ย้อนหลังไปก่อนหน้านั้น เส้นแบ่งระหว่างร้านค้าปลีกที่อยู่ในเซ็กเม้นต์ไฮเปอร์มาร์เก็ตกับซูเปอร์มาร์เก็ตจะมีออกมาค่อนข้างชัดเจน โดยปกติพื้นที่ของไฮเปอร์มาร์เก็ตจะมีขนาดกว่า 10,000 ตารางเมตร ใหญ่กว่า 6 เท่าของขนาดซูเปอร์มาร์เก็ตและมีสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งสินค้าอื่นๆ จำหน่ายหลากหลายถึง 50,000 ชนิด
ส่วนสิ่งที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตแตกต่างจากซูเปอร์มาร์เก็ตก็คือ ซูเปอร์มาร์เก็ตมีขนาดเล็กกว่ามาก และมุ่งเน้นที่อาหารสด สัดส่วนหมวดสินค้า ประเภทอาหาร (Grocery + Fresh Food) ต่อสินค้าทั่วไป (Softline + Hardline) จึงอยู่ราว 80 : 20
ในขณะที่ไฮเปอร์มาร์ทขนาดพื้นที่ใหญ่กว่ามาก สินค้ามีความหลากหลายทั้งชนิด ขนาด และราคาถูกกว่าสัดส่วนหมวดสินค้า ประเภทอาหาร (Grocery + Fresh Food) ต่อสินค้าทั่วไป (Softline + Hardline) อยู่ที่ 55 : 45
ทำให้การบริหารการขายของไฮเปอร์มาร์เก็ตสลับซับซ้อนกว่าธุรกิจค้าปลีกทั่วไป ด้วยความที่ต้องบริหารต้นทุนให้ต่ำ ใช้ค่าใช้จ่ายน้อย โดยให้ลูกค้าบริการตัวเอง ปัจจัยสำคัญในการบริหารร้านค้าแบบไฮเปอร์มาร์เก็ตเป็นเรื่องการบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่สูงเพื่อให้รอบการหมุนเวียนสินค้าสูงตาม

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเส้นแบ่งระหว่างไฮเปอร์มาร์เก็ตกับซูเปอร์มาร์เก็ตเริ่มจะมีความลางเลือนออกไป โดยเฉพาะไฮเปอร์มาร์เก็ตเองพยายามที่จะมีการปรับตัวเพื่อนำเสนอฟอร์แมตของสโตร์ในรูปแบบใหม่ๆ ที่มีความใกล้เคียงกับความเป็นซูเปอร์มาร์เก็ต ทั้งในเรื่องของการนำเสนอสินค้าในกลุ่มอาหารสดมากขึ้น การลดพื้นที่ขายลงจากเดิมที่มีพื้นที่สโตร์ขนาดใหญ่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไปก็เริ่มเห็นขนาดของสโตร์ที่มีพื้นที่ประมาณ 4,000 – 5,000 ตารางเมตร
ขณะเดียวกันก็เริ่มมีการยกระดับแบรนด์ของตัวเองขึ้นมาจับกลุ่มพรีเมียม อย่างกรณีของโลตัสที่แตกแบรนด์ “โลตัส พรีเว่” ซึ่งถูกวางไว้ให้เป็นพรีเมียม ไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่เน้นขายสินค้าพรีเมียมนำเข้า มีสินค้าหลากหลายกว่า 27,000 รายการ มีพื้นที่ขาย 2,400 ตร.ม. ทำให้โลตัส มีสาขาในฟอร์แมตของมินิซูเปอร์มาร์เก็ตมากกว่า 1,867 สาขา สาขาในรูปแบบของซูเปอร์ มาร์เก็ต 185 สาขา สาขาไฮเปอร์มาร์เก็ต 221 สาขา และสาขาที่เป็นพรีเมียม ไฮเปอร์มาร์เก็ตอีก 1 สาขา ที่ตึก ICS
