียนและโลกให้ดำเนินงานด้วย ESG เพื่อส่งต่อโลกที่ยั่งยืนให้คนรุ่นถัดไป

“ความท้าทายของเราคือทำอย่างไรเราจะเข้าใจลูกค้าเพิ่มขึ้น หาความต้องการที่ซ่อนอยู่เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ได้ ดังนั้นเราต้องปรับตัวเอง ออกสินค้าใหม่ คิดถึงสินค้าที่อยู่นอกเหนือจากธุรกิจของเรา เช่น เรื่องของการทำสินค้าที่มีความสมาร์ทมากขึ้นเพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตแบบ Better Living รวมถึงบริการของเราที่ต้องพัฒนาให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้อยู่อาศัยยุคใหม่ และพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าและสร้างผลกระทบเชิงบวกกับสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น” ®