The Coffee Club เชนร้าน Café & Restaurant สัญชาติออสเตรเลียที่ไมเนอร์ ฟู้ดซื้อกิจการและนำเข้ามาเปิดสาขาในไทยกว่า 10 ปี โดยได้เปิดสาขาแรกที่ Turtle Village ภูเก็ต เป็นโครงการในเครือไมเนอร์ ซึ่งกลยุทธ์ที่ผ่านมา เน้นกลุ่มลูกค้าต่างชาติและสาขาส่วนใหญ่อยู่ในทำเลย่านธุรกิจ แหล่งท่องเที่ยว
แต่เมื่อมีสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ร้าน The Coffee Club ได้รับผลกระทบจากการปิดประเทศ และล็อกดาวน์ นักท่องเที่ยวเดินทางมาไม่ได้ เกิดการขยายฐานไปยังกลุ่มผู้บริโภคคนไทยมากขึ้น The Coffee Club จึงได้วางจุดยืนของแบรนด์เป็นร้านกาแฟแบบ All Day Dining, All Day Breakfast หรือร้านกาแฟที่มีอาหารขายทั้งวัน ไม่ได้ขายแต่เบเกอรี่หรือกาแฟเพียงอย่างเดียว เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าคนไทย
นงชนก สถานานนท์ ผู้จัดการทั่วไป เดอะ คอฟฟี่ คลับ ภายใต้การดำเนินการของบริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การดำเนินงานของเดอะ คอฟฟี่ คลับ ที่ผ่านมายังคงมุ่งนำเสนอคอนเซปต์ของร้านแบบ All Day Dining, All Day Breakfast โดยให้ความสำคัญกับการส่งมอบเมนูอาหารที่หลากหลาย

ที่ผ่านมา The Coffee Club ได้มีกลยุทธ์ในการดำเนินงานนั่นคือ Re-engineering โดยมีการ Cut การคัดเมนูออก จากเดิมมีกว่า 80 เมนู ได้ตัดออกเหลือเพียง 50 เมนู ซึ่งยังคง Keep เมนูที่ลูกค้าชอบ สั่งบ่อยไว้อยู่ อีกทั้งต้อง impulse บางเมนูที่มองว่าสามารถปรับให้ดีขึ้นได้ และสำคัญคือ New เมนูใหม่เพิ่มเข้ามา ที่อื่นมี แต่เรายังไม่มี ตามเทรนด์ให้ทัน ทำให้วันนี้ภายในร้านมีการปรับโฉมเล่มเมนูใหม่ ให้อาหารจานหลัก เบเกอรี ขนมหวานและเครื่องดื่ม ที่กลายเป็นจุดแข็งของแบรนด์ให้อยู่ในเล่มเดียวกัน และมีกลุ่มเมนูใหม่ Special Series ทำการเปิดขายชั่วคราวเป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งหากได้รับการตอบรับดีจึงจะถูกนำเข้ามาอยู่ในเล่มเมนูหลัก ซึ่ง The Coffee Club จะมีการปรับปรุงสูตรเมนูอาหารและเครื่องดื่มทุก 6 เดือน เพื่อคัดเลือกเมนูอาหารที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด
โดยเริ่มเมนู Special Series กับคอนเซปต์ THE BACON CLUB: Bacon and Egg Series กับ 3 เมนูใหม่ คือ เมนู Egg Benedict with Bacon Wrap ไข่ดาวน้ำพันเบคอน และเห็ด ราคาจานละ 280 บาท ตามมาด้วยเมนู Chunky Bacon with Smash Avocado ไข่ดาวน้ำเสิร์ฟพร้อม อะโวคาโดบด และเบคอนซอสคาราเมล เมเปิ้ล ราคาจานละ 390 บาท และเมนู Chunky Bacon on Toast ขนมปังบริออชและไข่ เสิร์ฟพร้อม เบคอนซอสคาราเมลเมเปิ้ล ราคา 390 บาท ซึ่งเมนูอาหารเช้าพิเศษนี้มีระยะเวลาจำหน่าย ระหว่างวันนี้ – 31 พฤษภาคม 2566 เท่านั้น
“ที่เราเลือกไข่เพราะเป็นอาหารเช้าที่คนไทยคุ้นเคยกันอยู่แล้ว อีกทั้ง The Coffee Club เราขึ้นชื่อด้านอาหารเช้า เห็นได้จากยอดขายมาจากกลุ่มนี้ถึง 30% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาอื่นๆ และไข่ไก่ที่เราใช้เป็นCage free eggs ไข่ไก่จากแม่ไก่อารมณ์ดีที่เลี้ยงแบบไม่ขังกรงตามแนวทางการสร้างความยั่งยืนในSupply chain”

ในขณะเดียวกัน The Coffee Club ยังเดินหน้ารักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายฐานกลุ่มลูกค้าใหม่ต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าคนไทย ปัจจุบันมีสมาชิก 100,000 ราย และตั้งเป้าแตะ 150,000 รายภายในปีนี้ โดยลูกค้าที่เป็นสมาชิก The Coffee Club จะมีสิทธิพิเศษมากมาย สำหรับการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มของร้าน เช่น สิทธิพิเศษประจำเดือนเกิดสำหรับสมาชิก หรือสิทธิ์แลกเครื่องดื่มฟรีเมื่อสั่งเมนูอาหารที่ร่วมรายการ รวมถึงลูกค้าใหม่ รับสิทธิ์แลกเครื่องดื่มฟรี เมื่อทำการสมัครสมาชิกและกดรับสิทธิ์ผ่าน The Coffee Club Application ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือกาแฟ Subscription สำหรับการจ่าย 590 บาท รับกาแฟ 10 แก้วตลอดทั้งเดือน ซึ่งตอนนี้เป็นเพียงเริ่มต้น สามารถใช้ได้เพียง 8 สาขา
ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมาของ The Coffee Club ภาพรวมผลประกอบการอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ ด้วยจำนวนผู้บริโภคชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศ ประกอบกับการทำตลาดกับผู้บริโภคกลุ่มคนไทยให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีการเติบโตอยู่ที่ 97% เทียบจากระยะเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า มีจำนวนลูกค้าภาพรวมเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 81% และสัดส่วนรายได้มาจากการทานในร้าน 75% ตามด้วยซื้อกลับบ้าน 15% และเดลิเวอรี 10%

ที่สำคัญในปีนี้ตั้งเป้าจะมีทั้งสิ้น 42 สาขาทั่วประเทศไทย จะมีโมเดลร้าน 2 คอนเซ็ปต์คือ Café Concept จะเป็นร้านมีบรรยากาศ มีที่นั่ง การเสิร์ฟเป็นจานพร้อมตกแต่งสวยงาม ในไตรมาส 1 ได้ทำการเปิด 2 แห่งคือที่ Old Town และ Boat Lagoon ทั้ง 2 ที่ได้เริ่มเปิดที่ภูเก็ต และอีกคอนเซ็ปต์นั่นคือ Club Concept รูปแบบ Grab and Go เน้นความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ ไม่ได้เน้นอาหารเป็นจาน มีที่นั่ง 20 ที่นั่ง ขนาดจะเล็กกว่า Café Concept แต่ยังเน้นเปิดตามใจกลางเมืองที่มีทั้งกลุ่มลูกค้าคนไทยและต่างชาติอาศัยอยู่ โดยได้เริ่มเปิดที่ห้างสรรพสินค้าจังซีลอน ภูเก็ต และโรงพยาบาลกรุงเทพ
The Coffee Club นอกจากการให้บริการอาหารและเครื่องดื่มที่มีความหลากหลายตลอดทั้งวัน อีกหนึ่งหัวใจหลักของร้านคือเรื่องของกาแฟ ได้ตอกย้ำเรื่องของคุณภาพในการให้บริการที่เป็นไปตามมาตรฐานของออสเตรเลีย คว้ารางวัลเครือร้านกาแฟยอดเยี่ยมระดับนานาชาติ (Best Overall Chain / Large Franchise) จากงาน Golden Bean World Series 2022 ตอกย้ำปณิธานของร้านในการส่งมอบ Good Food, Great Service และ Excellent Coffee แก่ผู้ลูกค้าทุกกลุ่มในทุกวัน และทุกโอกาส
สำหรับเมล็ดกาแฟที่ใช้ในร้าน The Coffee Club นงชนก เล่าว่ามีด้วยกัน 2 ประเภท โดยเริ่มต้นที่ Signature Blend เป็นการผสมผสานสายพันธุ์อาราบิก้า และโรบัสต้า เข้าด้วยกัน โดยอาราบิก้านำเข้าจากประเทศบราซิล และประเทศโคลอมเบีย ซึ่งจะมีความเข้มข้น และความหอมเฉพาะตัว ในขณะที่ Siam Blend เป็นเมล็ดกาแฟพันธุ์อาราบิก้าจากดอยแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ถือเป็นเมล็ดกาแฟพันธุ์ไทยที่ช่วยอุดหนุนเกษตรกรไทยที่ได้รับการปลูกและพัฒนาให้เข้ากับพฤติกรรมการบริโภคกาแฟของคนไทยที่มีความชื่นชอบกาแฟรสชาติเข้มข้น
นอกจากเมล็ดพันธุ์กาแฟแล้ว เรื่องการบริการ รวมถึงบาริสต้าทุกคนจะต้องมีความชำนาญในการชงกาแฟ รวมถึงสามารถแนะนำลูกค้าเพื่อให้ได้รสชาติกาแฟที่ถูกปากมากที่สุด ดังนั้นลูกค้าสามารถมั่นใจในมาตรฐานของกาแฟทุกแก้วในทุกสาขาของ The Coffee Club ได้แน่นอน
