ถือเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจในตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของบ้านเรา สำหรับยำยำ ช้างน้อย ของค่ายวันไทย อุตสาหกรรม ที่เด็กไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันไม่น้อยที่เคยมีประสบการณ์ร่วมกับสินค้าตัวนี้
ความน่าสนใจในการทำตลาดของยำยำ ช้างน้อยก็คือ นอกจากจะเป็นซับแบรนด์ของยำยำ ที่ถูกใช้ในการเจาะกลุ่ม เป้าหมายเด็กๆ แล้ว สินค้าตัวนี้ยังมีการทำตลาดที่แหวกแนวออกไปด้วยการวางตัวเองเป็นขนมขบเคี้ยว ซึ่งแน่นอนว่า การวาง จุดขายแบบนั้นจะมาจากการมองเห็นพฤติกรรมการบริโภคของกลุ่มเด็กๆ ที่นิยมกินสินค้าตัวนี้เป็นขนมขบเคี้ยว มากกว่าการบริโภคในรูปแบบของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ฉีกซองเติมน้ำร้อนแล้วบริโภค
ยำยำ ช้างน้อย ถือเป็นเจ้าแรกที่ค้นพบช่องว่างตลาดที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน พร้อมกับเข้ามาทำตลาดอย่างเต็ม รูปแบบจนสามารถปักธงและยึดพื้นที่ดังกล่าวได้เป็นผลสำเร็จ
ทำให้ยำยำ ช้างน้อย เป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งในตลาดสแน็คอย่างมาก อีกทั้งกลุ่มเป้าหมายยังมีความภักดีต่อ ตราสินค้าสูง พิสูจน์ได้จากในช่วงเวลาไม่นานนัก ผู้นำตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่าเปิดตัวสแน็ค นู้ดโดะลงตลาด แต่ไม่ได้รับ การตอบรับที่ดีมากนัก กระทั่งต้องหยุดทำตลาดไป
ส่วนบริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตราไวไว ก่อนหน้านี้รุก ตลาดขนมขบเคี้ยว โดยส่งแบรนด์คูลิคูลิลงตลาด และเมื่อต้นปี 2550 ก็ได้หยุดทำตลาดไปเช่นกัน

ว่าไปแล้ว ยำยำ ช้างน้อยจะเป็นอีกกลยุทธ์สำคัญในการช่วยขยายฐานการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้มีมากขึ้น ซึ่งการขยับตัวเองไปเล่นในตลาดสแน็คนั้น ถือเป็นอีกความพยายามในการรุกเข้าไปร่วมแชร์ในตลาดขนมขบเคี้ยวที่มีมูลค่า กว่าหมื่นล้านบาทในช่วงเวลานั้น
สิ่งที่น่าสนใจก็คือยำยำ ช้างน้อย ไม่ใช่แค่วางตลาด แต่ยังมีการทำการตลาดเพื่อสนับสนุนการขายอีกด้วย โดยมี การเข้าไปโฆษณาในทีวีช่วงเวลายอดนิยมของเด็กๆ คือเช้าวันเสาร์ - อาทิตย์ ซึ่งส่งผลในแง่ของการสร้างการจดจำแบรนด์ใน กลุ่มเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม ยำยำเอง มีความพยายามต่อยอดด้วยการขยายรูปแบบการบริโภคมาสู่การกินแบบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่ฉีกซองเทน้ำร้อนแล้วรับประทาน โดยราวปี 2550 ก็มีการเปิดตัวยำยำ ช้างน้อย ซูเปอร์ เพื่อขยายการกินยำยำ ช้างน้อยใน รูปแบบใหม่ จากเดิมกินในรูปแบบสแน็คสู่การกินในลักษณะอาหาร โดยมีการเพิ่มปริมาณ ยำยำ ช้างน้อย ซูเปอร์ ขนาด 45 กรัม ราคา 4 บาท นำร่องเพียงรสชาติเดียว คือหมูอบซอส
สินค้าตัวใหม่ที่เปิดตัวมีราคาและปริมาณมากกว่าเมื่อเทียบกับยำยำ ช้างน้อยในรูปแบบสแน็ค ขนาด 23 กรัม ราคา 2 บาท ทั้งนี้เป้าหมายการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เพื่อสร้างฐานลูกค้าช่วงวัยเด็ก 4-12 ปี ก่อนที่จะก้าวสู่วัยรุ่น ซึ่งจะเป็นฐาน ลูกค้ายำยำ จัมโบ้ ในอนาคต
เรียกได้ว่า เป็นการมองถึงเป้าหมายระยะยาวที่ต้องการให้เด็กๆ กลุ่มนี้เติบโตมากับแบรนด์ยำยำ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง กลยุทธ์สำคัญของผู้ท้าชิง ที่ต้องฉีกหนีร่มเงาของผู้นำ เพื่อเข้าไปสร้างที่ยืนใหม่ที่แข็งแกร่งพร้อมกับกลุ่มเป้าหมายที่เติบโตและ Carry Brand ของตัวเองในระยะยาวเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น
ยำยำ ช้างน้อย จัมโบ้ ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ก่อนที่จะเงียบหายไปจากตลาด อย่างไรก็ดี ยำยำ ช้างน้อย ยังคงเป็นอีกกรณีศึกษาของการทำตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่ขายความเป็นขนมขบเคี้ยวจนเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเด็กไทยมา อย่างยาวนาน โดยปัจจุบัน ยังคงเน้นทำตลาดในรสชาติที่มีรูปแบบความเป็นสแน็ค อย่างตัว ยำยำ ช้างน้อย รสข้าวโพด รสบาร์บีคิว รสสาหร่ายโนริ รสซุปเปอร์เลม่อน และรสต้มยำกุ้ง เป็นต้น

บทสรุป
ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของบ้านเราในปี 2565 มีมูลค่าตลาดประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท โดยมีผู้ประกอบการหลักๆ ทั้งหมด 5 ราย ประกอบด้วย บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) แบรนด์มาม่า, บริษัท โชคชัยพิบูล จำกัด แบรนด์ ซื่อสัตย์, บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด แบรนด์ไวไว, บริษัท วันไทยอุตสาหกรรมอาหาร จำกัด แบรนด์ยำยำ และ บริษัท นิชชิน ฟูดส์ (ไทยแลนด์) จำกัด แบรนด์นิชชิน นอกจากนี้มาม่า ยังคงครองความเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 50% ตามมาด้วยไวไว และยำยำ ที่มีส่วนแบ่งตลาดกว่า 20% ไล่เลี่ยกัน
แน่นอนว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสจัดจ้านยังคงเป็นรสชาติยอดนิยม ตามมาด้วยรสหมูสับ โดยจุดขายที่สำคัญของ ยำยำ ยังเป็นเป็นตัวจัมโบ้ ที่ขายความคุ้มค่าคุ้มราคา
# อุบัติเหตุแบรนด์เนม” เป็นคอลัมน์ Nostalgia โดยตรง ความตั้งใจของกองบก. คือ เน้นหยิบเอา Marketing Case ที่คลาสสิกๆ มานำเสนอย้อนหลังให้นักการตลาดรุ่นใหม่ๆ ได้อ่านเพื่อเป็นกรณีศึกษา