ยังคงท็อปฟอร์มติดต่อกันเป็นปีที่ 3 สำหรับผลิตภัณฑ์คอลลาเจนแบรนด์ “อมาโด้” (Amado) ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคว่าเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อถือไว้วางใจ และให้การยอมรับในการเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในหมวดอุปโภคและบริโภค กลุ่มคอลลาเจนผง (พร้อมชง) จากผลสำรวจวิจัยโครงการ 2023 Thailand’s Most Admired Brand ครั้งล่าสุด
จากผลวิจัยในครั้งนี้ อมาโด้ยังได้รับรางวัลพิเศษ Market Leader Brand Award เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่มีแนวทางการทำตลาดที่โดดเด่น และมีบทบาทในฐานะผู้นำตลาดมาโดยตลอด นับตั้งแต่การเปิดเกมรุกตลาดด้วยผลิตภัณฑ์นวัตกรรมในกลุ่มคอลลาเจนผง ที่มีการสร้างจุดขาย คือ “ชงแล้วใส ไม่มีสี ไม่มีน้ำตาล”

คุณธนาตรัยฉัตร ภูโชคอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมาโด้ กรุ๊ป จำกัด กล่าวถึงปัจจัยความสำเร็จที่ขับเคลื่อนให้แบรนด์ “อมาโด้” ก้าวสู่ความเป็น Top of Mind Brand ที่ยังครองใจผู้บริโภคชาวไทยในปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำคอลลาเจนที่กลายเป็น Product Champion มาต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์คอลลาเจนสูตรใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายด้วยคุณประโยชน์ที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งในปีที่ผ่านมาได้มีการโฟกัสด้านการวางแผนการตลาด โดยมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจทีวีช้อปปิ้งที่มีความแม่นยำในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เพิ่มความระมัดระวังในการวางแผนทำตลาด ส่งผลให้องค์กรมีความแข็งแรงมากขึ้น
“ปีนี้เรามองเห็นความท้าทายทางด้านการตลาดใน 3 เรื่องหลัก เรื่องแรก อมาโด้จะกลับมาเล่นในสนามแบบ Algorithm Online ที่มีการจัดทำระบบข้อมูล Big Data มานานกว่า 3 ปี ทำให้สามารถสร้างการสื่อสารที่ส่งตรงถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรื่องที่ 2 คือการประกาศเป็น Top 3 ในด้านทีวีช้อปปิ้งอย่างเป็นทางการ โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราทำทีวีช้อปปิ้งใน High Rating Platform โดยการเข้าไปเป็นพาร์ทเนอร์ในช่วงหลังรายการข่าว หรือหลังช่วงละครรีรัน เป็นช่วง High Rating และวันนี้เรากำลังเข้าไปดิสรัปชั่นเส้น 25-30 นาที ที่เน้นการช้อปปิ้งแนะนำสินค้าเป็นหลัก ที่เราศึกษามานานกว่า 3 ปี
เรื่องที่ 3 อมาโด้เตรียมแผนจัดทำแคตตาล็อกช้อปปิ้งจากการมองเห็นช่องว่างในตลาดที่น่าสนใจ ถ้าวันนี้อมาโด้พูดว่าจะทำแคตตาล็อกช้อปปิ้งทางทีวีก็น่าจะแสดงให้เห็นว่ายังมีอากาศเหลือให้เราหายใจ เป็นความโชคดีที่ว่าดาต้าในทีวีช้อปปิ้งที่ทำมา 3 - 4 ปี ทำให้เราดิสรัปชั่น TVC หรือสปอตมาร์เก็ตติ้งทีวีไปแล้ว ดังนั้นวันนี้แบรนด์ FMCG ใหญ่ๆ จากที่เคยใช้เงิน 5 ล้านบาทกับการตลาดแล้วหายไป หรือได้กลับมาแค่ Brand Awareness ทั้งๆ ที่แบรนด์คุณดังอยู่แล้ว แต่ถ้านำ 5 ล้านบาท มาใช้ในวงกลมของเราก็สามารถสร้าง Brand Awareness ได้เหมือนกัน และยังได้ยอดขายกลับไปด้วย เพราะแคตตาล็อกช้อปปิ้งเปรียบเสมือนเป็นอาวุธในการเพิ่มยอดขายเป็นเรื่องสนุกๆ ที่เราสามารถทำไปได้อีก 5 ปี”

นอกจากนี้ ยังมีแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จะเป็นการต่อยอดจากผลิตภัณฑ์คอลลาเจนกระป๋องทองที่ประสบความสำเร็จอยู่ในตลาดแมส และเป้าหมายต่อไปคือการตอบโจทย์กลุ่มผู้สูงอายุ หรือ Silver Age ด้วยผลิตภัณฑ์คอลลาเจนแคลเซียม ซึ่งเป็นสินค้าระดับพรีเมียมที่ส่งผลให้เกิดการวางโครงสร้างราคาที่ทำให้เกิดผลกำไรที่สูงขึ้น เพื่อใช้เป็นทุนในการพัฒนาสินค้าและช่องทางขายใหม่ๆ และผลิตภัณฑ์อีกตัวที่ถือว่าประสบความสำเร็จค่อนข้างสูง คือโกลด์เซรั่ม ที่มีส่วนผสมของโกลด์คาเวียร์นำเข้าจากประเทศเกาหลี โดยเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา โกลด์เซรั่มสามารถสร้างยอดขายได้สูงกว่าคอลลาเจนอย่างมีนัยสำคัญ

