เรื่องใกล้ตัวที่หลายคนอาจไม่รู้ว่าใน 1 วัน เราสร้างขยะกันเกือบ 1.15 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ซึ่งถ้ารวมกันหลายๆ คน หลายๆ ล้านคน ขยะทั้งประเทศจะเยอะขนาดไหน แน่นอนว่าวิธีที่เด็ดขาดที่สุดในการหยุดปัญหาดังกล่าว คือการหยุดสร้างขยะ แต่นั่นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก แล้วจะมีวิธีไหนที่พอเป็นไปได้ให้ทุกคนสามารถจัดการได้
คุณพัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารงานลูกค้า บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เล่าว่า “เพราะความยั่งยืนเริ่มที่ตัวเรา เราจึงเริ่มที่เรื่องใกล้ตัวของทุกคน ที่ อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต เราได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง เราเริ่มจากคนในองค์กรกว่า 1,200 คน เราตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนในองค์กรให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม เราจึงสร้างวัฒนธรรม “แยกขยะ” ขึ้นในองค์กร”
อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต มีการดำเนินการส่งเสริมการแยกขยะในกลุ่มพนักงานมาตั้งแต่ปี 2562 โดยให้พนักงานแยกขยะเป็น 4 ประเภท ซึ่งขยะทุกถังจะมีทางไปของตัวเองทั้งหมด อย่างประเภทขยะเศษอาหาร ทิชชู่นำมาทำเป็นปุ๋ย บำรุงดินให้กับต้นไม้ ขยะประเภทขวด กระป๋อง นำไปขายให้กับร้านนำกลับไปรีไซเคิล ขยะประเภทพลาสติกสะอาด เช่น ถุงพลาสติก กล่อง แก้วพลาสติก ก็นำส่ง รีไซเคิล เดย์ เพื่อคัดแยกเข้าสู่กระบวนการที่เหมาะสม และขยะสุดท้ายที่รีไซเคิลไม่ได้จะถูกนำไปเป็นขยะเชื้อเพลิง ทดแทนการใช้พลังงานถ่านหิน
เรียกว่าเป็นการแยกเพื่อลดการส่งขยะไปบ่อฝังกลบ ให้ขยะทุกชิ้นมีทางไป ให้ทรัพยากรวนกลับมาเป็นทรัพยากร เพราะขยะที่ถูกทิ้งหลายประเภทสามารถนำกลับมาสร้างประโยชน์ต่อได้ และที่สำคัญการแยกขยะยังเป็นอีกวิธีที่สามารถช่วยลดการสร้างก๊าซเรือนกระจกจากการจัดการขยะที่ไม่เหมาะสม อันเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน โลกรวนด้วย
อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต เป็นหนึ่งในบริษัทที่นำแนวคิดเรื่อง ESG (Environmental Social Governance) มาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินธุรกิจ และสร้าง Awareness ให้พนักงานในองค์กรมีความรู้ ความเข้าใจ และมีส่วนร่วมได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นไปตามคำมั่นสัญญาของบริษัท คือ We care for tomorrow เราใส่ใจในวันพรุ่งนี้ และวันพรุ่งนี้ ที่มั่นคงก็ต้องเกิดจากความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม สังคม และการดำเนินธุรกิจ สำหรับเป้าหมายด้านสิ่งแดล้อมนั้น กลุ่มอลิอันซ์ ได้ตั้งเป้าที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ จากการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมต่างๆ ของกลุ่มอลิอันซ์ที่มีอยู่กว่า 70 ประเทศทั่วโลกให้ได้ภายในปี 2030
สำหรับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ของ อลิอันซ์ อยุธยา นั้น คำนึงถึง 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การใช้พลังงานไฟฟ้า การใช้น้ำ การเดินทาง การใช้กระดาษ และการสร้างขยะ รวมถึงการสนับสนุนพลังานทดแทนด้วย ในส่วนการลดการสร้างขยะนั้นมีการดำเนินการ 2 ส่วนควบคู่กันไป คือการส่งเสริมให้พนักงานรู้จักแยกขยะ และสนับสนุนให้พนักงานลดการรับขยะ ทั้งขยะประเภทพลาสติกใช้ครั้งเดียวและของที่รับมาทิ้ง เช่น ซองเครื่องปรุงที่ไม่ได้ใช้ โดยมีการตั้งสถานีแยกขยะขึ้น และยกเลิกการตั้งถังขยะที่โต๊ะทำงานของแต่ละคน โดยเป้าหมายของโครงการสถานีแยกขยะ คุณพัชรา กล่าวว่า “ต้องการ Zero Waste to Landfill นั่นคือความตั้งใจที่จะจัดการให้ขยะไปบ่อฝังกลบเป็นศูนย์ให้ได้ ซึ่งแน่นอนว่าการจะเป็นเช่นนั้นได้ ปัจจัยสำคัญคือพนักงานต้องแยกขยะทุกชิ้นลงถังของสถานีแยกขยะ เพราะขยะที่ถูกแยกทุกชิ้นจะมีทางไปของมัน ไม่ไปบ่อฝังกลบแน่นอน”
นอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว อลิอันซ์ อยุธยา ยังได้ให้การสนับสนุนมูลนิธิสโกลาร์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS Thailand) ในการจัดทำธนาคารอาหารออนไลน์ Cloud Food Bank แห่งแรกของประเทศไทยขึ้น เพื่อทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้ที่ต้องการบริจาคอาหาร ผู้ที่มีอาหารส่วนเกิน และกลุ่มคนที่ขาดแคลนอาหารมาเจอกัน โดยมีมูลนิธิเอสโอเอสทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการตรวจสอบและจัดสรรการรับและการส่งต่ออาหารอย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นอีกกลไกหนึ่งในการช่วยลดปัญหาการขาดแคลนของชุมชนกลุ่มเปราะบาง และยังเป็นการลดปัญหาขยะอาหารเหลือทิ้งด้วย

ทุกวันนี้มีอาหารที่ถูกทิ้งเป็นจำนวนมหาศาลกว่า 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตทั้งหมดทั่วโลกก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกเป็นจำนวนมากเพราะการปล่อยให้ขยะอาหารไปลงเอยย่อยสลายในพื้นที่ฝังกลบนั้น เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการเกิดก๊าซเรือนกระจกตัวสำคัญ คือก๊าซมีเทน และขยะอาหารที่ถูกทิ้งแบบไม่ได้แยก ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการคัดแยกขยะของเจ้าหน้าที่เก็ยขยะด้วย และในขณะที่ขยะอาหารมีล้นเหลือ ในทางกลับกัน กลับมีผู้คนที่อดอยากขาดแคลนอาหารเป็นจำนวนมาก อลิอันซ์ อยุธยา จึงเชื่อว่า การสนับสนุนจัดตั้ง Cloud Food Bank นั้นจะเป็นอีกหนึ่งสะพานเชื่อมระหว่างอาหารส่วนเกินไปสู่ผู้คนที่ขาดแคลนได้อย่างมมีประสิทธิภาพ
“มูลนิธิ SOS ดำเนินการเรื่องการจัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อลดปริมาณการสูญเสียอาหารและป้องกันผลกระทบที่เกิดจากขยะอาหารมาอย่างต่อเนื่อง โดย Cloud Food Bank จะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้ SOS สามารถเพิ่มศักยภาพการจัดการได้เป็นอย่างดี ทั้งในแง่ของการเข้าถึงผู้บริจาคและผู้รับบริจาค การบริหารการจัดเก็บ และการส่งต่ออาหาร”