การกลยุทธ์ในเรื่องของฟอร์แมตสโตร์หรือฟอร์แมตสาขาของโลตัสในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นตัวอย่างของการปรับตัวเพื่อรับกับการเปลี่ยนแลนด์สเคปใหม่ของตลาดค้าปลีกบ้านเราที่ปรับเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก ไล่ตั้งแต่การเข้าถึงการช้อปปิ้งได้ง่ายขึ้นผ่านช่องทางการขายที่เป็น Omni-channel ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงการช้อปทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงการช้อปปิ้งได้ง่ายขึ้น ขนาดพื้นที่ขายที่เคยมีมากกว่า 10,000 ตารางเมตร จึงอาจจะไม่ใช่ความคุ้มค่าในการลงทุนอีกต่อไปแล้ว

เช่นเดียวกับตัวผู้บริโภคเองที่การเติบโตของคนเมืองรุ่นใหม่ กลายเป็นอีกตัวแปรสำคัญที่ทำให้ต้องเร่งปรับตัว โดย เฉพาะกับการปรับรูปแบบของสโตร์และการนำเสนอสินค้าให้สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบคนเมืองรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว
เราจึงได้เห็นสาขาที่เน้นการตอบโจทย์ในเรื่องที่ว่านี้ของโลตัสมากขึ้น อย่างสาขานอร์ธ ราชพฤกษ์ ที่ถูกใช้เป็นสาขาต้นแบบของโลตัสในการทำตลาดทั่วประเทศ หรืออย่าง Lotus’s Pick & Go by True Digital ร้านค้าอัจฉริยะแบบไร้พนักงานแห่งแรกในไทยที่สาขานอร์ธ ราชพฤกษ์ เป็นต้น
การเข้ามาอยู่ภายใต้ชายคาของกลุ่มซีพี ทำให้โลตัสเป็นตัวช่วยเติมเต็มในการรุกตลาดค้าปลีกให้กับยักษ์ใหญ่รายนี้ได้เป็นอย่างดี ทำให้เราได้เห็นการรุกตลาดด้วยกลยุทธ์ใหม่ๆ ของยักษ์ใหญ่รายนี้
อย่างการเปิดตัว “Hybrid Wholesale” ที่เป็นการเชื่อมโยงระหว่างจุดเด่นของธุรกิจค้าส่ง (แม็คโคร) และค้าปลีก (โลตัส) ซึ่งเป็นธุรกิจที่อยู่ภายใต้การดูแลของ CPAXT บริษัทแม่ของแม็คโครและโลตัส มารวมในพื้นที่เดียวกัน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น
ธานินทร์ บูรณมานิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึง คอนเซ็ปต์ “Hybrid Wholesale” ของแม็คโครว่าเป็นการผนึกกำลังที่จะสร้างปรากฎการณ์ครั้งแรกของเมืองไทย ในการนำจุดแข็งของแม็คโครผู้นำค้าส่ง มาผนวกรวมกับโลตัส มอลล์ ที่เป็นศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม การรวมตัวครั้งนี้ได้ชูความคุ้มค่า นำเสนอความหลากหลายของวัตถุดิบ ทั้งในและต่างประเทศ ในราคาค้าส่ง “Hybrid Wholesale” จึงเป็นรูปแบบใหม่ ที่ไม่เคยมีมาก่อน เติมเต็มการทำธุรกิจและการใช้ชีวิต ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
ขณะที่ ธนิศร์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารธุรกิจค้าส่งแม็คโคร ประเทศไทย กล่าวถึงแนวทางการบริหารงานของแม็คโครใน “Hybrid Wholesale” ว่า เป็นการนำจุดแข็งของแม็คโครด้านสินค้าคุณภาพจากทั่วทุกภาคของประเทศไทย รวมถึงการคัดสรรวัตถุดิบจากแหล่งผลิตชั้นนำทั่วทุกมุมโลกในราคาค้าส่งที่ดีที่สุด พร้อมความเข้าใจผู้ประกอบการและพันธมิตรทางธุรกิจกว่า 34 ปี รวมถึงมอบสิทธิประโยชน์สุดพิเศษ คุ้มค่าทุกการใช้จ่ายเฉพาะลูกค้าสมาชิก (Makro PRO Point Loyalty Program)
