SMEs เปรียบได้กับกระดูกสันหลังเศรษฐกิจประเทศ เพราะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 35% ของ GDP รวม และ 85% ของการจ้างงานในระบบก็มาจาก SMEs ตลอดเวลาที่ผ่านมา ธนาคารไทยพาณิชย์มุ่งส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการในทุกๆ มิตินอกเหนือจากผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน หนึ่งในนั้นคือรางวัลเกียรติยศแห่งความภาคภูมิใจของ SMEs ไทย “Bai Po Business Awards by Sasin” ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 18 โดยร่วมกับสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อยกย่องผู้ประกอบการไทยที่ประสบความสำเร็จในมิติที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ

และเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ SMEs รายอื่นๆ วันนี้เราจะพามาเรียนรู้เทคนิคการขับเคลื่อนธุรกิจของ 2 พี่น้องทายาทธุรกิจรุ่นที่ 2 อย่าง คุณศิลินลักษ์ ตุลยานันต์ ประธานกรรมการบริหาร และ คุณสุธาทิพย์ ตุลยานันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฟู้ด อีควิปเม้นท์ จำกัด ผู้ผลิต นำเข้า เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ที่เพิ่งคว้า รางวัล Bai Po Business Awards by Sasin ไปหมาดๆ ใน 3 มิติด้วยกัน ประกอบด้วย การบริหารจัดการด้านสินค้าและบริการที่สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า (Customer-Focused Product and Service) การสร้างธุรกิจด้วยพลังแห่งการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship)และองค์กรที่มีการสร้างสรรค์นวัตกรรม(Innovation Enterprise)
“เมื่อเรียนจบก็เข้ามารับช่วงบริหารกิจการของครอบครัวเลย เริ่มงานจากตำแหน่งเล็กๆ ในแผนกต่างๆ เพราะป๊าอยากให้ศึกษาภาพรวมของธุรกิจ เป็นธรรมดาของเด็กจบใหม่ไฟแรง พอเข้ามาทำงานก็อยากล้างระบบการทำงานใหม่หมด เพราะเราเห็นว่าเวลานั้น พนักงานแต่ละคนยังทำงานด้วยระบบ Manual อยู่เลย เราเริ่มเข้ามาเปลี่ยนแปลงการทำงานใหม่ในแต่ละแผนกให้ทันสมัยมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันพนักงานภายในองค์กรก็เริ่มต่อต้านมากขึ้นตามไปด้วย” คุณศิลินลักษ์ ถ่ายทอดเรื่องราวความตั้งใจที่จะพัฒนาระบบงานให้มีประสิทธิภาพ เธอจึงใช้กลยุทธ์ Transform องค์กรอย่างแยบยล ด้วยการพัฒนากระบวนการทำงานแบบค่อยเป็นค่อยไป กระตุ้นให้พนักงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นเก่าได้มีโอกาสเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพตนเอง
“ป๊าสอนเสมอว่า เราอยู่ในธุรกิจบริการ ดังนั้นพนักงานเป็นสินทรัพย์ของธุรกิจ เราจึงดูแลพนักงานเหมือนคนในครอบครัว ให้ใจกับเขาก่อนแล้วเราจะได้รับกลับมา”
ผู้บริหารทั้ง 2 ไม่ได้ให้ใจกับแค่พนักงานเท่านั้น แต่ยังให้ใจกับลูกค้า โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางรองรับดีมานด์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการแข่งขันธุรกิจอาหาร ดังนั้นจากธุรกิจนำเข้าเครื่องจักรผลิตอาหารเชิงอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียวในรุ่นพ่อ จึงเปลี่ยนมาเป็นโมเดลธุรกิจให้คำปรึกษาแนะนำโซลูชั่นที่ตอบโจทย์การใช้งานที่เหมาะสมกับลักษณะธุรกิจของลูกค้าแต่ละราย รวมถึงพัฒนาระบบเครื่องจักรแบบอัตโนมัติ คิดค้นนวัตกรรมและความปลอดภัย เพื่อช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุในการใช้งาน ช่วยลดปริมาณของเสีย ลดต้นทุนให้ลูกค้า และลดของเสียออกสู่สิ่งแวดล้อมด้วย
“เราทำธุรกิจด้วยการรับฟังความต้องการและ Pain Point ของลูกค้า อะไรที่ลูกค้าอยากได้ ถ้าในโลกนี้ยังไม่มี เราต้องทำขึ้นมาให้ได้ และฟู้ด อีควิปเม้นท์ ไม่ใช่แค่ขาย เราใช้ประสบการณ์การที่มีแนะนำลูกค้าเลือกเครื่องจักรที่นำไปใช้แล้วเขาได้กำไรในธุรกิจกลับมามากขึ้น ไม่ใช่เอาทุนมาจมกับเรา เราต้องเติบโตไปด้วยกัน”