ตัวเลขผลลัพธ์ของ Cloud Food Bank หลังเปิดใช้งานประมาณ 1 ปี สามารถช่วยเหลือชุมชนและกลุ่มเปราะบางได้กว่า 156 ชุมชน ส่งต่ออาหารได้มากกว่า 120,000 กิโลกรัม เทียบเท่าจำนวนมื้ออาหาร 520,000 มื้อ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 55,000 kgCO2
นอกจากนี้ อลิอันซ์ อยุธยา ยังมีการดำเนินโครงการ “มาหามิตร” ซึ่งเป็นโครงการสร้างกลุ่มพันธมิตรสู่ความยั่งยืน คุณพัชรา เล่าว่า เพราะเรารู้ว่าความยั่งยืนสร้างคนเดียวไม่ได้ ต้องมีเพื่อน เราจึงได้หาแนวร่วม และรวมกลุ่มกัน โดยได้รวมตัวกันครั้งแรกเมื่อปลายปี 2565 โดยเริ่มต้นจาก 5 หน่วยงาน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โครงการ Chula Zero Waste, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน), บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน), โรงแรมศิวาเทล กรุงเทพ และอลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต (จำกัด) มหาชน ซึ่งแต่ละหน่วยงานให้ความสำคัญเรื่องความยั่งยืน และสนใจในการส่งเสริมการจัดการขยะ หลังจากรวมตัวกันทางกลุ่มมีการผลักดันโครงการใหม่ขึ้น คือโครงการปทุมวัน Zero Waste เพื่อช่วยขับเคลื่อนเรื่องขยะและสิ่งแวดล้อมด้านอื่นๆ ในเขตปทุมวันไปด้วยกัน และกลุ่มมาหามิตรก็พร้อมเป็นต้นแบบการจัดการขยะให้กับชุมชม และกลุ่มธุรกิจที่สนใจ
“สำหรับวิธีการจัดการแยกขยะของอลิอันซ์ อยุธยา ถ้าหน่วยงานหรือธุรกิจไหนสนใจสามารถมาเยี่ยมชมและเอาต้นแบบไปปรับใช้ต่อได้เลย ไม่ต้องคิดใหม่ ขยะเกิดจากการใช้ชีวิต พฤติกรรมของทุกคน ถ้าตัวเราไม่เปลี่ยน เราอย่าไปคาดหวังให้สังคมเปลี่ยน เพราะเราทำจึงรู้ว่ามันไม่ง่าย ต้องอาศัยความตั้งใจและทำอย่างยั่งยืน”

จะเห็นได้ว่า อลิอันซ์ อยุธยา มีเป้าหมายระยะยาวในเรื่องของการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และสร้างความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นที่ตัวพนักงาน ผ่านการส่งเสริมและสนับสนุนจากผู้บริหาร สร้างการเปลี่ยนสู่พฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม เช่น การแยกขยะ การแยกเศษอาหาร การมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อชุมชน นอกจากนี้ ยังมีการขยายความร่วมมือไปยังองค์กรที่มีความตั้งใจเดียวกันในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และยังได้ร่วมสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานเพื่อสังคม เพื่อร่วมหา Solution ใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาสังคม
“เราอยู่ในอุตสาหกรรมของการทำประกันมองว่าธุรกิจของเราคือการให้ความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพของผู้คน รวมถึงการสร้างความมั่นคงในอนาคต ซึ่งเราจะสามารถทำให้ทุกอย่างยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรมนั้น ทุกสิ่งต้องเริ่มจากตัวเรา วันนี้ถ้าเราทุกคนไม่เริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เราทุกคนจะมีชีวิตที่ยากขึ้นกับโลกที่เปลี่ยนไป แม้ว่าเริ่มวันนี้อาจจะสายแล้ว แต่อย่างน้อยได้ทำยังดีกว่าไม่ได้ทำ สิ่งที่เราทำอาจจะไม่ทำให้ดีขึ้น แต่ถ้าเราทำมันจะไม่แย่ลง” คุณพัชรา กล่าวทิ้งท้าย