การทำงานในทุกช่วงเวลามีความท้าทายเสมอ สำหรับปีที่ผ่านมาเป็นช่วงแห่งการฟื้นตัวจากวิกฤตโควิดของทุกอุตสาหกรรม จึงทำให้มีทั้งโอกาสและความท้าทายควบคู่กัน อาทิ นักท่องเที่ยวเริ่มเดินทางระหว่างประเทศได้ ธุรกิจในประเทศเริ่มกลับมาให้บริการได้ตามปกติ เพราะสถานการณ์โควิดเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น ในขณะที่เกิดความท้าทายจากอัตราเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และภาวะสงครามที่ส่งผลให้กำลังซื้อไม่เติบโตแต่ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาใด “เอไอเอส” มีการบริหารจัดการที่จะปรับตัวในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพเสมอ ส่งผลให้เอไอเอสยังคงเป็นผู้นำอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคม ดังนั้น รางวัลพิเศษ Market Leader Brand Award ที่เอไอเอสได้รับจาก 2023 Thailand’s Most Admired Brand จึงยิ่งเป็นการตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี

คุณปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจัยความสำเร็จที่ถือเป็นแนวทางการทำงานของเอไอเอสที่ยึดมั่นมาจนก้าวสู่ปีที่ 33 คือคุณภาพในทุกมิติ ที่ส่งต่อไปในทุกด้านที่ลูกค้าจะสัมผัสประสบการณ์ได้ทั้ง Network, Digital Service, Customer Service, Digital Channel รวมถึงความเข้าใจในความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามายกระดับการใช้ชีวิตให้แก่ลูกค้าได้อย่างตอบโจทย์ ทันต่อความต้องการเสมอ ดังนั้นการสื่อสารผ่านแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมายของเอไอเอสจึงเป็นไปอย่างมี Commitment
“กลยุทธ์ที่ทำให้เรารักษาความเป็นอันดับ 1 มาตลอด มาจากการเข้าใจความต้องการของลูกค้าและนำมามอบประสบการณ์การใช้งานที่ตอบโจทย์ดังกล่าวได้อย่างเป็นรูปธรรม และ Sustain ผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่จะส่งมอบบริการและยกระดับการใช้ชีวิตของลูกค้าและคนไทยได้อย่างแท้จริง”
ยกตัวอย่าง Fibre Broadband ที่ถือเป็น Key Highlight Product สำหรับ Mass Consumer ในช่วงที่ผ่านมา เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคมีการเชื่อมต่อออนไลน์ตลอดเวลา ทั้งที่บ้าน ระหว่างเดินทาง หรือระหว่างเรียนและทำงาน รวมถึงการเติบโตของอุปกรณ์ประเภท IoT Connected ที่มากขึ้น ดังนั้น บริการของ AIS ที่ Integrate ร่วมกันในลักษณะของ FMC - Fixed Mobile Convergence จึงทำให้เกิด Journey ของการเชื่อมต่อออนไลน์และสร้างประสบการณ์คุณภาพตลอดช่วงเวลาของการใช้งานได้อย่างดี โดยปีที่ผ่านมาได้เปิดตัวแนวคิด 24 ชั่วโมง ที่จะยืนยันถึงความเชื่อมั่นที่ลูกค้าจะได้รับบริการที่อุ่นใจได้ตลอด 24 ชั่วโมง จากทีม AIS ที่ถือได้ว่าเป็นการแก้ Pain Point อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ในส่วนของลูกค้า Enterprise เอไอเอสเดินหน้าสนับสนุนการเติบโตขององค์กรทุกระดับ ตั้งแต่ SMEs จนถึง Large Enterprise ผ่านความร่วมมือกับ Partner ระดับโลก อาทิ Microsoft เพื่อนำบริการด้าน CCII ที่แข็งแกร่งมาเสริมขีดความสามารถในการทำ Digital Transformation ขององค์กรทุกขนาด


