Holiday Pastry ร้านที่เติบโตจากการขายขนมบนออนไลน์เมื่อช่วง COVID-19 และได้พัฒนาต่อยอด สู่ ร้านขนมและ All Day Dining ที่เป็น Creative Dining Destination แห่งแรกและแห่งเดียวในไทย มุ่งปั้นแบรนด์ให้แตกต่างสไตล์ “The One & Only” ในทุกสาขา โดยขยายสาขาแรกที่โครงการ Ours เจริญนคร เป็นแฟล็กชิพสโตร์ขนาดใหญ่กว่าเดิม 3 เท่า มีพื้นที่รวม 400 ตารางเมตร และในปีนี้เองพร้อมส่งอีก 2 สาขาลงศูนย์การค้า คือ เซ็นทรัลเวิลด์ ซอฟท์โอเพนนิง กันยายนนี้ ตามด้วยโครงการ ดิเอ็มสเฟียร์ ปลายปี 66 คาดยอดขายปีนี้แตะ 100 ล้านบาท

ไท้-วสุวัส คูหาเปรมกิจ Co-Founder และ Brand Director บริษัท เดอะฮอลิเดย์ จำกัด เล่าให้ฟังถึงแผนการดำเนินธุรกิจว่า เริ่มต้นจากการเปิดร้านออนไลน์ เน้นขายผ่านเดลิเวอรีเพราะเปิดตัวในช่วง COVID-19 พอดี แต่แบรนด์มีแผนธุรกิจ 5 ปี (2020-2025) ชัดเจนตั้งแต่แรกว่าจะขยายธุรกิจ ดังนี้
2021 : เน้นการสร้าง Brand Awareness ให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและเน้นสร้างโฟลโลเวอร์และแฟนเบส ในช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างอีโคซิสเตมที่แข็งแรงให้กับแบรนด์
2022: เน้นเรื่องการสร้างแบรนด์ และสร้างภาพจำให้แบรนด์ชัดและแข็งแรงขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตของแบรนด์ในอนาคต จึงตัดสินใจเปิด Flagship Store โดยชูคอนเซปต์ที่ตอกย้ำความเป็น“The One & Only”พาทุกคนท่องเที่ยว ทั่วโลกผ่านจานอาหารและขนมรวมถึงธีมในการตกแต่งร้าน
2023 : เพิ่มทางเลือกเมนูที่หลากหลาย เสริมทัพอาหาร All Day Dining และขนมหวานกว่า 100 เมนู รวมทั้งขยายไปสู่บริการสั่งเค้กวันเกิดขนมไหว้พระจันทร์ และ Catering อีกด้วย
2024 : ขยายสาขา เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสกับประสบการณ์ Dining Destination รูปแบบใหม่ๆทั่วเมือง พร้อมกับ ไป Collaboration กับแบรนด์ระดับโลก และแตกแบรนด์เพิ่ม
2025 : ก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายธุรกิจ Food Retail พร้อมแตกแบรนด์ลูก และ ธุรกิจอื่นๆเพิ่มเติม
นอกจากแผนธุรกิจที่วางแผนมาอย่างดีในระยะยาวแล้ว กลยุทธ์การตลาดของ Holiday Pastry ก็แน่นไม่แพ้กัน ทำให้ Holiday Pastry ได้รับการตอบรับอย่างดีตั้งแต่เปิดตัว รายได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดปีละ 100% โดยกลยุทธ์ที่เป็น แกนหลักของ Holiday Pastry คือ กลยุทธ์ 3C ประกอบด้วย
Customer Experiences - เน้นสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า
Care for the quality - ใส่ใจในคุณภาพทั้งในเรื่องคุณภาพและรสชาติ
Creativity & innovativeness - ชูความคิดสร้างสรรค์และนำนวัตกรรมมาต่อยอด

