อุตสาหกรรมค้าปลีกไทยปัจจุบัน สมาคมผู้ค้าปลีกไทยรายงานว่ามีมูลค่าประมาณ 3.6 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจโชห่วยมีสัดส่วน 45 – 47% หรือ 1.03 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นช่องทางขายที่สำคัญ ใกล้ชิดกับคนในชุมชน เป็น 1 ในองค์ประกอบสำคัญของระบบค้าส่งของไทย ทำให้ค้าปลีกยักษ์ใหญ่เริ่มมีโมเดลใหม่ๆมาดึงร้านโชห่วยเข้ามาเป็นเครือข่าย ชิงพื้นที่ในธุรกิจโชห่วยมากขึ้น โดยเริ่มจาก

Uniliver กับโมเดลโชห่วยร้านติดดาว
ปัจจุบันมีร้านค้าที่เข้าร่วมเป็น “ร้านติดดาว” กว่า 12,000 ร้านค้าทั่วประเทศ เปิดตัวเมื่อปี 2555 สิ่งที่น่าสนใจคือการเข้ามาร่วมในโครงการร้านติดดาว จะไม่มีต้นทุนในเรื่องของค่ามัดจำสินค้าเหมือนกับเจ้าอื่น โดยการสมัครเข้าร่วมเป็นร้านติดดาวนั้น Uniliver จะพิจารณาจากคุณสมบัติตามที่กำหนด ไล่ตั้งแต่
1.ความตั้งใจที่เกินร้อยในการเป็นร้านติดดาว
2.อยู่ในบริเวณแหล่งชุมชนหรือใกล้แหล่งชุมชนที่มีคนสัญจรไปมา
3.จำหน่ายสินค้าที่หลากหลาย
4.ซื้อผลิตภัณฑ์จากศูนย์จัดจำหน่ายสินค้าของยูนิลีเวอร์ อย่างต่อเนื่อง โดยมีข้อกำหนดยอดสั่งซื้อสินค้าขั้นต่ำอยู่ที่เดือนละ 5,000 บาท
5.มีสินค้านำเสนอแบบครบถ้วน
6.ร้านค้าให้ความร่วมมือจัดเรียงสินค้าตามคำแนะนำของ Uniliver
ถูกดี มีมาตรฐานในกลุ่มธุรกิจ คาราบาว ซึ่งคอนเซปต์ คือการนำระบบการจัดการแบบโมเดิร์นเทรด (POS) เข้าไปช่วยบริหารจัดการ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารต้นทุน รายได้ และกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทีดี ตะวันแดง เริ่มที่จะต่อยอดความเป็นเครือข่ายร้านค้าปลีกที่ทรงพลังของร้านถูกดี มีมาตรฐานแล้ว ด้วยการทดลองจะเริ่มทดลองระบบ “ขายเชื่อ” หรือการปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าในการซื้อสินค้าในร้านวงเงินประมาณ 500-1,000 บาทต่อราย รวมไม่เกิน 2 แสนบาท/ร้าน เพื่อเสริมสภาพคล่องผู้บริโภคและกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชน รวมถึงเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการ เพื่อรับมือปัญหาเศรษฐกิจ-กำลังซื้อในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ร้านถูกดี มีมาตรฐาน ถูกบริหารภายใต้แนวคิด “กินแบ่ง ไม่กินรวบ” โดยทางบริษัทฯ จะคิดส่วนแบ่งกำไรเพียง 15% เป็นค่าบริหารจัดการ ในส่วนของเจ้าของร้าน จะได้รับส่วนแบ่งกำไร 85% เพื่อให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน และกลายมาเป็นเส้นเลือดสำคัญในการหล่อเลี้ยงชุมชนในอนาคต
โดนใจ ของกลุ่ม BJC ถือเป็นอีกความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะนอกจากมีการมองถึงตัวเลขการดึงร้านโชห่วยเข้ามาเป็นเครือข่ายร้านโดนใจในตัวเลข 30,000 ราย ภายใน 4 ปีนับจากนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นการเข้าไปช่วยในเรื่องการทำธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ให้กับโชห่วย โดยนำระบบ POS มาใช้ ทำให้สามารถรู้ว่าจะขายอะไร ให้กับใคร โดยไม่ต้องไปกังวลเรื่องของการบริหารจัดการสต็อกสินค้าที่ถือเป็น Pain Point สำคัญที่ผู้ประกอบการร้านโชห่วยมักเจอปัญหามาตลอด ซึ่งการที่ไม่ต้องสต็อกสินค้า นั่นหมายถึงว่าสามารถช่วยลดต้นทุนส่วนเกินที่เป็นปัญหาใหญ่ของการทำร้านโชห่วย
โลตัสกับโมเดลร้านนี้ขายดี สร้างเครือข่ายขึ้นมาเพื่อช่วยสนับสนุนการทำธุรกิจของร้านค้าปลีก โดยเป้าหมายหลักเพื่อให้ผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกรายย่อยให้สามารถทำธุรกิจได้อย่างถูกต้องและมีกำไร ด้วยการนำความเชี่ยวชาญด้านการทำร้านค้าปลีกของโลตัสเข้าไปช่วย ซึ่งปัจจุบันขยายเครือข่ายร้านขายดี ได้มากกว่า 1,000 ร้านค้า
สุดท้ายแม็คโคร ผู้นำธุรกิจค้าส่งค้าปลีกกับโมเดลบัดดี้มาร์ทดึงร้านโชห่วย มินิมาร์ท ที่มีร้านอยู่แล้ว หรือผู้สนใจเปิดร้านค้า เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ โดยมีค่าใช้จ่ายเป็นเงินค้ำประกัน 200,000 บาท สัญญา 3 ปี
โดยจุดแข็งของแม็คโครคือ การทำตลาดกับกลุ่มลูกค้าที่เป็นโชห่วยมาอย่างยาวนาน ทำให้มีฐานลูกค้ากลุ่มนี้ค่อนข้างแข็งแกร่ง ขณะเดียวกันเครือข่ายสาขาที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ก็เข้ามาเป็นโครงข่ายที่สำคัญในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้แบบลงลึก
การปั้นโมเดลร้านบัดดี้ มาร์ทของแม็คโคร มีตัวเลขร้านค้าแล้ว 37 ร้าน และภายในสิ้นปี 2566 แม็คโคร จะขยับขึ้นเป็น 2,000 ร้านค้า เป้าหมายระยะยาว แม็คโครสามารถผลักดันให้ตัวเลขของร้านเครือข่ายบัดดี้ มาร์ทได้ถึง 20,000 ร้าน
ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการธุรกิจโชห่วยขนาดเล็กประมาณ 400,000 ร้านค้า และโชห่วยขนาดกลาง จำนวน 18,735 ร้านค้าเมื่อเจ้าใหญ่เปิดเกมชิงร้านโชห่วยที่กระจายอยู่ทั่วประเทศแน่นอนว่า เป้าหมายนั่นคือการเป็นช่องทางใหม่ในการสร้างเครือข่ายเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจลงลึกสู่ระดับชุมชน เพิ่มอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ และรวมถึงการเป็นช่องทางในการกระจายสินค้าของตัวเองอีกด้วย