บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT พร้อมเปิดตัว “Hybrid Wholesale” สาขาแรกที่สมุทรปราการ ในวันที่ 5 ตุลาคม นี้ โดยโมเดลดังกล่าว เป็นโมเดลล่าสุดที่ถูกส่งเข้ามาเป็นการเชื่อมโยงระหว่างจุดเด่นของธุรกิจค้าส่ง (แม็คโคร) และค้าปลีก (โลตัส) ซึ่งเป็นธุรกิจที่อยู่ภายใต้การดูแลของ CPAXT มารวมในพื้นที่เดียวกัน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของชุมชนขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น
ความน่าสนใจของการเปิดสาขาในรูปแบบใหม่ตครั้งนี้ อยู่ที่ ซีพี แอ็กซ์ตร้า เลือกทำเลในการเปิดสาขาแรกที่สมุทรปราการ ซึ่งเป็นโลเกชั่นที่อยู่ใกล้เคียงกันกับการเปิดตัวสาขาแรกของ GO Wholesale ค้าส่งฟู้ด เซอร์วิสในเครือเซ็นทรัล รีเทล ที่มีแผนจะเปิดตัวสาขาแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 ตุลาคม นี้ ที่ถนนศรีนครินทร์ บริเวณด้านหน้าสโตร์แบรนด์ ไทวัสดุ × BnB Home สาขาสมุทรปราการ (ศรีนครินทร์-วงแหวนกาญจนาฯ)
ถือเป็นการรับน้องใหม่ไปในตัว ทั้งนี้ก็เพราะว่า เป็นการเปิดในโลเกชั่นที่ไม่ห่างกันนัก โดย Hybrid Wholesale สาขาที่จะเปิดนี้ เป็นการนำสาขาที่มีอยู่เดิมของโลตัส เข้ามาปรับปรุงใหม่ เพื่อให้ออกมาในคอนเซ็ปต์ที่ทาง ซีพี แอ็กซ์ตร้า วางไว้
ธนิศร์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารธุรกิจค้าส่งแม็คโคร ประเทศไทย เคยออกมาพูดถึง แนวทางการบริหารงานของแม็คโครใน “Hybrid Wholesale” ว่า เป็นการนำจุดแข็งของแม็คโคร ด้านสินค้าคุณภาพจากทั่วทุกภาคของประเทศไทย รวมถึงการคัดสรรวัตถุดิบจากแหล่งผลิตชั้นนำทั่วทุกมุมโลก ในราคาค้าส่งที่ดีที่สุด พร้อมความเข้าใจผู้ประกอบการและพันธมิตรทางธุรกิจ กว่า 34 ปี รวมถึงมอบสิทธิประโยชน์สุดพิเศษ คุ้มค่าทุกการใช้จ่ายเฉพาะลูกค้าสมาชิก (Makro PRO Point Loyalty Program)

ขณะที่อีกจุดเด่นที่สำคัญ ในการตอบโจทย์ผู้ประกอบการ คือ การเชื่อมโยงทุกช่องทางในการให้บริการลูกค้า ไม่ว่าจะผ่านทีมงานขายมืออาชีพ การสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ (Makro PRO) และการซื้อที่สาขา เพื่อประสบการณ์การซื้ออย่างไร้รอยต่อ (Omni-Channel) ทำให้ลูกค้าเข้าถึงแม็คโครได้สะดวก รวดเร็ว
การรับมือคู่แข่งของแม็คโคร ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกการปรับรูปแบบโมเดลสาขาครั้งใหม่ของผู้เล่นรายนี้เลยก็ว่าได้ หลังจากที่ก่อนหน้านั้น ทั้งแม็คโคร และโลตัส ต่างแยกกันทำตลาดออกมาอย่างชัดเจน เนื่องจากทั้งคู่มีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป โดยแม็คโคร จะทำตลาดกับกลุ่มผู้ประกอบการ B2B ขณะที่โลตัส มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนคือกลุ่ม B2C ซึ่งมีพฤติกรรมการช้อปที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง
โดยลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการ B2B ทั้งโชวห่วยและกลุ่ม HoReCa จะมีลักษณะการช้อปที่เข้ามาซื้อสินค้าและนำกลับไปประกอบธุรกิจของตัวเอง
ขณะที่กลุ่มลูกค้าของโลตัส จะมีการปรับรูปแบบไลฟ์สไตล์ในการช้อป จากแค่การมาซื้อสินค้าที่สโตร์เพียงอย่างเดียว มาสู่การตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบคนเมืองรุ่นใหม่ จึงมีการเติมเต็มสิ่งใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ในเรื่องดังกล่าวเข้าไปในพื้นที่ช้อปปิ้งมอลล์ โดยเฉพาะร้านอาหารและบริการในรูปแบบใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ในเรื่องดังกล่าวนี้ โดยธุรกิจค้าส่งภายใต้แบรนด์แม็คโคร คาดว่าจะเปิดเพิ่ม 8-10 สาขา ในประเทศ และ 2-4 สาขา ในต่างประเทศ ส่วนธุรกิจค้าปลีกภายใต้แบรนด์โลตัส คาดว่าจะเปิดไฮเปอร์มาเก็ตเพิ่ม 3-4 สาขา ซุปเปอร์มาเก็ต 10-14 สาขา และมินิซุปเปอร์มาเก็ต 100-120 สาขา
การผนึก 2 แบรนด์เข้ามาไว้ในพื้นที่เดียวกัน จึงน่าจะเป็นอีกความพยายามในการสร้างแรงดึงดูดเพิ่มขึ้นกับ 2 กลุ่มเป้าหมายดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ยังเป็นการรับมือกับการเข้ามาแชร์ตลาดของคู่แข่งที่เป็นยักษ์ใหญ่อย่าง GO Wholesale ที่จะชูเรื่องการสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่และแตกต่างจากที่มีอยู่เดิมในตลาด โดย สุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ ธุรกิจในเครือ CRC บอกเอาไว้ในงานแถลงข่าวเปิดตัว ว่า ในช่วงแรกของการเปิดตัว จะเน้นสาขาในฟอร์แมทเดียวคือขนาดใหญ่มีพื้นที่ 7,000 – 8,000 ตารางเมตร และจะให้ความสำคัญไปที่การสร้างแบรนด์ GO Wholesale ให้เป็นที่รู้จักเพื่อดึงลูกค้าให้มาที่สโตร์ เนื่องจากมองว่า สาขาที่เปิด จะเป็นทัชพ้อยท์ที่ดีในการสร้างแบรนด์ เนื่องจากมีการนำเสนอประสบการณ์ใหม่ๆ แบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน โดยเฉพาะกับการบริการ ที่จะมีพื้นที่ส่วนหนึ่งเปิดเป็นศูนย์ฝึกอบรมที่จะคอยให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำร้านอาหาร
“เราเริ่มต้นใหม่ โอกาสที่จะทำเรื่องของบริการและการสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างได้ง่ายกว่า โดยเราจะมองถึงความต้องการของลูกค้าเพื่อที่จะหาสินค้ามาแมทให้ตรงกับความต้องการของพวกเขา เป็นการ Customize ตามความต้องการของแต่ละคนได้ โดย GO Wholesale มีกลุ่มเป้าหมายหลัก 4 กลุ่ม คือ Food Retailers, Food Services, Food Lovers และกลุ่มโฮเรก้า ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนจาก Power of Network ของกรุ๊ป ประกอบไปด้วยศูนย์การค้า 110 แห่ง ที่ครอบคลุมใน 100 จังหวัด ทั้งในประเทศไทยและเวียดนาม ร้านอาหารกว่า 6,750 ร้าน และ โรงแรม 93 แห่ง”
ถือเป็นอีกการปะทะกันของ 2 ยักษ์ใหญ่ในสมรภูมิค้าส่งของบ้านเรา.....