ความน่าสนใจของตลาดค้าปลีกที่เป็น “ฟู้ด รีเทล” นั้น นอกจากจะเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มีมูลค่าถึงกว่า 1 ล้านล้านบาทแล้ว สินค้าประเภทอาหาร ยังเป็นสินค้าที่มีความถี่ในการซื้อมากกว่าสินค้าในกลุ่มอื่นๆ อย่าง FMCG
ทำให้ผู้เล่นรายใหญ่ในบ้านเรา ต่างพยายามที่จะหาโมเดลใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดกันมากขึ้น อย่างกรณีของแม็คโคร ที่ซุ่มเปิดร้าน “Fresh@makro” ซึ่งเป็นโมเดลร้านขายสินค้าในกลุ่มอาหารที่ขยายฐานมาเจาะลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคโดยตรงมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านั้นมีโมเดลร้าน “แม็คโคร ฟู้ด เซอร์วิส” ที่เจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการ HoReca
แม็คโคร เปิดร้าน Fresh@makro สาขาแรกที่ตั้งอยู่ในโครงการ อีส พาร์ค (Ease Park) คอมมูนิตี้มอลล์บนถนนรามอินทรา กม.4.5 มีพื้นที่ราว 500-600 ตารางเมตร เมื่อปี 2563 โดยเน้นขายสินค้าอาหารสด เกรดพรีเมียม ส่วนสาขาที่ 2 เปิดที่ ชิโนพาร์ค แพรกษา คลอง 9
และสาขาล่าสุดที่จะเปิดเป็นสาขาที่ 3 ในช่วงปลายเดือนธันวาคมนี้ จะอยู่ที่ พัฒนาการ (ใกล้ซอย 69) ซึ่งการเปิดสาขาทั้งหมด จะเน้นเข้าไปที่พื้นที่ชุมชน โดยอาศัยความคล่องตัวของการมีพื้นที่ไม่มากนัก เฉลี่ยไม่เกิน 1,000 ตารางเมตร การขยายฟอร์แมตในรูปแบบใหม่นี้ จึงถือเป็นการแตกไลน์สร้างโอกาสใหม่! ไม่ต่างจากการพัฒนาโมเดล “แม็คโคร ฟูดเซอร์วิส” เน้นให้บริการผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจจัดเลี้ยง (โฮเรก้า) นอกจากนี้ยังมี “สยามโฟรเซ่น” ศูนย์รวมอาหารแช่แข็ง "สยามฟูด เซอร์วิส" นำเข้าและจำหน่ายอาหารระดับพรีเมียมสำหรับผู้ประกอบการ

แม็คโคร ประสบความสำเร็จในแง่ยอดขายมาตลอด โดยบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือ MAKRO แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 3 ปี 2565 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีกำไรสุทธิ 1,602 ล้านบาท เติบโต +1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีรายได้รวม 115,559 ล้านบาท เติบโต +110.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
แน่นอนว่า หัวใจสำคัญของการสร้างการเติบโตของแม็คโครนั้น จะมาจากมองหาโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ หากยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็คือการสร้างฟอร์แมตของสโตร์ขึ้นมาเพื่อรองรับกับโอกาสทางการตลาด ซึ่งตัวอย่างที่สะท้อนในเรื่องนี้ได้ดีก็คือการเปิดฟอร์แมตของสโตร์ที่เป็น “แม็คโครฟู้ดเซอร์วิส” เพื่อเจาะเข้าไปหาลูกค้าที่ทำธุรกิจร้านอาหารที่เรียกว่า HoReCa หรือ Hotel Restaurant และ Catering ซึ่งเป็นการสร้างธุรกิจที่เป็น “ขาที่สอง” นอกเหนือจากการขายส่งให้ร้านโชวห่วย และลูกค้าที่ซื้อสินค้าไปใช้เองอย่างพวก บริษัท โรงเรียน หรือครอบครัวขนาดใหญ่

ปัจจุบัน แม็คโครมีฐานสมาชิกอยู่มากกว่า 3 ล้านราย ในจำนวนนั้น 70% จะเป็นลูกค้าผู้ประกอบการที่แยกเป็นลูกค้าโชวห่วย 7 แสนราย และลูกค้าที่เป็นร้านอาหารอีก 5 แสนราย ส่วนที่เหลือ 30% จะเป็นกลุ่มลูกค้าที่ซื้อสินค้าไปใช้เอง อาทิ กลุ่มธุรกิจ โรงเรียน และครอบครัวขนาดใหญ่
ที่น่าสนใจก็คือ กลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการนั้น จะมีความถี่ในการมาซื้อสินค้าค่อนข้างสูงคือเฉลี่ยสัปดาห์ละครั้งสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก ส่วนร้านโชวห่วยจะซื้อสินค้าในความถี่ 1 – 2 สัปดาห์ต่อครั้ง มีการใช้จ่ายต่อบิลประมาณ 2,800 – 3,000 บาท
แน่นอนว่า การขยายโอกาสการขายมายังกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้บริโภคโดยตรง จะช่วยเพิ่มโอกาสในการขาย โดยแม็คโครพยายามทำให้การเข้าถึงการบริการเป็นเรื่องง่ายผ่านช่องทางออมนิชะแนล ที่ส่วนหนึ่งจะมีเรื่องของเดลิเวอรี่ เข้ามาช่วย
ถือเป็นอีก 1 มิติ การทำตลาด ที่เชื่อว่า หลังจากซุ่มทดลองทำตลาดมา 3 ปี คงน่าจะมีการบุกขยายสาขามากยิ่งขึ้น....