จากการประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 95 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เรียกได้ว่าค่ายหนังอินดี้อเมริกาอย่าง A24 ได้ซีนใหญ่ที่สุด เพราะหนังจากค่ายนี้กวาดรางวัลเรียบถึง 9 สาขารางวัลใหญ่ โดยเป็นของ Everything Everywhere All At Once ทั้งหมด 7 รางวัล และ The Whale อีก 2 รางวัล ไม่เพียงเท่านั้น ตลอด 4-5ปีที่ผ่านมา A24 เรียกได้ว่าเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่มีแฟนๆ เหนียวแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะกลายเป็นอีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ในวงการไปแล้ว
ค่าย A24 ก่อตั้งเมื่อปี 2012 โดยแดเนียล แคทส์, เดวิด เฟนเกล และ จอห์น ฮอดจ์ส์ กลุ่มเพื่อนที่คร่ำหวอดในวงการหนังอินดี้ของนิวยอร์กและตัดสินใจลาออกจากงานมาทำสตูดิโอด้วยกัน ความโดดเด่นของหนังจาก A24 คือความสดใหม่ ความสุด ความบ้า และความกล้า รวมถึงการทำหนังด้วยสายตาที่มุ่งเน้นสุนทรียะและคุณภาพที่แปลกใหม่ นักเขียนจากเดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ เคยนิยามความเป็นค่ายนี้เอาไว้แบบขำๆ ว่า “A24 ย่อมาจาก ‘ไอ้หนุ่มอายุ 24 จะคิดว่านี่คือหนังที่ดีที่สุด’”
อย่างไรก็ตาม ในช่วงก่อตั้งนั้น A24 นับว่าล้มลุกคลุกคลานกันพอสมควร หนังเรื่องแรกของค่ายอย่าง A Glimpse Inside the Mind of Charles Swan III (2013) ได้ฉายแค่ในวงจำกัด แถมยังไม่เป็นที่รักของนักวิจารณ์ ทำรายได้ไปแค่ราวๆ 400,000 บาทเท่านั้น กว่าจะเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้นก็มาที่หนังเรื่องที่ 3 นั่นคือ Spring Breakers (2013) ที่รวมเอาความคัลท์แบบหนังปล้นยุค 90s เอาไว้ จนทำให้ชื่อ A24 กลายเป็นค่ายที่หลายคนจับตาขึ้นมา
หลังจากนั้น A24 ก็ปังขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง 3 ผู้ก่อตั้งพร้อมให้โอกาสโปรเจ็กต์หนังที่ไม่มีสตูดิโอไหนสนใจ จนกลายเป็นค่ายที่คนทำหนังเลือดใหม่อยากเข้าไปปล่อยพลังความสร้างสรรค์ โดยที่ไม่ต้องง้อวิธีคิดทางการตลาดแบบฮอลลีวู้ด
ผลงานหนังที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำจาก A24 น่าจะเป็นเรื่องที่ติดตาตรึงใจใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็น Ex Machina (2015), Moonlight (2016), The Lobster (2016), The Witch (2016), The Florida Project (2017), Lady Bird (2017), Hereditary (2018) หรือ Midsommar (2019) ฯลฯ และแน่นอนว่า Everything Everywhere All At Once และ The Whale ก็ช่วยตอกย้ำถึงความปังจากค่ายนี้ได้เป็นอย่างดี
ถ้าจะว่ากันจริงๆ การทำสตูดิโอหนังอินดี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หลายสตูดิโอที่เกิดขึ้นแล้วก็ต้องล้มหายตายจากไปเนื่องจากค่าใช้ จ่ายเริ่มต้นที่ค่อนข้างสูง ทั้งยังเต็มไปด้วยความเสี่ยงในเรื่องรายได้ หากสตูดิโอไหนที่โชคดีหน่อย สามารถยืนระยะไม่ให้ตัวเองล้มละลายได้นานพอก็อาจจะถูกซื้อเข้าไปอยู่ภายใต้บริษัทใหญ่ๆ สักแห่งที่มีพลังในการโปรโมทสูงซึ่งแทบจะเป็นทางรอดเดียวของค่ายหนังอินดี้อเมริกาในยุคนี้
แต่ A24 มีเส้นทางที่ต่างออกไป นอกจากตัวหนังแล้ว วิธีโปรโมทหนังของพวกเขาก็โดดเด่นและเล่นกับโซเชียลมีเดียอย่างชาญฉลาด เช่น ตอนโปรโมทเรื่อง Ex Machina ในเทศกาล South by Southwest พวกเขาเลือกสร้างบอทในแอปฯ หาคู่อย่าง Tinder โดยใช้ตัวละครของอลิเซีย วิกันเดอร์ มาเป็นโพรไฟล์จนกลายเป็นที่โจษจัน หรือตอนที่โปรโมท The Witch ทางค่ายก็ได้สร้างแอคเคาน์ทวิตเตอร์ของBlack Philip หรือแพะดำที่เป็นร่างแปลงของซาตานขึ้นมาสื่อสารกับแฟนๆ และทำได้ดีจนหลายคนอยากให้เจ้าแพะตัวนี้ได้รับรางวัลออสการ์ ยิ่งกว่านั้น A24 ยังเป็นนักทำมีมตัวยงที่หยิบเอาผลงานในค่ายมาเล่นต่อจนหลายครั้งเป็นไวรัลในอินเทอร์เน็ต
มาถึงตอนนี้เราพูดได้ว่าทั้งผลงานและการโปรโมทของค่ายนี้ได้ใจคนดูไปค่อนโลก และเชื่อว่าจะยังไปได้อีกไกล นี่จึงเป็นโมเดลการทำสตูดิโอที่คนทำหนังหลายคนอยากไปให้ถึง เพราะมันไม่จำเป็นต้องละทิ้งสิ่งสำคัญใดๆ จนขาดความเป็นตัวตน แต่ยังสามารถไต่ระดับความปังไปได้สูงลิ่ว
สำหรับเวทีออสการ์ปีนี้ Everything Everywhere All At Once ได้รับรางวัลคือ
- ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
- ผู้กำกับยอดเยี่ยม : แดเนียล ควอน และ แดเนียล ไชเนิร์ต
- นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม : มิเชลล์ โหย่ว
- นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม : คี ฮุย ควน
- นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม : เจมี ลี เคอร์ติส
- บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม : เดอะ แดเนียลส์
- ตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
ส่วน The Whale ได้รับรางวัลคือ
- นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม : แบรนดอน เฟรเซอร์
- แต่งหน้าและออกแบบทรงผมยอดเยี่ยม
อ้างอิง https://cnalifestyle.channelnewsasia.com/entertainment/oscars-academy-awards-a24-studio-everything-everywhere-whale-352366 https://www.vulture.com/article/a24-movies-cult.html