ต้องยอมรับว่ากลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ “สิงห์ คอร์เปอเรชั่น” อยู่ในใจผู้บริโภคมายาวนาน คือการยึดมั่นในแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยการพัฒนาตัวเอง ส่งมอบผลิตภัณฑ์มีคุณภาพดีที่สุดและไม่หยุดนิ่งในการนำเสนอสิ่งใหม่แก่ผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการดูแลคน สังคม และสิ่งแวดล้อม จนกลายเป็นหนึ่งใน DNA ขององค์กรที่ทำให้ “คนของสิงห์” มีหัวใจของจิตอาสาที่พร้อมเคียงข้างไปกับสังคมผ่าน “สิงห์อาสา” ในฐานะขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับการเป็น World Citizenship

สิงห์อาสา เริ่มต้นจากการรวมตัวกันของพนักงาน ผู้บริหารบุญรอดฯ และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ เมื่อปี 2554 ในช่วงเกิดมหาอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดของประเทศไทย จากปณิธานการมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมของ “พระยาภิรมย์ภักดี”
การเติบโตของสิงห์อาสา เริ่มจากกลุ่มพนักงานเพียงไม่กี่คน จนวันนี้ขยายเครือข่ายไปยังกลุ่มคนที่มีจิตอาสาเหมือนกัน ทั้งยังเติบโตแผ่กิ่งก้านออกไปสู่ต่างประเทศด้วย ทำให้ภาพลักษณ์ของสิงห์อาสาในวันนี้มีความแข็งแรงมากขึ้น โดยปัจจุบันเครือข่ายสิงห์อาสาขยายครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ขยายสู่กลุ่มนิสิตนักศึกษาทั้งคนไทยและต่างชาติ เครือข่ายบริษัทในเครือบุญรอดฯ และเครือข่ายภายนอกทั้งกลุ่มของสถาบันการศึกษา อาสากู้ภัย และหน่วยงานราชการต่างๆ

อีกหนึ่งกลุ่มที่เริ่มขยายตัว คือ Voluntouring มาจาก Volunteer และ Touring ซึ่งประกอบด้วยกลุ่ม Expat และนักท่องเที่ยว ต่างชาติ ซึ่งเน้นทำกิจกรรมในรูปแบบ BBL (Brain-Based Learning) ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ทางสมองของเด็กๆ เช่น การสร้างสนามเด็กเล่นให้แก่เด็กๆ ในโรงเรียน หรือตามสถานที่ต่างๆ ภารกิจของสิงห์อาสาในปัจจุบันจึงมีมากกว่าแค่เข้าไปช่วยเหลือเมื่อเกิดอุทกภัยหรือภัยพิบัติอย่างที่แล้วมา แต่มีการออกค่ายอาสาพัฒนาหรือการไปทำกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ เพิ่มขึ้น รวมถึงภารกิจการร่วมกันดูแลสิ่งแวดล้อม
อย่างที่ทราบดีว่าปัจจุบันประชากรโลกกำลังเผชิญกับปัญหา Climate Change ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า โลกรวน การเพิ่มพื้นที่สีเขียว หรือ Green Carbon โดยการปลูกป่า และการฟื้นฟู เพิ่มพื้นที่ Blue Carbon เช่น พื้นที่ป่าชายเลน แหล่งหญ้าทะเล ป่าพรุน้ำเค็ม ซึ่งสามารถดึงคาร์บอนลงไปกักเก็บไว้ใต้ดินได้ถึง 50 – 99% ทั้งยังช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ปรับปรุงคุณภาพน้ำ เป็นแหล่งอาหารและแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำหลากหลายประเภท ถือเป็นภารกิจที่ทุกคนควรมีส่วนร่วมหากต้องการให้สถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลกไม่แย่ลงไปกว่านี้ เป็นที่มาของหนึ่งในภารกิจพิทักษ์สิ่งแวดล้อมล่าสุดของ “สิงห์อาสา” ที่จับมือกับเครือข่ายพันธมิตรอย่างสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล ม.บูรพา เข้าไปดูแลพื้นที่ป่าชายเลนคลองตำหรุ