ทั้งนี้ รวมไปถึงการเดินหน้าร่วมกับพาร์ทเนอร์ เพื่อบริหารจัดการ Point/Privilege ที่มีการร่วมกับ KTB ในการสนับสนุนร้านโชห่วย, ร้านค้าในโครงการคนละครึ่ง หรือร้านธงฟ้ากว่า 5 แสนรายในปีที่ผ่านมา ให้ได้มีโอกาสในการขายมากขึ้นกับฐานลูกค้าเอไอเอส ในขณะที่ลูกค้าเอไอเอสซึ่งมี Point จากการใช้งานตามปกติก็สามารถรับสิทธิพิเศษ ส่วนลด จากร้านค้าเหล่านี้ได้เพิ่มเติม อันเป็นทั้งการมอบความพิเศษและการแบ่งเบาภาระไปด้วยในเวลาเดียวกัน
แน่นอนว่าก้าวย่างต่อไปนับเป็นช่วงเวลาแห่งความท้าทายของอุตสาหกรรมท่ามกลางการแข่งขันอันรุนแรง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
“ถือเป็นเทรนด์ของทั่วโลกอยู่แล้วที่ต้องเจอกับความเปลี่ยนแปลง ทั้งในแง่เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค โดยสำหรับเรา ยังถือว่าอยู่ในอุตสาหกรรมที่ผู้บริโภคจะต้องใช้งานตลอดเวลา ดังนั้น สิ่งที่โฟกัสคือการทำให้ Digital Infrastructure ที่เราพัฒนาคงคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นและถูกยกระดับอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้ ในขณะเดียวกันต้องเรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้าผ่าน Technology และ Offer ให้ตรงจุดผ่านการทำงานกับพาร์ทเนอร์ที่เป็นตัวจริงในอุตสาหกรรมแต่ละด้านด้วยเช่นกัน”
คุณปรัธนา กล่าวว่า Fix & Focus จะยังคงเป็นแนวคิดหลักที่ต้องนำมาใช้ในสถานการณ์แบบนี้ คือเดินหน้าทำในส่วนที่เป็นกลยุทธ์หลักขององค์กรเท่านั้น พร้อมกับควบคุมและลดทอนเรื่องต่างๆ ที่ไม่จำเป็นต้องทำในช่วงนี้ลง เพื่อนำเอาทรัพยากรที่มีอยู่ไปทำในเรื่องที่สำคัญและจำเป็นในอนาคต อันจะทำให้เกิดการเติบโตได้จริง ในระยะยาวเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว นอกจากนี้ปัจจัยสำคัญมากอีกด้าน คือการเร่งสร้างแบรนด์ควบคู่ไปกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เข้มแข็งขึ้น และสอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้พนักงานรู้สึกดี ตื่นตัว ทั้งในเรื่องของความพร้อมในการรับมือกับผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งเป็นโอกาสที่จะให้พนักงานได้ Upskill และ Reskill ซึ่งการปรับตัวดังกล่าวส่งผลไปสู่การสื่อสารผ่าน Brand และ Customer Touchpoint อย่างต่อเนื่อง ที่เน้นน้ำหนักไปที่ “คุณภาพในทุกมิติ”
“ในฐานะผู้นำ สิ่งที่เราเชื่อถือมาตลอด คือการสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ให้แก่ลูกค้าผ่านผลิตภัณฑ์และงานบริการที่ดีที่สุด โดยยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจของเอไอเอสจะมุ่งเน้นใน 4 กลุ่ม คือ 1. Mobile 5G ธุรกิจหลักซึ่งพร้อมเสริมศักยภาพด้วยการเป็นโครงข่ายอัจฉริยะ AI, Data Analytic 2. AIS Fibre เน็ตบ้านที่เติบโตเร็วที่สุดในตลาดจากนวัตกรรมและงานบริการ 24 ชั่วโมง 3. Enterprise Business ธุรกิจที่ถือเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนใหม่ที่ใช้นวัตกรรมพร้อมจุดแข็งของพาร์ทเนอร์สร้างความแข็งแกร่งใน Ecosystem ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.New Digital Service ที่ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ เช่น Virtual Banking และ Insurance”

ทั้งนี้ คาดว่าใน 2 ปีข้างหน้า Fibre Broadband จะเป็น New Source of Revenue ที่แข็งแรง ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบในการก้าวสู่ Cognitive Tech-Co ที่จะตอบสนองความต้องการผ่านบริการที่สามารถ Personalization, Real Time และ Interactive ได้อย่างชัดเจน โดยปีนี้วางแผนการตลาดที่จะให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้มากและง่ายยิ่งขึ้น โดยจะโฟกัสช่องทางหลักทั้งส่วนที่ Offer Product และส่วนที่ Interact ด้านบริการผ่านทาง myAIS
เพื่อเติมเต็ม “คุณภาพในทุกมิติ” ให้ครบสมบูรณ์แบบ ®