จุดเริ่มต้นของโปรแกรมสนทนาบนสมาร์ทโฟนเกิดขึ้นเมื่อปี 2011 ซึ่งเป็นปีที่ประเทศแม่ของแอปพลิเคชัน LINE อย่างญี่ปุ่นประสบภัยพิบัติสึนามิครั้งใหญ่ส่งผลให้ทุกอย่างล้มไปตามๆ กัน ขณะนั้นคนส่วนใหญ่ต้องเผชิญปัญหาเดียวกัน คือไม่สามารถติดต่อสื่อสารกับคนรักหรือคนในครอบครัวเพื่อแจ้งข่าวสาร เนื่องจากเทคโนโลยีการสื่อสารตอนนั้นยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้คนในส่วนนี้ได้ทำให้การติดต่อไปหาคนทางบ้านเป็นเรื่องยาก ผู้ก่อตั้งแอปพลิเคชัน LINE จึงเล็งเห็นความสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาเชื่อมต่อผู้คนให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น
นำมาซึ่งพันธกิจของ LINE ที่ว่า Closing The Distance มุ่งดำเนินการลดช่องว่างระหว่างผู้ใช้งานเทคโนโลยีและข้อมูลทั้ง 3 สิ่งนี้ไว้ด้วยกัน กล่าวได้ว่าจุดเริ่มต้นของแอปพลิเคชัน LINE เกิดมาจากความห่วงใยจนฝังลึกลงกลายเป็น DNA ของแบรนด์สะท้อนผ่านสิ่งต่างๆ ที่ทางแบรนด์มุ่งส่งมอบให้แก่ผู้ใช้งาน
คุณณิชารัศมิ์ อาชญาสิทธิวัตร รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (Chief Marketing Officer) LINE ประเทศไทย กล่าวว่า “ความห่วงใยถูกสอดแทรกใน DNA ของ LINE ฉะนั้นทุกครั้งที่ค้นหาโปรดักต์หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์จึงนำความห่วงใยต่อผู้ใช้งานมาคำนึงร่วมเสมอว่าสิ่งนั้นมีประโยชน์อย่างไร สามารถช่วยให้ผู้ใช้งานของเรามีไลฟ์สไตล์ที่สะดวกง่ายหรือมีความสุขขึ้นหรือไม่”
ฉะนั้น LINE จึงเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้งานจากทั้ง Internal และ External อาทิ การทำ Social Listening การจัดตั้งทีม Research การสังเกตจากเทรนด์และการรับฟังเสียงสะท้อนจากพนักงาน เพื่อนำมาพัฒนาและต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดจนสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีในการสนทนาให้แก่ผู้ใช้งานได้ โดยมีข้อมูลเชิงลึกชี้ให้เห็นพฤติกรรมชาวเอเชียว่าในบางครั้งอาจจะเขินอายในการบอกรักหรือแสดงความห่วงใยต่อกัน LINE STICKERS จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสื่อสารในยุคปัจจุบันมากขึ้นเนื่องจากสามารถสื่อถึงอารมณ์และความรู้สึกที่หลากหลายทำให้การบอกรักดูน่ารักและง่ายมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มอรรถรสให้กับการสื่อสารของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทบาทดังกล่าวของ LINE STICKERS ทำให้ชวนนึกถึงสำนวน A picture is worth a thousand words หรือภาพเพียงหนึ่งภาพมีค่าเท่ากับคำพูดเป็นพันคำ สำนวนที่สื่อว่าภาพสามารถบรรยายทั้งความรู้สึกและสื่อสารสิ่งต่างๆ ได้มากมายพอๆ กับการพูดเป็นพันๆ คำ "สติ๊กเกอร์ในบทสนทนาบน LINE ก็สามารถแทนอารมณ์ความรู้สึกความห่วงใยต่างๆ ของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดีเช่นกัน” คุณณิชารัศมิ์ กล่าวเสริม

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลการใช้งาน LINE STICKERS ในประเทศไทยบ่งชี้ว่า 60% ของ Sale Transaction คือการส่งของขวัญให้กันและกันระหว่างผู้ใช้งานนอกจากนี้บริการอื่นๆ บนแพลตฟอร์ม ทั้ง LINE MELODY, LINE ดูดวง หรือ LINE SHOPPING จึงมีฟีเจอร์ SEND GIFT ที่สร้างขึ้นมาให้ผู้ใช้สามารถเลือกซื้อและส่ง Product ต่างๆ ทั้งเพลง แพ็กเกจการดูดวง ทำบุญ หรือแก้บนตลอดจนสินค้าต่างๆ ให้เพื่อนใน LINE ได้อย่างที่ทราบกันว่า Sharing is Caring การแบ่งปันจุดนี้ไม่ได้เป็นเพียงการให้แต่ยังรวมถึงการแสดงออกซึ่งความใส่ใจระหว่างผู้ใช้โดยฟีเจอร์ต่างๆ ข้างต้น เป็นอีกหนึ่ง Caring จากแบรนด์ที่ตั้งใจออกแบบเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถแบ่งปันสิ่งเล็กน้อยแต่มีมูลค่ามหาศาลทางจิตใจให้แก่กันได้