คลองตำหรุมีความสำคัญอย่างมากเพราะเป็นพื้นที่ที่มีนาเกลือผืนสุดท้ายของจังหวัดชลบุรี และเป็นตำบลรอยต่อระหว่างจังหวัดชลบุรีและจังหวัดฉะเชิงเทรา จึงเปรียบเสมือนปอดของทั้ง 2 จังหวัด และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำที่สำคัญต่อระบบนิเวศ ซึ่งที่ผ่านมาชาวบ้านในบริเวณนี้ได้ร่วมมือกันดูแลและอนุรักษ์อย่างเต็มที่ จนทำให้พื้นที่ป่าชายเลนบริเวณนี้ยังมีความสมบูรณ์ที่ค่อนข้างดี
ที่ผ่านมา สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล ม.บูรพา ได้ให้ความสำคัญในการทำงานร่วมกันกับชาวบ้านในชุมชนคลองตำหรุ อ.เมือง จ.ชลบุรี อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยส่งเสริมความรู้ ตลอดจนดูแลจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง จนเป็นที่มาของการก่อตั้งธนาคารต้นกล้าป่าชายเลนจากกระบอกไม้ไผ่ เพื่อปกป้องพื้นที่ป่าชายเลนของชุมชน
โดยอาศัยความร่วมมือของคนในชุมชนและภาคส่วนต่างๆ ที่ดำเนินการโดยชุมชน เพื่อชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งล่าสุด จับมือกับเครือข่ายนักศึกษา “สิงห์อาสา” หลายมหาวิทยาลัยจากโครงการ Singha Biz Course และกลุ่มนักศึกษาแลกเปลี่ยนนานาชาติ AIESEC ลงพื้นที่ป่าชายเลนคลองตำหรุ รอยต่อระหว่าง จ.ชลบุรี และ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งนักศึกษาในโครงการ Singha Biz Course เป็นตัวแทนจาก 11 มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยเครือข่ายนักศึกษาแลกเปลี่ยนนานาชาติโครงการ AIESEC จากหลากหลายประเทศ ได้แก่ อินเดีย, เวียดนาม, เมียนมา และกัมพูชา ร่วมกิจกรรม


นักศึกษาทั้งหมดจะเข้ามาร่วมมือกับชาวบ้านในชุมชนลงต้นกล้าพันธุ์ไม้ป่าชายเลน เช่น กลุ่มไม้โกงกาง ไม้แสม และปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่จำเป็นในระบบนิเวศ คือปลากระพงขาว เติมความสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ป่าชายเลน ตลอดจนการให้ความรู้แก่เยาวชนในพื้นที่ให้เห็นความสำคัญของป่าชายเลนที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและยังช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งอีกด้วย

“ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาที่เราเรียนมาตั้งแต่เด็กแต่ไม่รู้สึกว่ามันสำคัญมากแค่ไหน แต่มาช่วงหลังๆ ในช่วงหน้าร้อนของไทยมันร้อนมากและเริ่มรู้สึกแล้วว่ามันส่งผลกระทบต่อโลกแล้วจริงๆ แสดงให้เห็นว่าสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญที่ทุกคนต้องช่วยกัน ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือตั้งแต่วันนี้มันจะเปลี่ยนแปลงแน่นอน สำหรับกิจกรรมสิงห์อาสาที่ได้เข้าร่วมในวันนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีมาก ที่ให้ประสบการณ์ได้มีโอกาสเรียนรู้จริง ทำจริงในพื้นที่ร่วมกับเพื่อนๆ สำหรับผมคิดว่าการปลูกป่าชายเลนจะสามารถช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมได้ การปลูกป่าชายเลนโดยมีผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้ามาช่วยกันได้ คิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเข้ามาช่วยโลกใบนี้” ศุภวิชญ์ นันทปัญจพร นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัวแทนผู้เข้าร่วมโครงการให้ทรรศนะ
ด้านนักศึกษาแลกเปลี่ยนชาวอินเดียอย่าง Ria Parmar รองประธานฝ่ายธุรกิจและการพัฒนา โครงการ AIESEC in Thailand กล่าวเพิ่มเติมว่า “โลกปัจจุบันมีวิถีชีวิตและการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งที่เราทำในทุกวันนี้มีผลต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวของเราอย่างมาก ดังนั้น หากเราช่วยกันอย่างเต็มที่ในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม แม้จะเป็นการเริ่มต้นเพียงก้าวเล็กๆ ก็สามารถทำให้โลกดีขึ้นได้ ในวันนี้รู้สึกดีใจมากที่ได้ร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลนกับสิงห์อาสา สำหรับดิฉันการปลูกป่าชายเลนไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้ แต่เป็นการช่วยเสริมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล และสร้างประโยชน์ในอนาคตต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่แห่งนี้ และทำให้โลกของเราน่าอยู่มากขึ้นด้วย”
ภารกิจอนุรักษ์พื้นที่ป่าชายเลน จ.ชลบุรี ในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในโครงการ “สิงห์อาสาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล” ที่ทำร่วมกับเครือข่ายนักศึกษาสิงห์อาสา 12 สถาบัน ภาคใต้และตะวันออกอย่างต่อเนื่อง เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล เป็นอีกหนึ่งทางเพื่อช่วยลดภาวะโลกรวน และเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตให้กับชุมชน โดยสิงห์อาสาได้มีการติดตามผลของโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มั่นใจว่าโครงการที่สิงห์อาสาจัดขึ้นมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อชุมชนอย่างยั่งยืน