ทำให้ปัจจุบัน ฟู้ด อีควิปเม้นท์ กลายเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของยักษ์ใหญ่ในธุรกิจการแปรรูปอาหารมายาวนานถึง 34 ปี ในฐานะศูนย์รวมเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูปอาหารที่ครบวงจร ครอบคลุมห่วงโซ่การผลิตและแปรรูปอาหารทั้งระบบ มีลูกค้าหลากหลายตั้งแต่กลุ่มธุรกิจเชนร้านอาหารชื่อดัง อย่าง MK, Bar- B-Q Plaza, Momo, Hot Pot, AKA, Oishi, ห้างสรรพสินค้าโมเดิร์นเทรด และผู้ผลิตอาหาร อย่าง Tops, Big C, The Mall, Foodland, Makro, BETAGRO, CPF รวมไปถึงโรงแรม โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ จนไปถึงร้านอาหารขนาดเล็กอีกมากมาย

นอกจากจะต่อยอดธุรกิจเป็น Solution Provider คิดค้นนวัตกรรมเครื่องจักรแบบเทเลอร์เมดให้ลูกค้าแต่ละรายแล้ว คุณศิลินลักษ์ และคุณสุธาทิพย์ ยังตัดสินใจนำโปรแกรม Enterprise Resource Planning หรือ ERP มาใช้ในองค์กร ทั้งๆ ที่บริษัทขายโปรแกรมแนะว่ารอให้บริษัทมียอดขายเป็นร้อยๆ ล้านก่อนค่อยซื้อใช้ก็ได้
“ยอมรับว่าโปรแกรม ERP มีราคาสูงสำหรับบริษัทอย่างเรา ส่วนใหญ่โปรแกรมนี้จึงมักใช้กับบริษัทใหญ่มีรายได้หลายร้อยล้าน การลงทุนครั้งนี้จึงถือว่าเป็นความเสี่ยงเหมือนกันว่าคุ้มทุนไหม แต่เรามีความเชื่อว่า ถ้าเราใช้ระบบที่ดีที่สุดจะทำให้เราให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกค้าได้”
สุดท้ายแล้วความเสี่ยงในการลงทุนครั้งนี้ก็ให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากลับมา เพราะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและการจัดการด้านการให้บริการซ่อม เช็กสต๊อกอะไหล่ อีกทั้งช่วยวางแผนงบประมาณคาดการณ์ และรายงานสถานะทางการเงิน รวมถึงกระบวนการขององค์กรได้อย่างแม่นยำ กลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่สร้างความประทับใจให้ลูกค้าและความเชื่อมั่นให้กับองค์กร จนสามารถรักษาฐานลูกค้าไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
อย่างไรก็ตาม เราคงอดพูดถึงสถานการณ์โควิดซึ่งเป็นวิกฤตใหญ่ครั้งล่าสุดไม่ได้ ซึ่งเป็นบทพิสูจน์หัวใจของการเป็นผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี

“เราทำธุรกิจโดยปฏิบัติต่อพนักงานและลูกค้าเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันกับเรา ช่วงโควิดร้านอาหารถูกสั่งปิดตามมาตรการล็อกดาวน์ ทำให้ลูกค้าที่เป็นเชนร้านอาหารลดการสั่งซื้อเครื่องจักร และจำนวนการส่งช่างไปซ่อมบำรุงลดลง แต่เราไม่เคยลดเงินเดือน สวัสดิการ หรือเลย์ออฟพนักงานออก ในทางกลับกันเราแสวงหาวัคซีนป้องกันโควิดให้พนักงาน ครอบครัวของพนักงานและให้กับลูกค้า เพื่อเขากับเราจะได้รอดวิกฤตไปด้วยกัน แล้วใช้ช่วงเวลานั้นเป็นโอกาสในการเตรียมความพร้อมให้กับองค์กร เปิดเป็นโรงเรียนฝึกสอนการซ่อมให้กับพนักงาน เพื่อฝึกทักษะความชำนาญให้ดียิ่งขึ้น เมื่อถึงวันที่สถานการณ์โควิดคลี่คลาย เราจึงออกตัวสตาร์ทได้เร็วกว่าคู่แข่ง และพร้อมให้บริการลูกค้าได้ทันที นอกจากนี้ช่วงโควิดเรายังขยายช่องทางจำหน่ายทางออนไลน์ ซึ่งตอนแรกก็ไม่คิดว่าเครื่องจักรขนาดใหญ่ๆ จะขายได้ แต่ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากตลาด และยอดขายจากช่องทางนี้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

คุณศิลินลักษ์ กล่าวถึงเคล็ดลับที่ทำให้ ฟู้ด อีควิปเม้นท์ประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ว่า อยากให้ลูกค้ารักต้องดิสรัปท์ตัวเอง และใช้หัวใจในการทำงาน ฟังเสียงพนักงาน ฟังเสียงลูกค้า และฟังเสียงผู้บริโภค
“SMEs อย่ามองตัวเองว่าเราเป็นคนตัวเล็ก ดังนั้นจงฝันให้ไกลเข้าไว้ พัฒนาตัวเองตลอดเวลา คิดนวัตกรรมใหม่ๆอยู่เสมอ เพื่อพนักงาน และเพื่อลูกค้า เมื่อเราให้ใจเขาไปแล้ว เขาจะตอบแทนเรากลับมา โดยเขาจะนึกถึงเราเป็นคนแรก แล้วยอดขายก็เติบโตขึ้นเอง”
เพราะความเข้มแข็งของ SMEs คือความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจประเทศ