PM2.5 ส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไร?ค่าฝุ่น PM2.5 22 ไมโครกรัมต่อลูกบากศ์เมตร เทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ 1 มวน
ในปี 2565 ควันพิษที่ประชาชนในกรุงเทพฯ สูดดมเข้าไปนั้นเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ราว 1,225 มวนตลอดทั้งปี หรือเฉลี่ยวันละ 3.36 มวนเลยทีเดียว ซึ่งถือได้ว่าอันตรายเป็นอย่างมาก คุณหมอแอมป์ให้เหตุผลว่า เนื่องจากฝุ่น PM2.5 เป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กมาก สามารถเข้าแทรกซึมสู่ร่างกายของมนุษย์เข้าไปได้ลึกจนทะลุถุงลมปอด เข้าไปในกระแสเลือดโดยตรง และส่งผลเสียต่อการทำงานของระบบหายใจและส่วนอื่น ๆ ได้มากมาย ซึ่งมีดังต่อไปนี้
·
ร่างกายได้รับความเสียหายจากสารอนุมูลอิสระและเกิดภาวะการอักเสบฝุ่นควันมลพิษต่าง ๆ สามารถกระตุ้นการสร้างสารตัวหนึ่งที่ชื่อว่า “สารอนุมูลอิสระ หรือ Free radicals” จนเกิดภาวะ oxidative stress นำมาซึ่งการทำลาย DNA, ยับยั้งการซ่อมแซม DNA ชักนำให้เกิดความผิดปกติแก่ทารกในครรภ์ การกลายพันธุ์ และผลเสียอื่นได้
นอกจากนี้ “สารอนุมูลอิสระจะไปสะสมอยู่ที่ตับ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นโรงงานกำจัดของเสียภายในร่างกาย โดยมีสารสำคัญอย่าง ‘กลูตาไธโอน’ ที่ช่วยในการขับสารพิษ ซึ่งหากร่างกายมีระดับของสารสำคัญนี้มากก็จะสามารถกำจัดของเสียได้เร็ว หากมีน้อยก็จะกำจัดของเสียได้ช้า และยิ่งได้รับของเสียในปริมาณมาก ก็จะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมา” คุณหมอแอมป์กล่าวถึงอันตรายของสารอนุมูลอิสระ
·
ทำให้เทโลเมียร์สั้นลงเทโลเมียร์ (Telomere) คือส่วนปลายสุดของโครโมโซม ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้รหัสพันธุกรรมถูกทำลายไปในระหว่างการแบ่งเซลล์ ซึ่งหากเราได้รับอนุมูลอิสระอย่างการสัมผัสมิลพิษทางอากาศมาก ก็จะส่งผลให้เทโลเมียร์หดสั้นลงมากกว่าปกติ เกิดความเสียหายต่อรหัสพันธุกรรมของเราได้ และเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ ตามมา
·
เหนี่ยวนำให้เกิดโรคเรื้อรังตามมาฝุ่น PM2.5 มีสัมพันธ์กับการสร้างสารอักเสบที่เพิ่มขึ้น โดยมีจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มากขึ้น ซึ่งกระบวนการอักเสบที่เกิดขึ้นดังกล่าวจะเข้าไปทำลายเซลล์ต่าง ๆ ทำให้พวกเรา โดยเฉพาะในเด็กมีภูมิต้านทานลดลง เป็นหวัดบ่อยมากขึ้น มีภาวะภูมิแพ้ และเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือด โรคอัมพฤกษ์ โรคอัมพาต และร้ายแรงที่สุดคือ เป็นโรคมะเร็งในระยะยาวได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคมะเร็งปอดที่ฆ่าชีวิตคนไทยไปกว่า 122,104 ราย ในปี 2563 ประกอบกับฝุ่นพิษนี้มีสารอินทรีย์ระเหยง่ายอย่างสารโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) จึงเป็นเหตุให้สำนักงานวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) จัดให้เป็นสารระเหยชนิดนี้เป็นหนึ่งในสารก่อมะเร็งสำหรับมนุษย์
เราจะดูแลตนเองจาก PM2.5 ได้อย่างไรบ้าง?แม้ว่าในปัจจุบันจะมีมาตรการและนโยบายต่าง ๆ จากหน่วยงานภาครัฐ แต่ทั้งนี้ประชาชนทั่วไปควรมีการรับมือและป้องกันไม่ให้มลภาวะเข้าสู่ร่างกายของเราด้วย คุณหมอแอมป์จึงได้แนะนำวิธีป้องกันการดูแลตัวเองไว้ในเบื้องต้น ดังนี้
1. หลีกเลี่ยงหรือลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน เพื่อลดโอกาสการสัมผัสฝุ่นจากด้านนอก หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตัวเอง อย่างหน้ากาก N95 หากมีความจำเป็นต้องไปในพื้นที่ที่มีฝุ่นจำนวนมาก
2. รณรงค์การเลือกใช้ยานพาหนะ และการขนส่งสาธารณะแบบระบบไฟฟ้า แทนการใช้เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ (Fossil fuels) เช่น ถ่านหิน หินน้ำมัน และปิโตรเลียม
3. หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมในครัวเรือนที่ส่งเสริมให้เพิ่มจำนวนฝุ่น เช่น การสูบบุหรี่ การจุดธูปเทียน ลดการปรุงประกอบอาหารประเภทปิ้ง ย่าง โดยเลือกเป็นการต้ม และนึ่งทดแทน
4. จัดระเบียบที่พักอาศัย เช่น การติดตั้งเครื่องกรองอากาศ การหมั่นทำความสะอาดและพยายามให้มีการระบายอากาศที่ดีเสมอ
5. หมั่นสังเกตอาการตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ หากมีอาการใด ๆ เช่น ไอ หายใจลำบาก ตาแดง แน่นหน้าอก ปวดศีษะ คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ฯลฯ ควรรีบปรึกษาแพทย์
6. ดูแลเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นเกราะป้องกันของร่างกาย ได้แก่
การรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี อย่างผักและผลไม้ ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระและช่วยบำรุงตับ
งดการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ดื่มน้ำสะอาด 8 - 10 แก้วต่อวัน
นอนหลับเพียงพอ 8 - 9 ชั่วโมงต่อวัน
ลดความเครียด ทำอารมณ์ให้ผ่องใส