ที่ผ่านมา อมาโด้เน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้หลักการ Thai RDI (Thai Recommended Daily Intakes) หมายถึงปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวันสำหรับคนไทย ซึ่งในปีนี้ อมาโด้จะให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มที่เคยประสบความสำเร็จมาก่อน โดยเฉพาะในกลุ่ม Silver Collagen โดยการขยาย SKU ที่สามารถบริโภคได้มากขึ้น เช่น การทานคอลลาเจนได้อย่างเต็มลิมิต 1 หมื่นมิลลิกรัมต่อวัน หรือทานวิตามินซีได้เต็มที่ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นต้น ซึ่งสาระสำคัญตรงนี้จะเป็น Core Business ใน SKU ใหม่ๆ ของปีนี้
คุณธนาตรัยฉัตร กล่าวเสริมว่า การวางกลยุทธ์เพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาดในตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สิ่งที่ต้องรักษาไว้ให้ได้มากที่สุด คือส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) และให้ความสำคัญในเรื่องของดาต้า ที่ผ่านมา อมาโด้มีจังหวะที่ดีในการทำตลาด เพราะการเป็นสตาร์ทอัพที่มีทุนจำกัดจึงไม่สามารถปล่อยให้บาง SKU ขาดทุนได้ จึงมีการสร้างแนวทางการทำงานในรูปแบบ Project Management ทำให้สามารถทำตลาดได้แม่นยำมากขึ้น และท้ายที่สุดทำให้ได้เห็นว่ากลุ่มผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่อมาโด้ต้องให้ความสำคัญ ซึ่งอมาโด้มองว่า ตัวเองมีจุดอ่อนในตลาดวัยรุ่นและคนวัยทำงาน ปีนี้จึงเป็นความท้าทายที่อมาโด้จะกลับมาเน้นการทำตลาดแบบ Algorithm Online หรือมีการยิงแอดให้มากยิ่งขึ้น
“งานหลักๆ ของเรา คือความพยายามในการรักษา Market Share ในกลุ่มธุรกิจอาหารเสริมไว้ให้ได้ วันนี้ถ้าจะมีแบรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นเพื่อมาแข่งกับเราก็คงต้องเป็นซูเปอร์ฮีโร่ หรือเป็นเจนเนอเรชั่นใหม่ที่เป็น Mutant มีความเข้าใจการตลาดในมุมที่เราอาจจะมองข้ามไป ซึ่งวันนี้อมาโด้มาถึงจุดที่ค่อนข้าง Sustainable แล้ว จึงต้องรักษาตลาดไว้ให้ได้พร้อมกับขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาให้ได้อย่างต่อเนื่อง”
อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาที่อมาโด้ดำเนินธุรกิจด้วยจุดยืนในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งด้านสุขภาพและความงาม ควบคู่ไปกับการวางยุทธศาสตร์ที่ขับเคลื่อนผ่าน Data Driven Marketing ที่เสมือนเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพในการนำเสนอสินค้าและโปรโมชั่นได้ตรงกลุ่มเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง รวมถึงการขยายธุรกิจไปสู่ New S-Curve ทางด้านทีวีช้อปปิ้ง อมาโด้ก็มีจุดแข็งด้านความสามารถในการคัดสรรช่วงเวลาที่ดีและมีประสิทธิภาพมากที่สุดของสถานีโทรทัศน์ชั้นนำในประเทศ

คุณธนาตรัยฉัตร ยังมองว่า Next Step ของอมาโด้จะเป็นเรื่อง Healthy & Beauty ที่ต้องเป็น Top of Mind ในใจของผู้บริโภค ซึ่งผู้นำตลาดรายอื่นๆ อาจทำการตลาดแบบ Outside In คือรอให้คนเดินเข้ามาหา แต่สำหรับอมาโด้จะเน้นการทำตลาดแบบ Inside Out ซึ่งเรื่องของ Data Privacy จะส่งผลให้ในทศวรรษต่อไปจะเป็น Privacy World และเด็กรุ่นใหม่จะเป็น Introvert มากขึ้น แต่อมาโด้จะพยายามสร้างความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายเพื่อไม่ก่อให้เกิดการรบกวน และไม่ทำให้เกิดความรังเกียจ โดยอมาโด้ตั้งเป้าการเติบโตไว้ว่าจะเป็น One Hundred Million Healthy Sale ที่แข็งแรง และมีกำไรประมาณหนึ่งเพื่อนำไปพัฒนา R&D กับช่องทางการจัดจำหน่ายต่อไป โดยเป็นรายได้จากช่องทางออนไลน์ประมาณ 40% และอีก 60% มาจากทีวีช้อปปิ้ง
“สำหรับเป้าหมายในอนาคตในฐานะผู้นำตลาด เราอยากให้แบรนด์อมาโด้เป็นที่รักของทุกคนและทุกวัย ซึ่งความหมายของแบรนด์อมาโด้ในภาษาสเปนก็แปลว่า “ที่รัก” อยู่แล้ว ในเชิงการตลาดของความเป็น SME เราต้องการเพียงแค่ว่า ให้คนที่อยากสวยโดยไม่ต้องไปทำศัลยกรรม เมื่อเขาอยากทานอาหารเสริมก็นึกถึงเราเป็นแบรนด์แรก และอยากซื้อสินค้าของเราเมื่อเงินเดือนออก ซึ่งการเป็นผู้นำตลาดในยุคต่อไปสิ่งที่เรามองไว้ว่าจะเป็นความท้าทายของเรา คือการก้าวไปสู่แบรนด์อันเป็นที่รักของวัยรุ่น และกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นอนาคตของชาติให้มากขึ้น ในขณะที่กลุ่มเป้าหมายเดิมที่เป็นผู้สูงอายุก็จะยังคงรักษาไว้เช่นกัน” คุณธนาตรัยฉัตร กล่าว ®