คุณณิชารัศมิ์ ย้ำว่า “นอกเหนือจากการประสานเทคโนโลยีความคิดสร้างสรรค์และศิลปะเข้าด้วยกันหัวใจของสิ่งต่างๆ ที่ LINE พยายามส่งมอบต้องเพิ่ม Value ให้แก่ผู้ใช้งาน เพราะว่าเรา Care ผู้ใช้งานของเรา ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นต้องสร้าง Value แก่ผู้ใช้งานเป็นหลัก”
ครั้งเมื่อเกิดสถานการณ์เพลิงไหม้โรงงานสารเคมีแถวกิ่งแก้ว ทุกคนรู้ว่าเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่มีใครรู้ว่าควรจะรับมืออย่างไร จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ LINE แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งาน 54 ล้านคน พัฒนาบัญชีทางการที่เรียกว่า LINE ALERT เนื่องจากต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการกระจายข่าวสารหรือแจ้งเตือนภัยพิบัติร้ายแรงระดับชาติ เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวหรือน้ำท่วมเพื่อให้สามารถรู้และเตรียมตัวรับมือได้อย่างเท่าทัน
นอกจากนี้ ช่วงสถานการณ์ COVID-19 ที่ผ่านมา คนใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์เยอะมาก อย่างคนไทยเองมีค่าเฉลี่ยการใช้งานบนโลกออนไลน์ 9-10 ชั่วโมง ผนวกกับการที่ไม่สามารถออกไปข้างนอกได้จนทำให้เกิดความเครียดสะสมในท้ายที่สุด ดังนั้น LINE จึงไม่หยุดนิ่งจาก DNA ของแบรนด์ที่ห่วงใยผู้บริโภคเสมอมาบวกกับความตั้งใจที่จะให้ LINE เป็น Sustainable Digital Company โดยมุ่งให้ผู้ใช้งานเติบโตและมีความสุขไปพร้อมกันจึงเล็งเห็นความสำคัญของการรักษาสมดุลในชีวิตของผู้ใช้กับการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลจึงเกิดแนวคิด LINE Digital Well-being
“เหรียญมี 2 ด้าน ในเมื่อมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย เทคโนโลยีก็เช่นกันที่มีจุดดี แต่ขณะเดียวกันก็มีจุดเสีย เราจึงพยายาม Encourage หรือทำให้ผู้ใช้งานตระหนักในเรื่องการใช้เทคโนโลยีผ่านแคมเปญ THE OFFLINE HOUR”
เนื่องจากช่วงนั้น COVID-19 เริ่มผ่อนคลายแต่ผู้คนยังมีความเครียดอยู่มาก เนื่องจากต้องอาศัยอยู่บ้านตลอดเวลา LINE จึงหันมารณรงค์ให้ใช้ชีวิต Offline เพิ่มขึ้นสัก 1 ชั่วโมงให้คุณได้อยู่กับตัวเอง ได้ปรนเปรอตัวเองไปทำกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้มีความรู้สึกสดชื่นมากขึ้น หรือแม้กระทั่งให้ใช้เวลาตรงนี้พูดคุยกับคนข้างๆ ที่อยู่ใกล้ตัวมากขึ้น และแคมเปญ “คิดก่อนส่งลังเลก่อน LINE” เนื่องจากบนโลกโซเชียลผู้คนแชตหากันทั้งวันทั้งคืน LINE จึงต้องการให้คนมีสมดุลและมี Digital Empathy ฉุกคิดถึงความเห็นอกเห็นใจและความเคารพซึ่งกันและกันตลอดจนทบทวนอีกครั้งเมื่อต้องการสื่อสารในหลายๆ สถานการณ์ ควรพิจารณาทั้งช่วงเวลาที่เหมาะสม ถ้อยคำที่ชวนตีความผิดความหมาย การเผยแพร่เฟคนิวส์ไปจนถึงโซเชียลบูลลี่ ฯลฯ
ต่อยอดมาในปีนี้ LINE ผุดแคมเปญ “เปิด LINE เปิดทุกความหมาย” เรื่องจริงของผู้ใช้งานวัยเดอะแบกที่ต้องเผชิญความตึงเครียดทั้งจากเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว สะท้อนให้ผู้คนได้เห็นว่าวัยเดอะแบกที่ต้องต่อสู้กับชีวิตการงานและยังต้องบริหารความสัมพันธ์กับคนรอบข้างทั้งครอบครัว เพื่อน หรือเจ้านาย โดยมี LINE เป็นตัวช่วยในการสร้างโมเม้นต์เล็กๆ ที่มีความหมายและสำคัญต่อชีวิต เนื่องจากการมีความสัมพันธ์ที่ดีบนโลกออนไลน์ก็เป็น Digital Well-being ที่ดีได้เช่นกัน
“ทั้งหมดนี้เป็น Insight ของผู้ใช้งานที่เราเจอในปัจจุบันเพราะฉะนั้นเราจึงไม่หยุดนิ่งในการค้นหา Solution เพื่อทำให้ผู้คนสามารถอยู่บน LINE ได้อย่างมี Digital Well-being และที่สำคัญเรายังมุ่งมั่นหาช่องทางการใช้เทคโนโลยีที่จะเข้าไปทำให้การใช้ชีวิต สภาพจิตใจ สังคมรอบข้างของเหล่าผู้ใช้งานดำเนินไปอย่างดีและมีสมดุล”