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (หาก PM2.5 มีปริมาณมาก สามารถปรับเป็นการออกกำลังกายในร่มได้ เช่น วิ่งบนสายพาน ปั่นจักรยานอยู่กับที่ ว่ายน้ำในร่ม ฯลฯ) อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรืออย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์
ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝุ่นละออง PM2.5 ถือได้ว่าเป็นภัยคุมคามทางสิ่งแวดล้อมที่ร้ายแรงต่อสุขภาพของมนุษย์ แม้ว่าจะไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นและจะหมดไปโดยง่าย แต่ความรุนแรงที่มากขึ้นยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าพวกเราควรหันมาใส่ใจกับปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง เพราะนั้นคือตัวแปรสะท้อนสำคัญของการมีสุขภาวะของคนไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต
“ในช่วงวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ จึงขอส่งมอบความห่วงใยถึงทุกท่าน และรณรงค์ให้
ร่วมมือกันลดการก่อมลพิษ เพื่อนำอากาศดี ๆ กลับมาสู่พวกเรา และ
เพื่อให้ลูกหลานของเราอยู่ในโลกปัจจุบันใบนี้ได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น”
คุณหมอแอมป์ฝากทิ้งท้ายBDMS Wellness Clinic มุ่งมั่นพัฒนาและวิจัยเรื่องสุขภาพ เพื่อมอบเป็นของขวัญสุขภาพแก่คนไทยทุกคน เพราะสุขภาพที่ดี คือของขวัญที่ดีที่สุด Live longer, Healthier and Happier
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) ไลน์ : @bdmswellnessclinic or
https://lin.ee/rdIDv1A เว็บไซต์ :
www.bdmswellness.com รายการอ้างอิง1. World Health Organisation. 9 out of 10 people worldwide breathe polluted air, but more countries are taking action [Internet]. 2018 May 2 [cited 2023 Feb 7]. Available from: https://www.who.int/news/item/02-05-2018-9-out-of-10-people-worldwide-breathe-polluted-air-but-more-countries-are-taking-action
2. The California Air Resources Board. Inhalable Particulate Matter and Health (PM2.5 and PM10) [Internet]. 2017 Aug 6 [cited 2023 Feb 7]. Available from: https://ww2.arb.ca.gov/
resources/inhalable-particulate-matter-and-health
3. The New York State Department of Health. Fine Particles (PM 2.5) Questions and Answers [Internet]. 2018 [cited 2023 Feb 7]. Available from: https://www.health.ny.gov/
environmental/indoors/air/pmq_a.htm
4. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 36 (พ.ศ.2553) เรื่อง กำหนดมาตรฐานฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ในบรรยากาศโดยทั่วไป.
ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 127, ตอนพิเศษ 37 ง (ลงวันที่ 24 มีนาคม 2553).
5. กลุ่มเฝ้าระวังฝุ่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เรียนรู้ อยู่กับฝุ่น PM2.5 [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; 2562 [เข้าถึงเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2566]. เข้าถึงได้จากhttps://www.chula.ac.th/wp-content/uploads/2019/10/Chula-PM25.pdf
6. กองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควบคุมมลพิษ. ข้อมูลดัชนีคุณภาพอากาศ [อินเทอร์เน็ต]. [เข้าถึงเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2566]. เข้าถึงได้จาก http://air4thai.pcd.go.th/webV2/aqi_info.php
7. Xing YF, Xu YH, Shi MH, Lian YX. The impact of PM2.5 on the human respiratory system. J Thorac Dis. 2016;8(1):E69-74.
8. Spring News. ช็อก! สถิติปี2565 คนกรุงสูดฝุ่น PM2.5 เทียบเท่าการสูบบุหรี่ถึง 1,224 มวน [อินเทอร์เน็ต]. 27 มกราคม 2566 [เข้าถึงเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2566]. เข้าถึงได้จากhttps://www.springnews.co.th/keep-the-world/climate-change/834787
9. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). ฝุ่น PM2.5 เป็นสารก่อมะเร็ง เสี่ยงเสียชีวิตสูง ตายปีละ 7 หมื่นคน [อินเทอร์เน็ต]. 2565 [เข้าถึงเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2566]. เข้าถึงได้จาก https://resourcecenter.thaihealth.or.th/article/ฝุ่น-PM2-5-เป็นสารก่อมะเร็ง-เสี่ยงเสียชีวิตสูง-ตายปีละ-7-หมื่นคน
10. Zhao B, Vo HQ, Johnston FH, Negishi K. Air pollution and telomere length: a systematic review of 12,058 subjects. Cardiovasc Diagn Ther. 2018;8(4):480-92.
11. World Health Organisation. WHO global air quality guidelines: particulate matter (PM2.5 and PM10), ozone, nitrogen dioxide, sulfur dioxide and carbon monoxide [Internet]. 2021 Sep 22 [cited 2023 Feb 8]. Available from: https://www.who.int/publications/i/item/9789240034228