“อีกจุดเด่นที่สำคัญในการตอบโจทย์ผู้ประกอบการ คือการเชื่อมโยงทุกช่องทางในการให้บริการลูกค้า ไม่ว่าจะผ่านทีมงานขายมืออาชีพ การสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ (Makro PRO) และการซื้อที่สาขา เพื่อประสบ การณ์การซื้ออย่างไร้รอยต่อ (Omni-channel) ทำให้ลูกค้าเข้าถึงแม็คโครได้สะดวก รวดเร็ว” ธนิศร์ กล่าว
ด้าน สมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย ประธานคณะผู้บริหารธุรกิจโลตัส ประเทศไทย กล่าวว่า “Hybrid Wholesale” ที่แม็คโครได้พัฒนาขึ้นนี้เป็นโมเดลธุรกิจที่มีการผสมผสานความแข็งแกร่งของทั้ง 2 องค์กร โดยโลตัส มอลล์ เองจะนำความเชี่ยวชาญในการบริหาร Smart Community Center ศูนย์รวมการใช้ชีวิตแบบสมาร์ทของคนทุกวัยในชุมชน ซึ่งเป็นจุดแข็งของโลตัส เข้ามาสนับสนุนการขยายฐานลูกค้าให้แม็คโคร การจับมือกันครั้งนี้จะเป็นการสร้างโอกาสและประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการ
“Hybrid Wholesale”จึงเป็นการนำความเชี่ยวชาญของทั้งสองธุรกิจ มาตอบโจทย์ความต้องการของคู่ค้าทั้ง B2B และ B2C โดยจะมุ่งเน้นการทำตลาดในพื้นที่ชุมชนเป็นหลัก ซึ่งความร่วมมือระหว่างธุรกิจคาดจะทำให้มีโอกาสเติบโตของรายได้ และลดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ โดยที่ผ่านมา แม็คโครเองก็มีการปรับรูปแบบการขยายสาขาที่มีการเน้นให้ความสำคัญกับสาขาขนาดไม่ใหญ่นักประมาณ 4,000 ตารางเมตร

พร้อมกับหันไปทำตลาดแบบ Omni-channel โดยมีการเปิดตัวแอปพลิเคชัน “แม็คโคร โปร” ที่เข้ามาช่วยในการทำตลาดในรูปแบบดังกล่าว ทำให้สาขาขนาดใหญ่ไม่ใช่เป้าหมายในการลงทุนอีกต่อไป การนำพื้นที่มาเพิ่มเป็นสาขาในรูปแบบของ Hybrid Mall นอกจากจะช่วยเพิ่มแม่เหล็กในการเข้าถึงลูกค้าทั้ง 2 กลุ่มแล้ว ยังเป็นเรื่องของการบริหารพื้นที่ที่ทำให้ได้รีเทิร์นกลับมาค่อนข้างดี
สาขาในรูปแบบดังกล่าว ยังไม่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่อยู่ในแผนของการเปิดตัวโมเดลนี้ในระยะเวลาอันใกล้นี้ โดยปัจจุบัน เริ่มมีบางโลเคชั่นที่มีทั้งสาขาของแม็คโครและโลตัสไปเปิดอยู่ใกล้กัน อย่างสาขาถนนเลียบคลองสอง เขตคลองสามวา ที่มีทั้งแม็คโคร ฟู้ดเซอร์วิส และโลตัส ฟอร์แมตใหม่ที่เป็น Semi Outdoor ในคอนเซ็ปต์ที่ใกล้เคียงกับการเป็น Hybrid Mall หรือ Hybrid Model
ตามเป้าหมายที่วางไว้ต่อปีนั้น ธุรกิจค้าส่งภายใต้แบรนด์แม็คโคร คาดว่าจะเปิดเพิ่ม 8-10 สาขา ในประเทศ และ 2-4 สาขา ในต่างประเทศ ส่วนธุรกิจค้าปลีกภายใต้แบรนด์โลตัส คาดว่าจะเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ตเพิ่ม 3-4 สาขา ซูเปอร์มาร์เก็ต 10-14 สาขา และมินิซูเปอร์มาร์เก็ต 100-120 สาขา
เป็นอีกการขยับตัวที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว....