ยังคงเป็นอีก 1 ปี สำหรับ “อมาโด้” (Amado) กับการคว้ารางวัลจากผลสำรวจวิจัยโครงการ 2024 Thailand’s Most Admired Brand ครั้งล่าสุด ที่สามารถรักษาความเป็นเบอร์ 1 ในหมวดสินค้าบริโภค กลุ่มคอลลาเจนผง (พร้อมชง) ในฐานะแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้การยอมรับและให้ความเชื่อถือไว้วางใจจากผลวิจัยครั้งนี้ อมาโด้ยังได้รับรางวัลพิเศษ Brand Maker Award จากความโดดเด่นในการสร้างแบรนด์ พร้อมเปิดเกมรุกไปสู่สมรภูมิใหม่ๆ ที่ส่งผลให้ชื่อชั้นของอมาโด้ยังคงติดอยู่ใน Top of Mind Brand ได้อย่างต่อเนื่อง
วันนี้ อมาโด้ได้กำหนด Brand Positioning ไว้ที่ความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชั้นนำ ดังนั้นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการมุ่งเน้นด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Research & Development) ที่เป็นหัวใจสำคัญของอมาโด้ โดยทุกๆ ผลิตภัณฑ์ของอมาโด้ได้ผ่านกระบวนการผลิตจากโรงงานที่มีคุณภาพ และได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตสินค้า มีการนำเข้าส่วนผสมที่มีคุณภาพสูง มีทีมนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องสำอางและอาหารเสริมที่มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี พร้อมห้องปฏิบัติการ (Laboratory) ภายใต้กระบวนการควบคุมคุณภาพที่เคร่งครัด และต้องมีผลการทดสอบความพึงพอใจจากกลุ่มลูกค้ากลุ่มตัวอย่างก่อนการวางจำหน่าย

ความเป็น Top of Mind Brand ของอมาโด้ ยังเกิดจากการให้ความสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค เช่น การเปิดตัวของสินค้ากลุ่ม Beauty ภายใต้แบรนด์
“Amado Face” ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่ใส่ใจดูแลผิวพรรณ และตอบสนองความต้องการของตลาด Skin Care ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ปัจจุบัน อมาโด้มีช่องทางการจำหน่าย 4 ช่องทางหลัก คือ
- ตัวแทนจำหน่ายอมาโด้
- เทเลเซลส์
- ช่องทางออนไลน์ของบริษัท ทั้งโซเชียลคอมเมิร์ซ และอี-มาร์เก็ตเพลส
- Amado Shopping Call Center 1451 หรือ LINE OA: @amado และ LineOA: @orderamado”
โดยเฉพาะในช่องทาง
Amado Shopping ได้สร้างความโดดเด่นให้กับอมาโด้ในเรื่องของการสร้าง New S-Curve เพื่อเป็นแหล่งรายได้ใหม่ ด้วยการทรานส์ฟอร์มธุรกิจไปสู่น่านน้ำใหม่ และกลายเป็นบิสซิเนสโมเดลที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ Amado Shopping ก้าวสู่แบรนด์ระดับแถวหน้าของกลุ่ม “ทีวีโฮมช้อปปิ้ง” (TV Home Shopping) ที่วันนี้ยกระดับสู่การเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีพลังสำหรับแบรนด์สินค้าหลากหลายประเภท ควบคู่ไปกับการขยายฐานตลาดไปสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ผ่านระบบสมาชิก Amado Card ที่ทำให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าในราคาถูกลงผ่าน Amado Catalog โดยกลยุทธ์สำคัญยังคงมุ่งเน้นการคิดค้น วิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอกย้ำความเป็นที่ 1 ของประเทศ โดยเฉพาะการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ทั้งในกลุ่มสกินแคร์และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

คุณธนาตรัยฉัตร ภูโชคอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมาโด้ กรุ๊ป จำกัด กล่าวถึงการดำเนินธุรกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมาว่า ในมุมมองของอมาโด้การทำธุรกิจคอลลาเจน คือ Branding ส่วนโมเดลธุรกิจของ Amado Shopping เป็นเรื่องของ Channel หรือการสร้างช่องทางการขายใหม่ๆ ที่วันนี้ทีวีโฮมช้อปปิ้งไม่ได้เป็นเพียงแค่ช่องทางขายสำหรับอมาโด้ แต่ยังถือเป็นอีโคซิสเต็มที่มีศักยภาพให้กับแบรนด์สินค้าต่างๆ ที่ต้องการเติบโตทางด้านยอดขายอีกด้วย

“จากจุดแข็งในการทำตลาดคอลลาเจนมาอย่างยาวนาน ทำให้เรามีฐานลูกค้าที่แข็งแรง และการมีลูกค้าประจำทำให้เรามีความฉลาดในการใช้ค่าใช้จ่ายทางการขายมากขึ้น เราพบว่า อมาโด้เป็นเหมือน Branding Strategy แบรนด์หนึ่ง เราพยายามเซตอัพแบรนด์ใหม่ๆ ขึ้นมาเหมือนตอนทำตลาดคอลลาเจน เช่น Amado Face ในกลุ่มสกินแคร์ เป็นแพลตฟอร์มที่คล้ายกัน เริ่มจากการแนะนำ ต่อด้วยการทำโปรโมชั่น เมื่อมีลูกค้าประจำก็ลดการใช้สื่อ เราทำแบบนี้เพื่อสร้างแบรนด์ในยูนิเวิร์สของเราให้มากขึ้น เป็นการทำธุรกิจที่คู่ขนานไปกับเรื่องของ Channel หรือการสร้างช่องทางขายใหม่ๆ โดยในช่วง 1-2 ปีนี้ เริ่มมีความเสี่ยงเกิดขึ้นจากการที่ ผู้ประกอบการทีวีไม่มีการปรับตัว แต่วิกฤตนี้ก็มีโอกาส คือต้นทุนแอร์ไทม์ถูกลงตามเรตติ้งที่ลดลง เป็นเรื่องหนึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ต้องจับตามอง”
คุณธนาตรัยฉัตร กล่าวเสริมว่า วันนี้ Brand Positioning ของอมาโด้ยังคงเป็น We Live for Your Health ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านวิตามินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและความงามชั้นนำ ซึ่งอมาโด้อยู่ในจุดที่เหมือนเป็น Generic Name โดยเฉพาะตลาดต่างจังหวัด เมื่อพูดถึงคอลลาเจนจะนึกถึงอมาโด้เป็นชื่อแรก และแบรนด์อมาโด้ค่อนข้างชัดเจนในเรื่องสุขภาพ (Health) และเมื่อเป็นเรื่องของเฮลท์จะมาพร้อมกับเรื่องของความสวยความงาม (Beauty) เสมอ ดังนั้นคำว่า Beauty ของอมาโด้จึงไม่ได้มีขอบเขตแค่เรื่องของอาหารเสริม แต่ยังรวมถึงสกินแคร์อีกด้วย

นอกจากเรื่องของผลิตภัณฑ์ อมาโด้ยังประสบความสำเร็จในเรื่องการสร้างช่องทางการขายใหม่ที่เกิดขึ้นในโมเดลของทีวีโฮม ช้อปปิ้ง โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จเป็นผลจากจุดแข็งในเรื่องของดาต้าที่เป็น 1 ใน 3 ของ Core Business ที่อมาโด้ใช้เป็นแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจมาโดยตลอด ประกอบด้วย R&D, Distribution Channel และ Data Driven ขณะเดียวกัน อมาโด้ก็มีการปรับตัวที่เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปจึงสามารถฝ่ากระแสของดิสรัปชั่นมาได้
“เราให้ความสำคัญกับดาต้าแบบเสี้ยววินาที เพราะเราเติบโตมาในยุคที่ต้องใช้ความเร็วมากขึ้น ทุกวันนี้เราทำการบ้านตลอดเวลาว่า คู่แข่งของเราเป็นอย่างไร หรือของเรามีคนดูเราอยู่กี่คน ถ้ามีคน 2 หมื่นคน ที่ยังดูเราก็เป็นความท้าทายว่าจะดึงคน 2 หมื่นคนนั้นไม่ให้หนีไปได้อย่างไร ดังนั้นหัวใจสำคัญ ข้อแรกจึงเป็นเรื่องของดาต้า ข้อสอง คือความเป็นตัวตนของเชน-ธนา ที่วันนี้ตัวเองเป็นเหมือนมาสคอตของช่องที่ไม่ได้มายืนเป็นตุ๊กตาหรือมาแบบท่องบท แต่เราใส่จิตวิญญาณ หรือประสบการณ์ชีวิตเข้าไป โดยศึกษาแนวทางจากผู้บริหารหลายๆ ท่านที่เป็นเหมือนแมกเน็ตของแบรนด์ แต่ที่สุดแล้วความเป็นเอนเตอร์เทนเม้นต์ช้อปปิ้งเป็นจุดแข็งที่ต้องรักษาไว้”
คุณธนาตรัยฉัตร ยังมองว่า เรื่องของการสร้าง Brand Experience มีความสำคัญไม่แพ้กัน และจากความสำเร็จที่เกิดขึ้นทำให้พบว่า สุดท้ายแล้วทีวีโฮมช้อปปิ้ง คือ “โซลูชั่น” (Solution) ซึ่งเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญ แต่เป็นโซลูชั่นยุคใหม่ที่แตกต่างจากอดีต โดยที่รูปแบบของทีวีโฮมช้อปปิ้งในยุคเก่าจะขึ้นต้นด้วยประโยคคำถาม แต่ในยุคของ Amado Shopping จะมีความเป็นเรียลไลฟ์มากกว่าแต่ยังอยู่ในกรอบของการโฆษณา และจุดเด่นที่ทำให้ Amado Shopping มีความแตกต่างจากคู่แข่งขันคือเรตติ้ง ที่ถือเป็นออกซิเจนสำหรับธุรกิจทีวี
“สำหรับ Amado Shopping หรือทีวีโฮมช้อปปิ้งเป็นแมส พอเราหว่านดาต้าที่เป็นแมสเข้าไป เรารู้ว่าเราคุยอยู่กับคนกรุงเทพฯ คนอำเภอเมือง หรือคนชนบท เราก็จะหาสิ่งที่ไปโซลูชั่นกับชีวิตของเขาที่เป็นประสบการณ์ตรง หรือเป็นประสบการณ์ร่วมกัน โดยนำเรื่องที่เขารู้จักอยู่แล้วมาเล่าให้เขาฟังมาทำเป็นโซลูชั่นให้เขา เช่น การช่วยให้เขาประหยัดด้วยราคาที่ขายถูกกว่า ได้ปริมาณมากกว่า หรือแก้ปัญหาในเรื่องคุณภาพที่ดีกว่า สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็น Brand Experience ที่วันนี้ผมคิดว่าเราได้เกินกว่าที่เคยฝันไว้ เราประสบความสำเร็จมากกว่าการขายคอลลาเจน เป็น Brand Experience ที่แมสกว่าคอลลาเจน โดยมีแชนแนล หรือโซลูชั่นที่มาเป็นเครื่องมือสำคัญทำให้เกิด Brand Experience ในยุคปัจจุบัน”
คุณธนาตรัยฉัตร กล่าวเสริมถึงแผนงานในปีนี้ ช่วงไตรมาส 2 จะมี Big Surprise หลังจากปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จกับการขายแบรนด์ที่เป็นระดับแม่เหล็กอย่างหัวเว่ย โดยการนำสมาร์ทวอชท์มาขายในทีวี ซึ่งเป็นโมเดลกับซีเล็คทูน่าที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วเช่นกัน เพราะเพียง 1 เดือน สามารถทำยอดขายได้เท่ากับยอดขายของซัพพลายเออร์ในช่วง 1 ไตรมาส
“ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เรากลับไปจัดการกับระบบหลังบ้านและงานภายในองค์กร เพื่อลดต้นทุนและสร้างผลกำไรให้มากขึ้น ปีนี้จึงกลับมาขยายธุรกิจแบบครั้งใหญ่ใน 3 เรื่องหลัก คือ 1. เน้นการทำตลาด On Ground โดยไปที่โลคอลแบรนด์มากขึ้น 2. เน้นการทำตลาดที่เป็น Big Brand มากขึ้น ด้วยฐานลูกค้ากับความแมสของอมาโด้จะเป็นอีโคซิสเต็มให้กับแบรนด์ต่างๆ ได้ดีกว่าการไปฝากขายที่อื่น และ 3. เน้นการทำตลาดออนไลน์มากขึ้น จากที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้ว ปีนี้เราจะกลับมา อาจเห็นผมลงมาเล่น TikTok มากขึ้น และยิงแอดเหมือนเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ที่เคยยิงแอดถึง 20-30 ล้านบาท ก็จะกลับมาเป็นผู้เล่นมาแย่งเค้กในออนไลน์เหมือนเดิม”
คุณธนาตรัยฉัตร ย้ำว่า หัวใจสำคัญของการเป็น Brand Maker สำหรับอมาโด้ในวันนี้เป็นเรื่องของความหลากหลาย ที่กลายเป็นจุดแข็งให้อมาโด้ข้ามผ่านดิสรัปชั่นต่างๆ มาได้ ที่ผ่านมาอมาโด้เน้นการบริหารจัดการในอีโคซิสเต็มที่ไม่ก่อให้เกิดขยะด้านการลงทุน เมื่อขายแบรนด์ไหนก็จะเรียนรู้เก็บข้อมูลเพื่อต่อยอด บางครั้งก็เห็นโอกาสจากการขายสินค้าให้กับพาร์ทเนอร์ที่เป็นกลุ่มเกษตรกร เช่น สินค้ากระเทียมดำ ที่อมาโด้สามารถสร้างยอดขายให้ได้เฉลี่ยถึงเดือนละ 5-8 ล้านบาท และเป็นตัวเลขที่แซงคอลลาเจนบางเอสเคยูอีกด้วย
“ผมเชื่อว่าความหลากหลายที่เกิดขึ้นภายใต้การลงทุนในเรื่องการสัมปทานทีวีจะให้ผลลัพธ์แบบทวีคูณในอนาคต ทั้งด้านลูกค้าและการต่อยอดสินค้าอื่นๆ รวมถึงการให้โอกาสดีๆ จากสินค้าที่ไม่เคยทำมาก่อน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรกรรม สำหรับตัวผมที่เปรียบเสมือนเป็น Brand Maker เป็นผู้ประกาศคนหนึ่งที่อยู่กับผู้คนมานานกว่า 10 ปี เรารู้สึกว่า เราคือช่วงหนึ่งในชีวิตหนึ่งของคนหลายๆ เจนเนอเรชั่นที่ดูทีวีอยู่ในปัจจุบัน เราจึงต้องใช้โอกาสนี้ในการสร้างแวลู่อื่นๆ ขึ้นมา เช่น การช่วยสร้างรายได้ให้กับโลคอลแบรนด์มากขึ้น” คุณธนาตรัยฉัตร กล่าว