ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและพลังงาน รวมถึง บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ต้องเผชิญความท้าทายมากมายในปัจจุบัน อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงาน (Energy Transition) ที่มีแรงกดดันจากปัจจัย 4D+1E ได้แก่
D1: Digitalization การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว
D2: Decarbonization การแสวงหาแนวทางเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจก
D3: Decentralization การกระจายศูนย์ของแหล่งผลิตพลังงาน ทำให้ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว
D4: Deregulation การปรับปรุงกฎระเบียบ เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM)
E1: Electrification ความนิยมใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น

คุณเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group กล่าวว่า เพื่อรับมือและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับความท้าทายทั้ง 5 ด้าน เมื่อปี 2021 EGCO Group จึงประกาศทิศทางเพื่อขับเคลื่อนองค์กรมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ภายใต้แนวคิด “Cleaner, Smarter, and Stronger to Drive Sustainable Growth” โดยตั้งเป้าหมายเป็น 2 ระยะ ได้แก่ เป้าหมายระยะกลาง คือ ลดการปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ลง (Carbon Emissions Intensity) 10% และเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% ภายในปี 2030 พร้อมด้วยเป้าหมายระยะยาว คือบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี 2050
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บริษัทเล็งเห็นศักยภาพของเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือกใหม่ ๆ เช่น ไฮโดรเจน ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงานสู่สังคมคาร์บอนต่ำมีความเป็นไปได้มากขึ้นและมีแนวโน้มรวดเร็วมากขึ้น
“EGCO Group จึงทบทวนเส้นทางการขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และประกาศเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายและเข้มข้นกว่าเดิม โดยขยับเป้าหมาย Carbon Neutral ให้เร็วขึ้นจากเดิม 10 ปี เป็นปี 2040 และเพิ่มเป้าหมายใหม่ คือ การบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050 เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาของเทคโนโลยีในปัจจุบันและมีส่วนร่วมในการบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก” คุณเทพรัตน์ กล่าวเสริม
เป้าหมายล่าสุดที่ปรับเพื่อเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำของ EGCO Group ครั้งนี้ สามารถแบ่งเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย
· เป้าหมายระยะสั้น ภายในปี 2030 ลดการปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตลง 10% และเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30%
· เป้าหมายระยะกลาง ภายในปี 2040 บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral)
· เป้าหมายระยะยาว ภายในปี 2050 บรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

คุณเทพรัตน์ กล่าวต่อว่า “การลงมือทำ คือหัวใจสำคัญในการผลักดันเป้าหมายต่าง ๆ ให้บรรลุผลสำเร็จ EGCO Group จึงกำหนดทิศทางองค์กรและนโยบายการลงทุนที่มุ่งขับเคลื่อนไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างชัดเจน”
ด้านการลงทุน EGCO Group ประกาศ “นโยบาย No Coal” ที่บริษัทจะไม่ลงทุนในโรงไฟฟ้าและธุรกิจถ่านหินเพิ่มเติม และมุ่งลงทุนในโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ พลังงานหมุนเวียน และพลังงานทางเลือก โดยในปีนี้ตั้งงบลงทุน 30,000 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นอีก 1,000 เมกะวัตต์ ยิ่งไปกว่านั้นยังส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจน ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดมีเสถียรภาพ และราคาเริ่มแข่งขันได้ เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า โดยร่วมมือกับพันธมิตรศึกษาเทคโนโลยีและแสวงหาโอกาสลงทุนในซัพพลายเชนไฮโดรเจน ตั้งแต่การผลิต การขนส่ง และการประยุกต์ใช้งาน โดยเฉพาะในประเทศซาอุดิอาระเบียและออสเตรเลียที่มีศักยภาพสูง ด้วยความเชื่อมั่นว่าเชื้อเพลิงไฮโดรเจนจะเป็นพลังงานทางเลือกที่สำคัญและมีศักยภาพรองรับการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสีเขียว

ไม่เพียงเท่านั้น EGCO Group ยังจับมือกับพันธมิตรในญี่ปุ่นอย่าง JERA ศึกษาความเป็นไปได้ในการนำแอมโมเนียมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผสม (Ammonia Co-firing) และใช้เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ในโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จ.ระยอง พร้อมเข้าศึกษาดูงานในโรงไฟฟ้าต้นแบบ Ammonia Co-firing ของ JERA ตลอดจนจับมือกับ Doosan พันธมิตรในเกาหลีใต้ ศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยี Ammonia Co-firing ในโรงไฟฟ้าเคซอน ประเทศฟิลิปปินส์ รวมถึงร่วมมือกับพันธมิตรอื่น ๆ ศึกษาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี CCUS และเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติผสมไฮโดรเจน (Hydrogen Co-firing) ในโรงไฟฟ้าขนอมหน่วยที่ 4 จ.นครศรีธรรมราช
“เราศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อนำมาปรับปรุงโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลักที่มีอยู่ในพอร์ตโฟลิโอให้สะอาดมากขึ้น ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง” คุณเทพรัตน์ กล่าวเสริม
สำหรับการขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำที่ประสบความสำเร็จและเป็นรูปธรรมของ EGCO Group ตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา ได้แก่ เมื่อปี 2564 EGCO Group ซื้อหุ้นใน “บริษัท เอเพ็กซ์ คลีน เอ็นเนอร์ยี โฮลดิ้ง” 17.46% ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ที่มีโมเดลธุรกิจแบบไฮบริด คือพัฒนาโครงการเพื่อเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เอง 2 ใน 3 ส่วน และจำหน่ายโครงการออกไป 1 ใน 3 ส่วน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียนของ EGCO Group ในระยะยาว และทำให้แนวทางการดำเนินธุรกิจของ EGCO Group เปลี่ยนจากการผลิตไฟฟ้าเพื่อขายไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว เป็นการผลิตโรงไฟฟ้าเพื่อขายด้วย นอกจากนี้ เอเพ็กซ์กำลังศึกษาการลงทุนโฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) และพลังงานะสะอาดอื่น ๆ เพิ่มเติม
ในปีเดียวกัน เพื่อศึกษาและพัฒนาการใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ด้วยเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงชนิดออกไซด์แบบแข็ง (Solid Oxide Fuel Cell - SOFC) และเทคโนโลยีแยกน้ำด้วยไฟฟ้า (Solid Oxide Electrolyzer Cell - SOEC) จึงลงนามเป็นพันธมิตรกับบริษัท Bloom Energy Corporation ถัดมาในปี 2565 ลงทุน 49% ในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง “ไรเซ็ก” (RISEC) กำลังผลิต 609 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในเมืองจอห์นสตัน รัฐโรดไอแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยโรงไฟฟ้าแห่งนี้เตรียมการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ และการใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงผสมในการผลิตไฟฟ้าในอนาคต

ล่าสุดปีนี้ EGCO Group ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงโรงไฟฟ้าที่ใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงผสม “ลินเดน โคเจน หน่วยที่ 6” กำลังผลิต 172 เมกะวัตต์ ที่เมืองลินเดน รัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา โดยได้ปรับปรุงเครื่องกังหันก๊าซให้สามารถรองรับก๊าซที่เกิดจากกระบวนการผลิตของโรงกลั่นน้ำมันเบย์เวย์ของบริษัท ฟิลิปส์ 66 ที่มีไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบ มาใช้เป็นเชื้อเพลิงผสมกับก๊าซธรรมชาติได้ ซึ่งการปรับปรุงดังกล่าวผ่านการทดสอบและเข้าสู่การเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว
“การใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงผสมจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของโรงไฟฟ้า “ลินเดน โคเจน หน่วยที่ 6” ในภาพรวมลงประมาณ 10% จากระดับปกติ และเป็นการพิสูจน์ว่า เราสามารถใช้เทคโนโลยีปรับปรุงโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลักให้ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลงได้ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดและสังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต” คุณเทพรัตน์ กล่าวถึงความสำเร็จทิ้งท้าย