จนในปี 1988 โฟล์คสวาเกน ก็ตัดสินใจนำเอารถในตำนานอย่าง Volkswagen Beetle มาปัดฝุ่นเสียใหม่
แม้ว่า Volkswagen New Beetle จะเอาเทคโนโลยีทางด้านยานยนต์สมัยใหม่ใส่เข้าไป อาทิ ใช้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า และวางเครื่องไว้ที่ด้านหน้า รวมถึงมีการเพิ่มระบบความปลอดภัยใหม่ๆ อย่างถุงลมนิรภัยเข้าไป เป็นต้น
ถ้าเปรียบเทียบแล้ว Volkswagen New Beetle มีความต่างกับรถโฟล์ครุ่นเดิมอย่างชัดเจนในเรื่องของเทคโนโลยี แต่ที่โฟล์คสวาเกน ยังคงไว้ก็คือ รูปร่าง รูปทรง และประสบการณ์ของโฟล์คเต่าทองที่คนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ยังสามารถสัมผัส และหวนระลึกไปถึงอดีตได้
ผลก็คือ New Beetle ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า...เฉพาะในอเมริกาประเทศเดียว New Beetle มียอดขายเกินกว่า 500,000 แล้ว
ในบ้านเราเองช่วงเปิดตัว New Beetle ค่ายยนตรกิจก็ใช้วิธีการประมูลรถแทนการขายปกติ เนื่องจากได้รถมาจำหน่ายเพียง 100 คัน จากที่ขอไป 500 คัน
นอกจาก New Beetle แล้ว ก็ยังมีกรณีศึกษาของผู้ผลิตรถยนต์อีกหลายค่าย อาทิ มินิ, เฟียต, อัลฟ่า โรมิโอ ที่มีการหยิบเอากระแส Retro Nova มาใช้ด้วยการดึงเอารถคลาสสิกมาผลิตใหม่อย่างได้ผล
หรือจะเป็นกรณีศึกษาของรถยามาฮ่า ที่อาศัยจังหวะที่คู่แข่งในตลาดมอเตอร์ไซค์ยังไม่มีใครเห็นช่องว่างนี้ จึงเปิดตัวรถออโตเมติกอย่างยามาฮ่า ฟีโน่ เป็นรายแรก ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับอย่างถล่มทลาย จนเจ้าตลาดต้องหาทางแก้อยู่นานสองนาน กว่าจะตั้งลำได้
ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าก็เป็นอีกสมรภูมิหนึ่งที่มีการออกแบบสินค้ารุ่นพิเศษในสไตล์ Retro Nova ขึ้นมา เพื่อตอบสนองกลุ่มคนที่ต้องการ อย่างค่าย SMEG ที่มีการวางกลุ่มสินค้าออกไปตามดีไซน์ที่แตกต่างกัน อาทิ Linear, Classic, Retro, Contemporary เป็นต้น
อีกสินค้าที่น่าสนใจอย่างมากก็คือ ตลาดกล้องดิจิทัลที่ค่าย Olympus ได้มีการหยิบเอากล้องในตำนานอย่าง Olympus Pen ที่ประสบความสำเร็จในอดีตเมื่อ 50 ปีก่อน มาใส่เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไป จนกลายเป็นที่ฮือฮาของนักถ่ายภาพทั่วโลกในตอนนี้
เหล่านี้เป็นกรณีศึกษาตัวอย่างของการหยิบเอาเรื่องของ Functional Benefit ในอดีต มาผสมผสานกับ Emotional Benefit ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญและมีอิทธิพลในการซื้อของคนรุ่นใหม่ที่ได้ผล
ข้อสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ ผู้บริโภคที่นิยมชมชอบสินค้าประเภท Retro Nova จะเป็นกลุ่มคนที่นิยมอะไรที่ไม่เหมือนใคร ต้องการความแตกต่างอย่างชัดเจน ดังนั้น เมื่อมีสินค้าที่ตรงกับความต้องการออกมา คนกลุ่มนี้ก็พร้อมที่จะควักกระเป๋าจ่าย ทั้งๆ ที่รู้ว่า สินค้าประเภท Retro Nova นี้ มักจะมีราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไปอยู่พอสมควร
เพราะความต้องการที่ไม่เหมือนใคร ก็ทำให้คนกลุ่มนี้กลายเป็นเป้าหมายของนักการตลาดทุกคน เนื่องมาจากวิถีชีวิตที่เรียกว่า Work Hard, Play Hard คือ พร้อมที่จะยอมจ่าย หากเจอสินค้าและบริการที่ตัวเองถูกใจ ใช่เลย เพราะฉะนั้นจงอย่าแปลกใจที่ผู้ผลิตสินค้า Retro Nova กล้าสามารถมาร์คอัพราคาขึ้นไปจากสินค้าทั่วไปได้มากโขอยู่ เนื่องมาจากมีปัจจัยในเรื่องของ Emotional Benefit ที่ตีออกมาเป็นตัวเลขได้ลำบาก
Retro Nova จึงเป็นอีกหนทางหนึ่งของการหลีกกระแส Red Ocean ที่ได้ผล และเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
จะติดก็เพียงที่ว่า Retro Nova ไม่ใช่จู่ๆ ใครๆ ก็สามารถใช้กลยุทธ์นี้ได้ หากแต่สินค้าที่จะหยิบมาสร้างกระแส ต้องมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำเป็นทุนเดิมมาก่อน
ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะง่ายต่อการเชื่อมโยงมาสู่การทำ Storytelling ที่กลายเป็นหัวใจสำคัญต่อการทำการตลาดยุคนี้อย่างแท้จริง