นับว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่ปัจจุบันผู้คนตระหนักถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อนมากยิ่งขึ้น และหันมาคิดค้นหนทางที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยโลกเอาไว้ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไม่ว่าจะการใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ปลูกต้นไม้ไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ อย่างการติดตั้งแผง โซล่าร์เซลล์ หรือการใช้รถยนต์ไฟฟ้าแทนรถยนต์สันดาป
แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า “เรื่องบ้านๆ” อย่างการเลือกใช้สีทาบ้านเองก็เป็นวิธีที่ช่วยคลายร้อนให้กับโลกได้เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองร้อน เช่น ประเทศไทยของเรา ที่นับวันพื้นที่สีเขียวถูกช่วงชิงโดยป่าคอนกรีต เมื่อตึกรามบ้านช่องเยอะขึ้น ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการใช้พลังงานพร้อมๆ กันก็เพิ่มขึ้นตาม ประกอบกับสิ่งก่อสร้างที่มีคุณสมบัติคายความร้อนออกมาได้ยากก็ยิ่งทำให้ความร้อนไม่ถูกถ่ายเทออกไปเสียที กลายเป็นปรากฏการณ์โดมความร้อน (Urban Heat Island) แบรนด์สีที่รักษ์ทั้งบ้านและโลกอย่าง “เบเยอร์” จึงต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง

อย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า การเลือกใช้สีทาบ้านก็เป็นหนึ่งในการลดอุณหภูมิแก่โลกของเรา แต่ใช่ว่าจะเป็นสีทาบ้านอะไรก็ได้ นั่นจึงเป็นที่มาของ “เบเยอร์คูล” นวัตกรรมสีกันความร้อนระดับโลก ด้วยไมโครสเฟียร์เซรามิกหรือเซรามิกคูลลิ่ง เป็นเซรามิกชนิดพิเศษที่ทนความร้อนได้ดีคล้ายๆ กับถ้วยชามเซรามิกและสุขภัณฑ์ ทั้งยังถูกนำไปเคลือบทำชุดดับเพลิง เคลือบกระสวยอวกาศของ NASA เพื่อไม่ให้ได้รับความเสียหายจากความร้อน
สำหรับคุณสมบัติที่น่าสนใจของไมโครสเฟียร์เซรามิก คือ ความเกลี้ยง ความกลวง และความกลม หากเราทาสีบ้านด้วยเบเยอร์คูล จะทำให้พื้นผิวมีความเกลี้ยงยิ่งขึ้นสามารถสะท้อนความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้สูงสุดถึง 97.2% ภายในเซรามิกชนิดนี้จะมีลักษณะกลวงสุญญากาศ ช่วยสกัดกั้นความร้อนไม่ให้เข้าสู่ตัวบ้าน และยังได้ความกลมจากการอัดแน่นของเม็ดเซรามิก ที่ทำให้ฟิล์มสีเรียบเนียนยิ่งกว่าเดิม
นอกจากไมโครสเฟียร์เซรามิกที่อยู่ในเบเยอร์คูลแล้ว ยังมีเทคโนโลยีพันธะเพชร (Diamond Bond) เพิ่มคุณสมบัติการยึดเกาะของเนื้อสีทำให้สีติดแน่นถึง 15 ปีด้วยฟิล์มสีแข็งแกร่งและทนทานจนคราบสกปรกต่างๆ ไม่สามารถเกาะติดได้ สีไม่ซีดจางง่าย และสามารถทำความสะอาดตัวเองได้ (Self-Cleaning) บ้านจึงดูใหม่อยู่เสมอ ไม่จำเป็นต้องทาสีซ้ำหลายรอบ

นวัตกรรมสีของเบเยอร์คูลเป็น Solution ที่เหมาะกับสถานการณ์โลกตอนนี้ และเป็นคำตอบสำหรับคนที่ต้องการทำให้บ้านและโลกเย็นลงไปพร้อมๆ กัน เพราะการสะท้อนและสกัดกั้นความร้อนจากแสงแดดของไมโครสเฟียร์เซรามิกจะทำให้อุณหภูมิบ้านลดลง 2-6 องศาเซลเซียส ซึ่งหมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศเพื่อคลายร้อนตลอดเวลา สามารถประหยัดค่าไฟได้สูงสุดถึง 32% ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกด้วย

“หากสิ่งก่อสร้างทั้งเล็กใหญ่หันมาใช้สีเบเยอร์คูลก็จะสามารถคายความร้อนออกมาได้ดียิ่งกว่าเดิม ลดความร้อนในตัวเมืองและทำให้อุณหภูมิของโลกเราลดลง การใช้ผลิตภัณฑ์สีเบเยอร์คูลจึงช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อน และยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ดังนั้น เบเยอร์มีความภาคภูมิใจที่ได้จำหน่ายสีเบเยอร์คูลไปทาบนผนังแล้วกว่า 200 ล้านตารางเมตร เทียบเท่าการปลูกต้นไม้โตเต็มวัยมากถึง 13,778,078 ต้น หรือเทียบเท่าพื้นที่สวมลุมพินีจำนวน 192 แห่ง จนสามารถกล่าวได้ว่า เบเยอร์คูลเป็นสีบ้านเย็น สวย ทน สะอาด ประหยัดพลังงานอย่างแท้จริง” ดร.วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบเยอร์ จำกัด กล่าวเพียงเรื่องบ้านๆ โดยเริ่มจากผนังของเรา บ้านของเรา อาคารของเรา ด้วยการเลือกใช้สีทาบ้านเบเยอร์คูล ก็ถือว่าได้เป็นส่วนหนึ่งในการทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ยิ่งขึ้นแล้ว จึงเห็นได้ชัดว่าเบเยอร์ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตสี แต่มุ่งมั่นรังสรรค์นวัตกรรมใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ดังเช่นปณิธาน
Eco-Wellness Innovation สีนวัตกรรม รักษ์โลก รักคุณ ที่เบเยอร์ยึดถือตลอดมา
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
https://www.beger.co.th/th/begercool-2023