เชื่อว่าในมือถือของคนไทยเกือบทุกเครื่อง มี “ไลน์” เจ้าแอปฯ แชทสีเขียวติดเครื่องอยู่เสมอ! เป็นเวลานานกว่า 12 ปีแล้วที่ไลน์ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ ภายใต้ mission ของไลน์คือ Closing the Distance คือทำอย่างไรเพื่อให้คนสื่อสารกันได้ง่ายยิ่งขึ้น ลดระยะห่างระหว่างผู้ใช้งาน ข้อมูล และธุรกิจผ่านเครื่องมือต่าง ๆ
เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ไลน์ได้นำพันธกิจนี้ไปสร้าง Life on LINE เป็น User Friendly Platform ที่คนใช้งานได้ตลอด 24/7 ด้วยความเชื่อที่ว่าคนจะค่อย ๆ ย้ายเข้ามาใช้ชีวิตในโลกออนไลน์มากยิ่งขึ้น กระทั่งได้ COVID-19 มาเป็นตัวเร่ง การเข้าสู่ Digital Ecosystem จึงมีความเป็นไปได้สูงขึ้น
เห็นได้ชัดจากตัวเลขบัญชีผู้ใช้จาก 44 ล้านคนในปี 2019 ได้โดดขึ้นมาเป็น 54 ล้านคนในปีนี้ และยังมีจำนวน LINE Official Account เพิ่มขึ้นจาก 2 ล้านเป็น 6 ล้านบัญชี ที่สะท้อนให้เห็นเทรนด์การเปิดร้านค้าออนไลน์ที่กลายเป็น Now Normal ไปแล้ว ทางภาครัฐเองก็นำมาประยุกต์ใช้ในการขยายบริการต่าง ๆ อย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตและส่วนภูมิภาค ที่ผู้ใช้งานสามารถชำระค่าไฟผ่าน Line OA ได้ทันที
ดังนั้น ไลน์จึงไม่ได้เป็นแค่ Communication Platform แต่ยังเป็น CRM Solutions ของนักธุรกิจยุคใหม่ และเป็น Hyper-Localization Technology Platform พร้อมจะคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ โดยมีพฤติกรรมผู้บริโภคในพื้นที่เป็นสารตั้งต้น อย่าง LINE MAN ก็เป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จ ที่นำความเป็นคนรักการกินของคนไทยมาต่อยอดเป็นแพลตฟอร์มใหม่
แล้วมีพฤติกรรมอะไรของคนไทยอีกบ้างที่ไลน์รู้? วันนี้ BrandAge Online สรุปมาให้แล้ว!
ถึงบอกไปก็เชื่อว่าหลายคนคงไม่แปลกใจ ที่ไลน์กรุ๊ปแชทมีการเติบโตมากถึง 56% รวมแล้วราว ๆ 10 ล้านกรุ๊ปแชท โดยแบ่งเป็น แชทครอบครัวเฉลี่ย 4 กรุ๊ป แชทเพื่อการศึกษาเฉลี่ย 5 กรุ๊ป แชทไว้เม้าท์กับเพื่อนเฉลี่ย 7 กรุ๊ป และแน่นอนว่ามากที่สุดคือ กรุ๊ปทำงานเฉลี่ย 9 กรุ๊ปเลยทีเดียว
ในจำนวน 10 ล้านกรุ๊ปแชท หากคิดเป็น % แล้วจะได้ผู้ใช้งานในแง่การศึกษา 27% ใช้ทำงาน 77% ใช้ติดต่อกับครอบครัว 80% และเม้าท์กับเพื่อนมากถึง 82% จนสามารถเรียกได้ว่าคนไทยไม่ได้ใช้กรุ๊ปแชทไว้สื่อสารกันเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ทำเกือบทุกอย่างในชีวิตไปเสียแล้ว
มากไปกว่านั้น ยังพบว่ากลุ่มผู้สูงอายุที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับลูกหลาน จะ active มากกว่าผู้สูงอายุที่อยู่กับลูกหลานมากถึง 24% เพราะระยะทางทำให้ความคิดถึงมากขึ้น จึงไม่แปลกที่คุณตาคุณยายทางไกลจะขยันส่งรูปมาสวัสดีเราในทุก ๆ วัน และกรุ๊ปแชทสามารถกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง Generation ได้มากกว่า 77% นี่เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าคนไทยสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้กับวัฒนธรรมครอบครัวดั้งเดิมได้ดี
