เป้าหมายของบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group นั้นต้องการไปสู่ Carbon Neutrality หรือมีความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2040 และบรรลุเป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2050
ดังนั้น ในช่วงที่ผ่านมาเราจึงเห็นทาง EGCO Group มีการปรับโครงสร้างการบริหารงานมากมายเพื่อให้การทำงานสอดคล้องกับเป้าหมายดังกล่าว
ดร.จิราพร ศิริคำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group ยอมรับว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ EGCO ต้องเดินด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากบริษัทอยู่ในธุรกิจพลังาน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นกระดูกสันหลังให้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ มากมาย
พร้อมกันนี้ ดร.จิราพร ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องจาก EGCO Group ดำเนินธุรกิจมาอย่างยาวนาน จึงมีบางส่วนของธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ธุรกิจพลังงานจากถ่านหิน ซึ่งนโยบายของบริษัทจะไม่ลงทุนเพิ่มในธุรกิจถ่านหินและจะค่อยๆ เฟดตัวลงไป ส่วนเรื่องของธุรกิจพลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาดต้องโฟกัสเรื่องความคุ้มทุน ซึ่งตอนนี้บริษัทให้น้ำหนักไปที่ก๊าซธรรมชาติมากที่สุด
“การปรับตัวไปสู่องค์กรสีเขียว เราไม่สามารถเปลี่ยนได้ในชั่วข้ามคืน แผนการของเราคือค่อยๆ ลดพลังงานที่สะอาดน้อยและมุ่งไปหาสะอาดมาก ข้อดีของถ่านหินคือเรื่องราคา ซึ่งในปัจจุบันยังมีความจำเป็นมากๆ เพราะช่วยทำให้ค่าพลังงานไม่สูงไป ตอนนี้ยังไม่เหมาะสมที่จะเอาพลังงาน ถ่านหินออกไปทั้งหมดเลย เนื่องจากว่าพลังงานทางเลือกยังมีราคาแพงอยู่ บริษัทจึงจำเป็นต้องมีพลังงานจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหินอยู่ แต่อนาคตสัดส่วนของถ่านหินจะค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ เหตุผลจากการมีเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาทดแทนรวมถึงอายุของสัมปทานที่จะค่อยๆ หมดไป”
ในยุคของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน EGCO Group ได้ทบทวนและปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจระยะ 3 ปี (ปี 2568-2570) โดยมีเป้าหมายสร้างความแข็งแกร่ง 3 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้และผลกำไรอย่างยั่งยืน การบรรลุเป้าหมายองค์กรคาร์บอนต่ำ และการปรับเปลี่ยนองค์กรเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวนี้จะขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ “Triple P” 3 ด้าน ได้แก่
1. Profitability and Performance Energizing เพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้และผลกำไรให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องพร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพทางการเงินเพื่อดูแลอัตราส่วนหนี้สิน และรักษาอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัท ตลอดจนให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ถือหุ้นด้วยนโยบายการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ โดยจะมุ่งเน้น 3 เรื่อง คือ
- Profitability เพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้และผลกำไร
- Financial Stability รักษาเสถียรภาพทางการเงิน
- Shareholder Return นโยบายการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ
2. Power and Energy-related Focus เน้นลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าซึ่งเป็นธุรกิจหลักและรากฐานความแข็งแกร่งของ EGCO Group ทั้งโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในยุคเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนผ่านการลงทุนทั้งรูปแบบ M&A และ Greenfield ตลอดจนแสวงหาโอกาสลงทุนในธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องโดยต่อยอดการลงทุนในประเทศที่มีฐานธุรกิจอยู่แล้ว 8 ประเทศด้วยการตั้งงบลงทุนปีละ 30,000 ล้านบาท โดยจะมุ่งเน้น 3 เรื่อง คือ
- เน้นลงทุนในธุรกิจไฟฟ้า (Core Business) ก๊าซธรรมชาติ และพลังงานหมุนเวียน
- แสวงหาโอกาสลงทุนในธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องธุรกิจเชื้อเพลิงและสาธารณูปโภค เช่น นิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยองซัพพลาย เช่น ไฮโดรเจน Solar Private PPA ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น
- ต่อยอดการลงทุนในประเทศที่มีฐานอยู่แล้ว
โดยนิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง(ERIE) นั้นมีพื้นที่ทั้งหมด 609 ไร่เป็นพื้นที่สําหรับขายและให้เช่า 421 ไร่ ซึ่งจะเน้นหนักในเรื่องของการเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว โดยมุ่งเป้าไปที่ 6 กลุ่มอุตสาหกรรม คือ
1. กลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้น้ำและพลังงานสูง
2. กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล
3. กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
4. กลุ่มอุตสาหกรรมหุ่นยนต์
5. กลุ่มอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์
6. กลุ่มนวัตกรรมเทคโนโลยีอื่นๆ
3. Portfolio and People Management บริหารจัดการพอร์ตการลงทุนและทรัพยากรบุคคลให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมุ่งเน้นสร้างความเป็นเลิศในกระบวนการดำเนินงาน (Operational Excellence) ให้ความสำคัญกับการบริหารสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์เพื่อนำรายได้ไปแสวงหาโอกาสการลงทุนใหม่ (Asset Recycling) ที่จะสร้างการเติบโตต่อเนื่องในระยะยาวพร้อมทั้งปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับการขยายธุรกิจในระดับสากลตลอดจนปรับปรุงกระบวนการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการต่างๆ เพื่อรองรับโอกาสการเติบโตทางธุรกิจในอนาคตโดยจะมุ่งเน้น 4 เรื่อง คือ
- Operational Excellence เพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการทำงานและลดต้นทุนทุน
- Portfolio Management บริหารสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ (Asset Recycling) นำไปสู่การลงทุนใหม่ที่สร้างการเติบโตระยะยาว
- HR Foundation ปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อการเติบโตในระดับสากล
- Optimize Business Processes ปรับปรุงกระบวนการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
“EGCO Group เชื่อมั่นว่ากลยุทธ์ “Triple P” จะตอบโจทย์การเติบโตขององค์กรอย่างอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ด้วยการสร้างความสมดุลระหว่างโอกาสทางธุรกิจผลการดำเนินงานที่แข็งแรงอย่างต่อเนื่อง และการบรรลุเป้าหมายเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำทั้ง 3 ระยะ ได้แก่ เป้าหมายระยะสั้นภายในปี 2573 เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% ของกำลังผลิตทั้งหมด เป้าหมายระยะกลางภายในปี 2583 มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และเป้าหมายระยะยาวภายในปี 2593 จะบรรลุการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon)”สำหรับการดำเนินงานในปี 2568 ECGO Group เดินหน้าลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าและแสวงหาโอกาสลงทุนในธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่องอย่างต่อเนื่อง ด้วยการตั้งงบลงทุน 30,000 ล้านบาท การเติบโตทางธุรกิจในปีหน้าจะมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากโครงการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ การรับรู้รายได้เต็มปีจากการเข้าซื้อหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้า Compass ในสหรัฐอเมริกา และจากการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้า EGCO Cogeneration ส่วนขยาย จ.ระยอง การรับรู้รายได้จากการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบของโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง Yunlin ในไต้หวัน การรับรู้รายได้จากการขายโครงการพลังงานหมุนเวียนและการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบของ APEX ในสหรัฐอเมริกา การเจรจาสัญญาซื้อขายไฟฟ้าใหม่ของโรงไฟฟ้า Quezon ในฟิลิปปินส์ ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสปิดดีลโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ในรูปแบบ M&A ทั้งโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลักและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะสามารถรับรู้รายได้ทันที
ดร.จิราพร ยังกล่าวถึงผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 และ 9 เดือนของปี 2567 ว่า “ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 3 ปี 2567 มีกำไรจากการดำเนินงาน 3,604 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 2,463 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในต่าง ประเทศ ในขณะที่ 9 เดือนแรกของปี 2567 มีกำไรจากการดำเนินงาน 7,014 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,518 ล้านบาท ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนมาจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในต่างประเทศ และกลุ่มโรงไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ EGCO Group ยังสามารถผลักดันโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างให้มีความก้าวหน้าตามเป้าหมาย โดยเฉพาะ Yunlin ที่ติดตั้งเสากังหัน (Monopiles) และกังหันลม (Wind Turbine Generators - WTGs) ครบ 80 ต้น เรียบร้อยแล้ว และได้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้วทั้งสิ้น 68 ต้น คิดเป็นกำลังผลิต 544 เมกะวัตต์ บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบครบ 640 เมกะวัตต์ภายในสิ้นปีนี้”