ภาพของสังคมไร้เงินสดในประเทศไทยมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการจับจ่ายของใครหลายคน ซึ่งหากเอ่ยถึง Mobile Banking แล้วคนส่วนใหญ่มักนึกถึง K PLUS เป็นแบรนด์แรก เนื่องจากเป็นเจ้าแรกๆ ที่บุกเบิกตลาดนี้ จนปัจจุบันได้รับความไว้วางใจจากคนไทย มีผู้ใช้งานกว่า 20 ล้านราย เรียกได้ว่าเป็น Mobile Banking ที่มีจำนวนผู้ใช้งานสูงสุดอันดับ 1 ของประเทศ และเป็น 1 ใน 10 แอปพลิเคชันที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำสูงที่สุดของไทย (ข้อมูลจาก Thailand Digital Stat 2022 โดย We Are Social) มีจำนวนธุรกรรมการเงินมากกว่า 7,400 ล้านรายการในปี 2565 เพิ่มขึ้น 39% จากปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมและเติบโตสูงก็คือรายการ Scan QR Code เพื่อชำระเงิน มีจำนวนธุรกรรม 1,300 ล้านรายการในปี 2565 เติบโตจากปีก่อน 222% รวมถึงฟีเจอร์การแลกคะแนนสะสม K Point บน K PLUS ซึ่งแลกคะแนนไปแล้วมากกว่า 6,650 ล้านคะแนน ทั้งการแลกจ่ายชำระค่าสินค้า แลกจ่ายบิลค่าสาธารณูปโภค แลกซื้อสินค้าบน K+ market และโอนไปเป็นคะแนนสะสมของแบรนด์อื่นๆ เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าตัวเลขการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมการใช้งานของ K PLUS ทั้งยังสอด คล้องกับผลสำรวจ 2023 Thailand’s Most Admired Brand ในฐานะ Mobile Banking ที่ 1 ในใจผู้บริโภค

ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ K PLUS ได้รับความไว้วางใจ คือ K PLUS มีความเสถียรสูง จากสถิติปัญหาขัดข้องของ Mobile Banking ทั้งระบบของธนาคารแห่งประเทศไทย รายงานว่าในปี 2565 K PLUS พบปัญหาขัดข้องน้อยที่สุดเพียง 1 ครั้ง และใช้เวลาน้อยกว่า 1 ชั่วโมงในการแก้ไขให้กลับมาใช้ได้ตามปกติ และจากการทำแบบสำรวจประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าพบว่าลูกค้ารู้สึกพึงพอใจในการใช้งาน K PLUS และมีการแนะนำต่อสูงที่สุดใน Mobile Banking Platform ของประเทศไทย (ข้อมูลจาก Nielsen IQ) โดยปัจจัยสำคัญ คือความเสถียรและความรวดเร็วในการทำธุรกรรม
นอกจากความเสถียรของระบบแล้ว ธนาคารยังอัพเดทเวอร์ชั่นของ K PLUS อยู่เสมอ เพื่อเพิ่มประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น และเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานโดยปัจจุบันมีการเพิ่มระบบตรวจจับการเปิดการใช้งาน “การเข้าถึงแบบพิเศษ” หรือ Accessibility Service เพื่อป้องกันมิจฉาชีพเข้ามาควบคุมมือถือ และมีการเพิ่มการยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้าเมื่อทำธุรกรรมที่สำคัญ เช่น การปรับเพิ่มวงเงินการทำธุรกรรม เป็นต้น

“ธนาคารมีเป้าหมายให้ K PLUS เป็น “Open Banking Platform” ที่เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลเข้ากับบริการด้านการเงิน เพื่อให้ K PLUS เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของลูกค้า ตั้งแต่การทำธุรกรรมพื้นฐานอย่างโอน-เติม-จ่ายเงิน ไปจนถึงไลฟ์สไตล์การเงินอื่นๆ ทั้งการลงทุน ช้อปปิ้ง ขอสินเชื่อ สะสมคะแนน K Point
จุดเด่นของ K PLUS ที่ครองใจลูกค้า คือการมีบริการทางการเงินหลากหลายรูปแบบตอบโจทย์การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันทั้งในโลกออนไลน์และออฟไลน์มีระบบที่เสถียร รวมถึงมีการออกแบบ UX/UI อย่างประณีต มีขั้นตอนใช้งานที่ง่าย ไม่ซับซ้อนเพื่อให้ผู้ใช้งาน K PLUS กว่า 20 ล้านราย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีลื่นไหล”
นอกจากนี้ K PLUS ยังเป็นช่องทางหลักในการให้บริการของธนาคาร มีหลายฟีเจอร์ที่ลูกค้าทำได้เองบน K PLUS จากเดิมที่ต้องไปสาขาธนาคาร เช่น การสมัครสินเชื่อเงินด่วน การสมัครบัตรเครดิต การเปิดบัญชีธนาคาร การซื้อขายกองทุน เป็นต้น นอกจากจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าแล้ว ยังช่วยแบ่งเบาภาระงานที่สาขาซึ่งมีบทบาทสำคัญในการให้บริการธุรกรรมที่มีความซับซ้อนและต้องให้คำแนะนำกับลูกค้าในเชิงลึก
ดร.พิพัฒน์พงศ์ กล่าวต่อว่า การพัฒนาให้ K PLUS เป็น Open Banking Platform มีความสำคัญมาก เพราะธนาคารเข้าใจว่าลูกค้าไม่ได้ใช้จ่ายอยู่บน K PLUS เพียงอย่างเดียว ในชีวิตจริงลูกค้ายังใช้แพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น สั่งอาหารผ่าน Grab, LINE MAN หรือช้อปออนไลน์บน Shopee ดังนั้น ในโมเม้นต์ที่ลูกค้าจะจ่ายเงิน ธนาคารจึงต้องทำให้ลูกค้าสามารถเลือกจ่ายด้วย K PLUS ได้สะดวก ไร้รอยต่อซึ่งทำได้ด้วยการใช้เทคโนโลยี API เชื่อมต่อ K PLUS กับแพลตฟอร์มของพันธมิตรธุรกิจต่างๆ

