ตัวเลขบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเฉลี่ยของคนไทยที่อยู่ที่ 49 ซอง/คน/ปี เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นไม่มากนักจาก 2 – 3 ปีก่อนหน้าที่ถูกมองว่า เมื่อตัวเลขการบริโภคเฉลี่ยขึ้นไปแตะที่ 46 – 47 ชิ้นต่อปี จะทำให้ตลาดอิ่มตัว การเติบโตมีไม่สูงนัก
ทำให้ผู้ประกอบการแต่ละรายเองต่างก็พยายามหากลวิธีในการขยายฐานให้ตลาดเติบโตเพิ่มขึ้น อย่างก่อนหน้านั้นก็มีการขยายการเติบโตไปที่ตลาดแบบคัพ เนื่องจากมองว่าบะหมี่ซองอิ่มตัว ส่วนในปี 2560 ที่ผ่านมาตลาดแบบคัพก็เริ่มจะอิ่มตัวเช่นกัน ยังดีที่มีตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบพรีเมียมเข้ามาช่วยผลักดันให้ตลาดมีการเติบโต แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งจะเป็นการช่วยเขย่าให้ตลาดมีสีสันของบะหมี่นำเข้าจากเกาหลี โดยตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในบ้านเราจะมีมูลค่าประมาณ 16,000 ล้านบาท มาม่ายังคงครองความเป็นผู้นำตลาดแบบทิ้งห่างด้วยส่วนแบ่งตลาดเกือบๆ จะ 50%
5.ความพยายามในการ Diversify ไปยังธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องยังคงมีให้เห็น ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะเพิ่มโอกาสการเติบโตไปยังธุรกิจอื่นๆ โดยเฉพาะกับการขยายไปสู่ธุรกิจร้านอาหารที่ล่าสุด กลุ่มสหพัฒน์ เจ้าของมาม่า มีการร่วมทุนกับ บริษัท โคราคุเอ็น โฮลดิ้ง คอร์เปอเรชั่น จำกัด ผู้บริหารเชนร้านราเมน "โคราคุเอ็น ราเมน" ในญี่ปุ่น ขยายสาขาในไทยภายใต้บริษัท เพรซิเดนท์ โคราคุเอ็น จำกัด
ส่วนไวไว มีการแตกไลน์ธุรกิจมาทำสินค้าตัวอื่นๆ ที่ไม่ใช่บะหมี่กึงสำเร็จรูป เป็นการขยายธุรกิจเข้าไปยังสินค้าที่มีความใกล้เคียงกัน และสามารถใช้ศักยภาพของการทำตลาด และจัดจำหน่ายของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเข้ามาสนับสนุนได้ โดยมีการแตกไลน์ไปทำตลาดเครื่องปรุงรส เป็นต้น
แม้จะมีความท้าทาย แต่ด้วยขนาดของตลาดที่มีมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาท ทำให้ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยังคงมีสีสันจากการแข่งขันของ 3 ผู้เล่นหลักอย่างมาม่า ไวไว และยำยำ.....