ส่วนในกลุ่มพี่สาวชาวออฟฟิศ จากเดิมในปี 1990-2010 ที่ใช้เมล์ส่งไฟล์หากัน กว่าจะรู้เรื่องรู้ราวก็หมดไปแล้วเกือบวัน เมื่อมีไลน์เข้ามาการทำงานก็เริ่มคล่องตัวมากขึ้น ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรก ๆ ที่ใช้ไลน์ในการทำงาน (น่าภูมิใจไหมเนี่ย) ด้วยเหตุผลที่ว่าใคร ๆ ก็มีไลน์ หากจะใช้ไลน์ในการติดต่องานกัน ก็คงจะสะดวกขึ้นเป็นกอง
วัยทำงาน 25-45 ปี มีการใช้งานเยอะที่สุด ในจำนวนนั้นมีคนอายุ 35-39 ปีที่ถือว่าเป็น Sandwich Generation มีความเคลื่อนไหวบ่อยที่สุด เพราะช่วงอายุประมาณนี้ส่วนมากเป็นหัวหน้าที่ทำงาน ต้องคอยทวงงานลูกน้องในกรุ๊ปแชทนั่นเอง และจากการสำรวจพบว่า ชาว Digital Workers มากกว่า 83% ต้องคอยอัปเดตงานในกรุ๊ปไลน์ตลอดเวลา จนสูญเสีย Work-Life Balance กันถ้วนหน้า
นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมการใช้สติกเกอร์ไลน์ของคนไทย ทำให้บรรยากาศในการทวงงานดูซอฟต์ลง โดยมีพี่หมีบราวน์โค้งคอยรับจบทุกบทสนทนา แต่จะดีแค่ไหนถ้าเรามีสติกเกอร์เซ็ตอื่นมาช่วยโค้งแทนพี่บราวน์?
ไลน์จึงผุด Line Sticker Premium เป็นโมเดล Subscription สติกเกอร์แบบรายเดือนและรายปี สามารถเข้าถึงสติกเกอร์มากกว่า 9 ล้านเซ็ต (ที่อยู่ใน Store แล้ว 6 เดือนขึ้นไป) มาพร้อมฟีเจอร์เลือกสติกเกอร์ที่ถูกใจ AI จะช่วยกรองว่าเราชอบสติกเกอร์แบบไหน เหมาะกับสถานการณ์ใดบ้าง และยัง record ว่าเราใช้สติกเกอร์เซ็ตไหนบ่อยที่สุด
มีให้เลือกใช้ 2 แพ็คเก็จ คือแบบ Basic และ Deluxe
- Basic เริ่มต้นที่ 69 บาทต่อเดือน หรือ 699 บาทต่อปี สามารถเข้าถึงสติกเกอร์มากถึง 9 ล้านเซ็ต และมี AI แนะนำสติกเกอร์ที่เราอยากใช้ให้ด้วย
- Deluxe เริ่มต้นที่ 139 บาทต่อเดือน หรือ 1,300 บาทต่อปี เพิ่มเติมคือสามารถเข้าถึงธีมไลน์มากกว่า 1.5 ล้านธีม และอีก 1.2 แสนอีโมจิ
ซึ่งหัวใจหลักของการทำ Line Sticker Premium คือทำให้คนใช้สติกเกอร์ได้สนุกขึ้น และช่วยให้ Creator ถูกค้นพบมากขึ้น นำมาสู่การสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งให้กับ Users กับ Creators ให้อยู่ด้วยกันอย่างแฮปปี้
What’s next?สิ่งที่เราคาดว่าจะได้เห็นเร็ว ๆ นี้ คือการขยายอายุการจัดเก็บไฟล์ จากที่ไฟล์มีอายุเพียง 2 สัปดาห์นับจากวันที่ส่ง ก็สามารถเก็บไฟล์ไว้ในแชทได้ถาวร หรืออาจมีการพัฒนาให้แยกโฟลเดอร์เก็บไฟล์ได้ และยังมีฟีเจอร์นัดกินข้าวกับเพื่อน ที่มีเครื่องมือให้ใช้ตั้งแต่การนัดวัน เลือกร้านที่แนะนำจาก LINEMAN WONGNAI ไปจนถึงหารค่าอาหารกันอีกด้วย
และนั่นคือ
“LINE GROUPCHAT SOLUTIONS” เบื้องต้นจะโฟกัสไปที่ Groupwork Solutions (ภายในปี 2023-2024) มุ่งสู่การเป็น Open Platform ที่พร้อมเปิดรับการเชื่อมต่อกับหลากหลายเทคโนโลยีนำสมัย นำมาซึ่งผลิตภัณฑ์และบริการที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนไทย ทั้งในด้านผู้ใช้งาน ธุรกิจ และพันธมิตร เพื่อหาคำตอบที่ดีที่สุดให้กับ Work-Life-Family Balance
โดยดำเนินผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่
- Extensive Plug-Ins เปิดการเชื่อมต่อกับระบบหรือโซลูชั่นอื่น ๆ อย่างหลากหลาย ทั้งโซลูชั่นที่คิดค้นเพิ่มเติมโดย LINE เอง และระบบที่พาร์ทเนอร์หรือนักพัฒนาทั่วไปได้พัฒนาขึ้นมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสรรค์สร้างผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ผู้ใช้ชาวไทยในมิติที่กว้างและลึกขึ้น
- Data Utilization ส่งเสริมให้พันธมิตรและนักพัฒนาสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพอย่างไร้รอยต่อ นำไปสู่การใช้ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตได้อย่างแท้จริง
- Performance Marketing เพิ่มประสิทธิภาพทางการตลาดบนแพลตฟอร์ม ด้วยศักยภาพการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลที่แข็งแกร่งขึ้น สร้างการเติบโตให้ภาคธุรกิจผ่านโซลูชั่นต่าง ๆ ของ LINE ได้อย่างยั่งยืน
- Privacy Focused คงไว้ซึ่งการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อย่างเคร่งครัด
ปู 3 โร้ดแมป ยกระดับเทคโนโลยี 1. Customer Data Toolsเพิ่มขีดความสามารถในจัดการข้อมูลลูกค้าผ่านเครื่องมือ MyCustomer ในการเก็บรวบรวม 1st Party Data ของผู้บริโภค โดยให้อำนาจร้านค้าในการเข้าถึงและจัดการข้อมูลได้มากกว่าที่เคย ภายใต้ขอบเขตการยินยอมจากผู้บริโภคตามกฎหมาย โดยมีแผนการเปิดตัว MyCustomer สำหรับกลุ่มธุรกิจรายย่อย (SME) และในอนาคต สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ต้องการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อการทำ CRM โดยเฉพาะ
2. Ads Improvementปรับปรุงเครื่องมือสำหรับการโฆษณาบน LINE ให้สามารถวิเคราะห์ ประยุกต์ใช้ข้อมูลที่แบรนด์ได้มาเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น อาทิ การเพิ่ม Segment ในการหากลุ่มเป้าหมายผ่าน Persona Targeting ให้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น และการเปิดให้ภาคธุรกิจ ร้านค้า สามารถนำข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคบน LINE SHOPPING มาวิเคราะห์แบ่งกลุ่ม เพื่อการยิงโฆษณาผ่าน LINE ADS ได้แม่นยำและครอบคลุมขึ้นกว่าเดิม เป็นต้น
3. API & Plug-Inเปิดขยายการเชื่อมต่อ API ให้มีความหลากหลายและตอบโจทย์เฉพาะด้านได้อย่างครอบคลุมขึ้น อาทิ LINE SHOPPING API, Messaging API รวมถึงแผนการเปิดตัว LINE OA Plus Plug-in Store แหล่งรวมโซลูชั่นสำหรับนักพัฒนานอกองค์กร LINE ในการนำเสนอโซลูชั่นใหม่ ๆ และยังเป็นโอกาสสำหรับภาคธุรกิจไทย ในการมองหาโซลูชั่นให้ตรงกับความต้องการ
LINE ประเทศไทยมุ่งเน้นพัฒนาโซลูชั่นและบริการต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านของคนไทย ผ่านโอกาสที่เปิดกว้างบน LINE ให้นักพัฒนาทั้งในและนอกองค์กรได้มีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์มเปิดแห่งนี้ สู่การขับเคลื่อนประเทศ พร้อมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตผู้คนด้วยเทคโนโลยีอย่างไร้ขีดจำกัด