อิน- สาริน รณเกียรติ Co-Founder และ Creative Director บริษัท เดอะฮอลิเดย์ จำกัด กล่าวเสริมว่า “เราไม่ได้เน้นแค่เรื่อง Customer Centric แต่เราให้ความสำคัญกับ Customer Obsession หรือสิ่งที่ลูกค้า ต้องการจริงๆ อย่างคอนเซ็ปต์ร้านเราตั้งใจมอบประสบการณ์แบบ Full Experience ให้กับลูกค้า เริ่มตั้งแต่จุดเล็กๆ ตั้งแต่การรังสรรค์เมนูขนมและอาหาร ไปจนถึงการตกแต่งร้าน จาน ชาม ชุดพนักงานล้วนผ่านการออกแบบอย่างดี เพื่อนำเสนอประสบการณ์ที่ดีที่สุดและอรรถรสสูงสุดให้กับลูกค้า โดยเมื่อลูกค้าเปิดประตูเข้ามาในร้าน จะได้กลิ่นหอมที่ เราคราฟต์ขึ้นมาเฉพาะ เสียงเพลงที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายเข้ากับบรรยากาศร้านที่ดีไซน์ให้กลิ่นอายของช่วงเวลาแห่งการ พักผ่อน ใช้โทนสีเหลืองสะท้อนช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกเติมเต็มด้วยรสชาติของอาหารและขนมที่รังสรรค์อย่างดีให้รสชาติอร่อยและมอบรสสัมผัสที่หลากหลาย มีเท็กเจอร์ที่มากกว่า 1 มิติในแต่ละเมนู”
ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ แม้ร้านจะเติบโตมาจากออนไลน์แต่ทางแบรนด์ให้ความสำคัญกับการบริการเป็นอย่างมาก
“อย่างการตอบแชทลูกค้า ผมนำอินไซต์จากการรับออร์เดอร์ตอบแชทลูกค้าเองในช่วง 2-3 เดือนแรกมาทำเป็นไบเบิ้ล เพื่อเทรนพนักงานเลยว่า ต้องตอบคำถามลูกค้า อย่างไร จนตอนที่เปิดร้าน ก็ยังให้ความสำคัญกับ การให้บริการ ของพนักงานตั้งแต่การต้อนรับพาลูกค้าไปนั่งที่โต๊ะ” อิน- สาริน กล่าวย้ำ
ในแง่ความท้าทายของธุรกิจของอาหารและขนม อิน- สาริน กล่าวถึงว่า “Food is Fashion” ธุรกิจอาหารก็เหมือน แฟชั่น มีเทรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ดังนั้น นอกจากจะฟังเสียงลูกค้า เรายังต้องตามเทรนด์ให้ทันและมีมูฟเมนต์ใหม่ที่ฉับไวเสมอ
ทางร้านจึงได้ร่วมงานกับแบรนด์ร้านอาหารด้วยกัน อาทิ Coach : แบรนด์ Hi Street ชื่อดังของอเมริกา Karun Thai Tea : แบรนด์ชาไทยพรีเมียม ล่าสุดได้จับมือกับ Jo's : แบรนด์พายบานอฟฟี่และไลฟ์สไตล์ แบรนด์ชื่อดังจากเชียงใหม่
อีกทั้งยังมีโปรเจ็กต์ที่จะร่วมงานกับแบรนด์ดังอื่น ๆ อีกมากมาย โดยได้เผยกับ BrandAge Online ว่าเทศกาลคริสต์มาสที่จะถึงนี้ก็มีอีกหนึ่งโปรเจ็กต์สุดพิเศษที่ร่วมมือกับแบรนด์กระเป๋าดังจากเกาหลี เตรียมส่งมอบความพิเศษให้ผู้บริโภคชาวไทย นอกจากนี้ในทุกไตรมาสไปจนถึงปีหน้าก็มีแพลนร่วมมือกับแบรนด์ในวงการอื่น ๆ ที่มีชื่อเสียงในระดับเอเชีย ไปจนถึง แบรนด์ระดับโลกอีกด้วย
ทางร้านเล็งเห็นว่าปัจจุบันลูกค้าหลักของ Holiday Pastry เป็นคนไทย 60% ชาวต่างชาติ 40% โดยฐานลูกค้าหลักที่เรามองไว้ คือ กลุ่มครอบครัว และนักท่องเที่ยว จึงวางแผนธุรกิจต่อเนื่องที่น่าสนใจ คือ
“แผนธุรกิจอีก 3 ปีข้างหน้าที่วางไว้ คือ อยากให้ Holiday Pastry เป็นมากกว่าแบรนด์ร้านอาหารและขนม แต่เป็น Food Retail ที่พร้อมต่อยอดธุรกิจในกลุ่มอาหารและขนมไปสู่การแตกแบรนด์ใหม่พร้อมนำเข้าแบรนด์อาหาร หรือขนมจาก ต่างประเทศมาเปิดในไทยไปจนถึงการแตกไลน์สินค้าภายใต้ Holiday Pastry โดยคาดว่า ปี 2566จะทำยอดขายแตะ 100 ล้านบาท และตั้งเป้าว่า ธุรกิจจะเติบโต 300% ภายใน 3 ปี และในอนาคตสามารถ เป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจอาหาร และขนม” ไท้-วสุวัส กล่าวทิ้งท้าย
