เหตุผลสำคัญที่ ธนิศร์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจค้าส่งแม็คโคร ประเทศไทย พูดไว้ในงานแถลงข่าวเปิดตัว Makro PRO แอปพลิเคชั่น ที่ถูกใช้เข้ามาเป็นซูเปอร์แอป ในการรองรับการทำตลาดแบบออมนิชะแนลของค้าส่งรายใหญ่อย่างแม็คโคร ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะนี่จะเป็นการดิสรัปท์ตัวเองครั้งใหญ่ของค้าส่งแคช แอนด์ แครี่ รายนี้ จากที่เราคุ้นเคยกับการทำตลาดหรือขายผ่านช่องทางออฟไลน์ที่เป็น Physical Store อย่างสาขา มาสู่การทำตลาดแบบ O2O ที่เชื่อมโยงการขายผ่านทั้งออฟไลน์และออนไลน์เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
เขาบอกว่า ตัวอย่างจากหลายประเทศที่ออนไลน์เข้าไปมีบทบาท ทำให้แม็คโครต้องหันมามอง และให้ความสำคัญกับการทรานสฟอร์มตัวเองสู่การเป็นค้าส่งที่มีเรื่องของดิจิทัล เข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อน โดยผู้บริหารของแม็คโครยกตัวอย่างให้เห็นภาพจากตลาดในประเทศจีนที่อีคอมเมิร์ซเข้ามามีบทบาทอย่างมาก และค้าปลีกออนไลน์ สามารถทำสัดส่วนการขายได้ถึง 45.3% ของตลาด

เช่นเดียวกับที่เกาหลีใต้ ที่สัดส่วนของออนไลน์มีถึง 30% ขณะที่บ้านเรา แม้จะมีสัดส่วนยังไม่ถึง 10% แต่จากเทรนด์ที่เกิดขึ้น ถือว่าน่ากลัวไม่น้อย สำหรับผู้เล่นที่ยังไม่มีการปรับตัว
และการทำตลาดแบบ O2O ที่มีการเชื่อมต่อประสบการณ์การช้อปแบบออนไลน์และออฟไลน์ เข้าด้วยกัน ถือว่าไม่เพียงแค่เป็นการรับมือที่ใช้จุดแข็งของการมีร้านค้าแบบ Physical Store ที่บรรดาอีคอมเมิร์ซไม่มีในส่วนนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยขับการเติบโตได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
ผู้บริหารของแม็คโครบอกว่า ถ้าบอกการเติบโตของ Physical Store แล้ว จะพบว่า การลงทุนขยายสาขาใหม่อย่างต่อเนื่องปีละ 10 - 12 สาขา แล้ว จะทำให้เกิดการเติบโตของยอดขายได้ไม่มากนัก แต่ถ้าเอาเรื่องของออมนิชะแนล เข้ามาเป็นตัวช่วย จะทำให้สามารถสร้างการเติบโตได้เพิ่มขึ้น อย่างปีที่ผ่านมา ยอดขายผ่านออมนิชะแนลที่มาจากออฟไลน์และออนไลน์ จะมีมากถึง 88% เลยทีเดียว
แม็คโคร เริ่มขายแบบออมนิชะแนลมาตั้งแต่ปี 2563 และเริ่มมีการลงทุนในการพัฒนาอาวุธสำคัญอย่างระบบดิจิทัลมากขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งการเปิดตัว Makro PRO ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการทำตลาดออมนิชะแนลของแม็คโคร เพราะแอปตัวนี้ จะเป็นทั้งแอปที่ Seamless Omni- Channel เชื่อมต่อการให้บริการจากสาขา (ออฟไลน์) สู่บนแอปพลิเคชัน (ออนไลน์) แบบไร้รอยต่อ พร้อมเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพ ให้แอปพลิเคชันใช้ง่าย เชื่อมต่อออนไลน์และออฟไลน์ ทั้งระบบการแสดงสินค้า ราคา และการชำระเงิน โดยจะเป็นทั้งลอยัลตี้ โปรแกรมที่มีการสะสมแต้มจาก Marko Point ทุกการซื้อ 1 พันบาท จะได้ 1 Point ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ 1 บาท นอกจากนี้ ยัง Enhance Omni-Channel Efficiency เพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนากระบวนการบริหารจัดการทั้งระบบ โดยเฉพาะด้านการจัดส่ง เพื่อให้มีประสิทธิภาพและสะดวกสบาย โดยลูกค้าสามารถเลือกเวลารับสินค้าได้ 3 ช่วงเวลา ได้แก่ช่วงเช้า บ่าย และเย็น ตามความสะดวก

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของ Data Driven ใช้ระบบการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเชิงลึก เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ารายบุคคล (Personalization) เช่น สามารถมีโปรโมชั่นที่ตรงใจทุกกลุ่มมากขึ้น ตรงจุดยิ่งขึ้น และการเป็น All in One Business Supercharging Platform เป็นแพลตฟอร์มที่เสริมพลังให้กับคนทำธุรกิจ โดยมีองค์ประกอบหลักๆ คือ เป็นแหล่งซื้อวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพสะดวกสบายบนปลายนิ้ว เป็นพื้นที่ให้โอกาสในการขายสินค้า (Marketplace) สำหรับผู้ประกอบการรายย่อยหรือเอสเอ็มอี ตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจในทุกมิติ (Business solution) คุ้มค่าด้วยระบบสะสมคะแนน (Point Reward)
ก่อนหน้าที่จะส่งแอป Marko Pro เข้ามาทำตลาดนั้น แม็คโคร มีการเปิดตัว “maknet” แพลตฟอร์มค้าส่งออนไลน์สำหรับผู้ประกอบการ ที่เป็นตัวทำตลาดแบบ O2O แต่หลังจากการพัฒนาแอป Marko Pro แล้ว จะถูกใช้เข้ามาแทนที่ และจะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนการทำตลาด O2O ของแม็คโคร แทนที่ตัวเดิม
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การมุ่งมาเป็นค้าส่งออมนิชะแนล ของแม็คโครนั้น มีการวางเป้าหมายอย่างชัดเจนที่จะก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ด้านออมนิชะแนลในบ้านเรา โดยนอกจากการพัฒนาแอปที่เข้ามาตอบโจทย์แล้ว ยังมีการปรับกลยุทธ์ของสาขาที่มีอยู่ในสามารถเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวช่วยกระจายสินค้ารองรับการทำตลาดผ่านแอป เพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับการทำตลาด O2O อีกด้วย
ปัจจุบัน แม็ครโคร มีสาขาทั้งหมด 152 สาขา กระจายอยู่ใน 66 จังหวัด ในจำนวนนั้นเป็นสาขาในรูปแบบของแม็คโคร ฟู้ด เซอร์วิส ประมาณ 30 สาขา ที่เหลือจะเป็นสาขาในรูปแบบคลาสสิก หรือดั้งเดิม และสาขาในรูปแบบอีโค พลัส หลังจากนี้ การลงทุนเปิดสาขาใหม่ 10 - 12 สาขาต่อปีนั้น จะเน้นสาขาขนาดไม่ใหญ่นักคือมีพื้นที่ขายประมาณ 4,000 ตร.ม. มีสินค้าประมาณ 20,000 เอสเคยู เนื่องจากมองว่า ส่วนหนึ่งของการซื้อสินค้าจะมาจากแอป Marko Pro ที่มีสินค้าให้บริการถึง 50,000 เอสเคยู

ขณะที่สาขาแต่สาขา จะมีการลงทุนระบบหลังบ้าน เพื่อทำหน้าที่เป็นฮับในการให้บริการออมนิชะแนล โดยปัจจุบัน แม็คโคร มีสมาชิกอยู่ราว 4.5 ล้านราย โดยลูกค้า 70% จะเป็น B2B ขณะที่อีก 30% จะเป็นลูกค้าครอบครัวขนาดใหญ่ ซึ่งผู้บริหารของแม็คโครยืนยันว่า จะคงสัดส่วนนี้ เพราะถือว่าลงตัวกับการทำตลาดของแม็คโครแล้ว
ส่วน การขายแบบออมนิชะแนล ในช่วงที่ผ่านมานั้น มีลูกค้ากว่า 1 ล้านรายที่มีรูปแบบการซื้อแบบออมนิชะแนล ในปีนี้ แม็คโคร มีเป้าหมายว่า จะเพิ่มลูกค้าที่ซื้อแบบออมนิชะแนลอีกประมาณ 1 ล้านราย
“ที่ผ่านมา ลูกค้าที่เป็น B2B จะมาซื้อสินค้าที่สโตร์ เฉลี่ยเดือนละครั้ง จากข้อมูลที่ได้มา พบว่า แม้จะมาสโตร์แค่เดือนละครั้ง แต่ลูกค้าก็ต้องการสั่งของเข้าร้านอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยสัปดาห์ละครั้ง จึงเป็นที่มาของการพัฒนาแอป Marko Pro ที่สามารถรองรับการสั่งสินค้าและสามารถเลือกเวลารับสินค้าได้ทั้งเช้า กลางวัน เย็น ซึ่งจะเป็นการช่วยเสริมให้การขายแบบออมนิชะแนล มีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น”
นั่นจึงน่าจะเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่จะเข้ามาช่วยสร้างการเติบโตที่เพิ่มมากขึ้น เพราะสามารถทลายข้อจำกัดในเรื่องของเวลาในการมาช้อปที่สโตร์ของลูกค้า โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มอาหาร ที่ต้องเติมสินค้าเข้าร้านอย่างต่อเนื่องแทบทุกวัน
แต่หัวใจสำคัญอีกอย่าง น่าจะอยู่ที่การเข้าถึงดาต้า ที่จะทำให้สามารถนำมาเป็นตัวช่วยกำหนดกลยุทธ์ในการทำตลาด รวมถึงสามารถเข้าถึงดาต้าแบบลงลึกเป็น Personalize ที่ไม่เพียงจะเข้ามาช่วยสร้างแต้มต่อในการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาวอีกด้วย
สิ่งที่น่าจับตามองก็คือ แม็คโคร เลือกใช้ช่วงเวลาการเปิดตัวนี้ ผ่านการดึงซูเปอร์สตาร์อย่าง “ญาญ่า - อุรัสยา เสปอร์บันด์” ไปพร้อมกับการปล่อยภาพยนตร์โฆษณาสร้างการรับรู้ผ่านสื่อต่าง ๆ ทั่วประเทศ ถือเป็นกระแสที่นำไปสู่ก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจดิจิทัลของแม็คโคร
ทั้งหมดทั้งปวง จึงเป็นอีกการตอบคำถามได้เป็นอย่างดีว่า ทำไม แม็คโคร ถึงต้องมุ่งมาที่การเป็นค้าส่งออมนิชะแนล อย่างเต็มตัว....