“แกมโบล” ถือเป็นแบรนด์ไทยที่ประสบความสำเร็จในตลาดรองเท้าแตะลำลองเป็นอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา จากปัจจัยของการใช้ Data Driven เพื่อเก็บข้อมูลจากฐานลูกค้าที่มีอยู่นำมาวิเคราะห์ รวมถึงวิจัยและพัฒนาสินค้า ทำการตลาดและสื่อสารแคมเปญออกไปให้โดนใจผู้บริโภค จนทำให้ได้รับการโหวตให้ได้รางวัลพิเศษ “Thai Brand Award” จากผลสำรวจ 2023 Thailand’s Most Admired Brand

ปฏิเสธไม่ได้ว่าจุดเด่นของ “แกมโบล” คือเรื่องของการออกแบบ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและครองใจผู้บริโภค เนื่องจาก “แกมโบล” มีทีมออกแบบเป็นของตัวเองทำให้สามารถออกแบบรองเท้าที่ตอบโจทย์เทรนด์ของลูกค้าในแต่ละยุค รวมถึงมีนวัตกรรมการผลิตเอกสิทธิ์เฉพาะของ “แกมโบล” คือ G-BOLD Technology™ (จีโบลด์ เทคโนโลยี) ซึ่งโดดเด่นเรื่องความคงทน น้ำหนักเบา ความนุ่ม และความสบายในการสวมใส่ สุดท้ายคือเรื่องของกระบวนการผลิตซึ่ง “แกมโบล” ได้เปรียบในแง่ของการมีโรงงานที่สามารถผลิตสินค้าได้เองตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ทำให้มีความครบวงจร สามารถปรับหรือพัฒนาสินค้า การออกแบบ หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างมีความยืดหยุ่น และทันกับเทรนด์ผู้บริโภค
ปีที่ผ่านมา “แกมโบล” สร้างความฮือฮาให้กับตลาดรองเท้าแตะลำลองมูลค่า 10,000 ล้านบาท ด้วยการจับมือกับสโมสรฟุตบอลระดับโลกอย่าง Liverpool FC ออกแบบรองเท้าแตะแบบหนีบ คอลเลคชั่น GAMBOL Liverpool FC Limited Edition ดีไซน์สีแดงมีสัญลักษณ์ของลิเวอร์พูลเป็นสีทอง พร้อมรหัสตัวเลขพิเศษที่อยู่ในตำแหน่งด้านในหูรองเท้าข้างขวาตั้งแต่ GBLFC - 1/1892 ถึง GBLFC - 1892/1892 ซึ่งตัวเลข 1892 คือปีที่ก่อตั้งสโมสร Liverpool FC โดยราคาอยู่ที่ 790 บาท โดยเปิดพรีออร์เดอร์เพียง 30 นาที สินค้าก็หมดอย่างรวดเร็ว ซึ่งเบื้องหลังการออกคอลเลคชั่น GAMBOL Liverpool FC Limited Edition ในครั้งนี้ คุณนิติ กิจกำจาย กรรมการบริหาร บริษัท บิ๊กสตาร์ จำกัด มองว่า เป็นการปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ “แกมโบล” ให้โดดเด่น ทันสมัย และถือเป็นการยกระดับแบรนด์เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำและก้าวออกไปสู่ความเป็นอินเตอร์ในตลาดต่างประเทศ

“เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศทรงๆ มาหลายปีแล้ว เราพยายามที่จะเจาะหากลุ่มเป้าหมายที่เรายังเข้าไม่ถึง ซึ่งที่ผ่านมาเราวางทาร์เก็ตไว้ที่กลุ่มวัยรุ่น แต่เนื่องจากเราทำตลาดมามากกว่า 20 ปี กลุ่มวัยรุ่นในวันนั้นก้าวมาเป็นวัยผู้ใหญ่แล้ว เราจึงขาดการติดต่อกับกลุ่มวัยรุ่นไประยะหนึ่ง ซึ่งเราต้องการกลับมาขยายตลาดตรงนี้เพิ่ม รวมทั้งขยายตลาดไปต่างประเทศด้วย เนื่องจากในประเทศจำกัดในเรื่องของจำนวนประชากรอยู่แล้ว แม้จะเพิ่มมาร์เก็ตแชร์ได้แต่ก็ไม่มากไปกว่าเดิม ตลาดที่ทำให้เราสามารถเพิ่มยอดขายได้คือตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะ CLMV”
ส่วนของการทำการตลาดภายในประเทศ “แกมโบล” ยังคงเน้นการสร้างแบรนด์แบบ 360 องศา ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ ออนกราวด์ รวมถึงพยายามสร้างช่องทางการเข้าถึงลูกค้าเพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้าในกลุ่มที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังจะมีการออกแบบสินค้าให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย โดยคำนึงถึงความชื่นชอบของกลุ่มวัยรุ่น นักศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของ “แกมโบล” ว่าชื่นชอบดีไซน์ สีแบบไหนเพื่อให้โดนใจ ด้วยการใช้ข้อมูลที่เก็บจากลูกค้ามาวิเคราะห์ เพื่อให้ตรงใจลูกค้า
เช่นเดียวกับในประเทศ “แกมโบล” ขยับไปทำการตลาดในต่างประเทศโดยเฉพาะ CLMV ด้วยการสื่อสารแบบ 360 องศาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการออกสื่อโฆษณา ขึ้นบิลบอร์ด ป้ายหลังรถสาธารณะ รวมถึงปีที่ผ่านมามีการเพิ่มพรีเซ็นเตอร์ชื่อดัง เพื่อดึงดูดความสนใจผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งมีส่วนช่วยให้ยอดขายของ “แกมโบล” ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างเป็นที่น่าพอใจ
“พฤติกรรมผู้บริโภคของตลาด CLMV ไม่ต่างกับไทยมากนัก อาจจะต่างกันในเรื่องของสีสันที่มีความเป็นแฟชั่นน้อยกว่าไทย แต่ไม่ใช่อุปสรรคในการเข้าไปทำการตลาด ข้อจำกัดจะอยู่ที่สินค้าจีนและเวียดนามที่ราคาถูก และสินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งเราก็กำลังแก้ปัญหาตรงนี้อยู่ สำหรับข้อได้เปรียบในฐานะแบรนด์ไทย เรามีทีมดีไซน์และการผลิตที่เราผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำไม่ต้องพึ่งใคร นั่นเป็นจุดแข็งของเรา ขอแค่เรารู้ว่าความต้องการของผู้บริโภคเป็นแบบไหน เราสามารถผลิตได้เองทั้งหมด”
ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การแข่งขันในตลาดรองเท้าแตะลำลองสูงมาก โดยเฉพาะแบรนด์ต่างประเทศที่ได้เปรียบในแง่ของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งนั่นทำให้ “แกมโบล” พยายามสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้มีความเฉพาะตัวมากขึ้น โดยเน้นเรื่องของการสวมใส่ที่ต้องสบาย ใส่แล้วนุ่ม รองรับเท้าไม่ให้บาดเจ็บ รับน้ำหนักได้ดี รวมถึงการรักษาคุณภาพให้ดีเทียบเท่าแบรนด์จากต่างประเทศ ซึ่งความสามารถในการออกแบบที่หลากหลายเป็นจุดที่ได้เปรียบของ “แกมโบล”
“กลยุทธ์สำหรับปีนี้ เนื่องจากแกมโบลมีโรงงานผลิตสินค้าที่ใหญ่ระดับอาเซียน จึงสามารถรองรับการผลิตตามความต้องการทั้งในไทยและต่างประเทศได้โดยเรามีกระบวนการผลิตที่ทันสมัยและครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ นอกจากนี้การใช้ Data Driven เพื่อให้เกิดประโยชน์ที่สุดในแง่ของการกำหนดทิศทางในการทำการตลาด เช่น ในไทย ตอนนี้คนเริ่มนิยมสีสันแบบสบายตา ไม่ฉูดฉาด แต่ในกัมพูชาจะชอบสีสันเบสิก เช่น ดำ กรมท่า ข้อมูลเหล่านี้คือสิ่งที่เรานำมาต่อ ยอดเป็นสินค้าที่ถูกใจลูกค้า

นอกจากนี้ เรามีเป้าหมายการออกสินค้าใหม่เดือนละ 5 แบบอยู่แล้ว เราก็จะยังคงความสามารถตรงนี้เพื่อให้สินค้ามีความหลากหลาย รองรับความต้องการของตลาด สิ่งสำคัญคือการทำอย่างไรที่จะให้แบรนด์ของเราเป็นที่รู้จักกับลูกค้ามากขึ้น อย่างปีนี้เราก็จะทำการตลาดกับ Liverpool FC ต่อเนื่อง โดยจะมีสินค้าในรูปแบบใหม่ๆ นอกจากนี้ในไตรมาสที่ 3 เราจะปล่อยแคมเปญครบรอบ 20 ปีจะมีกิจกรรมการตลาดเข้าไปให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในทุกช่องทาง ติดตามรายละเอียดได้ทางช่องทางออนไลน์ของทางแกมโบล ทั้งเฟสบุ๊ค ไอจี เป็นต้น”
อนาคต “แกมโบล” วางแผนขยายตลาดครอบคลุมทั้งอาเซียนในปี 2568 และในปี 2570 จะก้าวไปอยู่ในระดับเอเชีย โดยการทำสินค้าแบบแบ่งกลุ่มตามความสนใจเพื่อให้ตรงกับความต้องการของแต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่น ผู้ใหญ่ กลุ่มคนชื่นชอบกีฬา รวมถึงกลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยงซึ่งเป็นเทรนด์ในปัจจุบันในลักษณะสินค้ารองเท้าของสัตว์เลี้ยงซึ่งเริ่มพัฒนาแล้ว นอกจากนี้ยังมองถึงการวิจัยรองเท้าในกลุ่มสุขภาพ โดยมีการทำงานกับแพทย์เฉพาะทาง ถือเป็นการขยายพอร์ตโฟลิโอของ “แกมโบล” เพื่อเป้าหมายของการเพิ่มมาร์เก็ตแชร์และยอดขายในตลาด
“ความท้าทายในตลาดรองเท้าแตะลำลองในประเทศการแข่งขันสูง ทั้งแบรนด์โลคอล แบรนด์อินเตอร์ และแบรนด์จากจีน แกมโบลจึงต้องปรับแบรนด์อิมเมจด้วยการดีไซน์ให้โดดเด่น การรักษาคุณภาพ และตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยเพิ่มมูลค่าให้กับลูกค้าเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดระดับบนได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต” ®