นอกจากระบบที่มีความเสถียรและฟีเจอร์การใช้งานที่ครอบคลุม เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องแล้ว K PLUS สร้างแบรนด์ให้แข็งแกรงผ่านกลยุทธ์การสื่อสารที่สร้างความแปลกใหม่อยู่เสมอ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจ เช่น การสร้างมินิซีรีส์แนวตื่นเต้น ระทึกขวัญเรื่อง “The 8scape” ปล่อยพร้อมกันบนทุกออนไลน์แพลตฟอร์มบอกเล่าสารพัดวิธีการใช้ K PLUS เพื่อเอาตัวรอดในสถานการณ์คับขันต่างๆ ถือเป็นแคมเปญที่แหวกแนวจากการตลาดแบบเดิมๆ ในวงการธนาคาร และสร้างภาพจำให้ K PLUS เป็นแบรนด์ที่ไม่น่าเบื่อและกล้าทำอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ
ปีนี้ธนาคารมุ่งมั่นที่จะรักษาความเป็นผู้นำอันดับ 1 ของ K PLUS อย่างต่อเนื่อง มีเป้าหมายผู้ใช้งานที่ 24 ล้านราย ภายในปี 2566 และคาดว่าจะมีจำนวนธุรกรรมการเงินเพิ่มขึ้น 45% โดยจะโฟกัสการเพิ่มฐานผู้ใช้งานไปยังกลุ่มใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ เช่น กลุ่มคนรุ่นใหม่ (New Gen) กลุ่มเจ้าของธุรกิจออนไลน์ กลุ่มอาชีพอิสระ และคนตัวเล็กที่ยังเข้าไม่ถึงบริการธนาคาร (Unbanked) โดยธนาคารได้ปรับปรุงกระบวนการให้ลูกค้าเข้าถึงธนาคารได้ง่ายขึ้น เช่น การเปิดบัญชีออมทรัพย์ใหม่บน K PLUS ได้เลย ไม่ต้องไปสาขา เพียงมีอายุ 12 ปีขึ้นไป และใช้บัตรประชาชนยืนยันตัวตนที่ตู้ ATM ของธนาคาร หรือตัวแทนที่ธนาคารกำหนด
นอกจากนี้ ยังมีการทำแคมเปญการตลาดที่ช่วยเพิ่ม Brand Engagement ทำให้ลูกค้าใช้งาน K PLUS บ่อยขึ้น และเพิ่มความคุ้มค่าให้ลูกค้าในเวลาเดียวกัน เช่น การมอบคะแนนสะสม K Point ให้ลูกค้าเมื่อใช้ K PLUS ทำธุรกรรมตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่ง K Point เป็นโปรแกรมคะแนนสะสมแบบดิจิทัลสำหรับลูกค้ากสิกรไทย สามารถใช้ได้อย่างคุ้มค่าในชีวิตประจำวัน เช่น นำไปแลกซื้อสินค้าเมื่อสแกนจ่าย QR Code, ใช้แลกจ่ายบิลค่าสาธารณูปโภค และสามารถโอนคะแนนสะสม K Point ไปเข้าโปรแกรมคะแนนสะสมของแบรนด์พันธมิตรชั้นนำได้หลากหลายไลฟ์สไตล์ เช่น AIS Points, Blue Point, J Point, The 1 Point, True Point และ Viz Coin เป็นต้น
แน่นอนว่าการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของเทคโนโลยีและการแข่งขันในตลาด Mobile Banking จะเพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคต แต่ ดร. พิพัฒน์พงศ์ เชื่อว่าหากธนาคารให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า มี Empathy ซึ่งเกิดจากการรับฟังความคิดเห็นประกอบกับการสังเกตการใช้งาน K PLUS มีการใช้เทคโนโลยีทั้ง AI, Machine Learning และ Data Analytic เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่องจะทำให้ลูกค้ามีประสบการณ์การใช้งานที่ดีในทุกๆ โมเม้นต์ และทำให้ K PLUS เป็นที่ 1 ในใจของลูกค้าอยู่เสมอ ®