กลายเป็นข่าวฮอตชั่วข้ามคืน สำหรับข่าวที่ สำนักข่าว Bloomberg สื่อวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจ ออกมารายงาน เมื่อ 5 ตุลาคม 2023 ว่า มหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยติดอันดับต้นๆ ของไทย “เจริญ สิริวัฒนภักดี” ซึ่งเป็นผู้บริหารเครือธุรกิจ ThaiBev, TCC และ BJC มีแผนจะเดินหน้าโมเดลธุรกิจใหม่ โดยจะเปลี่ยนร้านโชห่วย หรือร้านขายของชำแบบดั้งเดิมราว 30,000 แห่งทั่วประเทศ ให้กลายเป็นร้านสะดวกซื้อเพื่อให้บริการต่างๆ แบบ one-stop-service ภายในอีก 4 ปีข้างหน้า
ข่าวนี้ ทำให้ ชื่อของร้าน “โดนใจ” กลับมาติดหูคนไทยอีกครั้ง หลังจากที่เปิดตัวแบบซอฟท์ล้อนช์มาตั้งแต่ปี 2564 โดยกลุ่ม TCC ของคุณเจริญ มอบหน้าที่ในการขยายร้านโดนใจให้กับ บีเจซี ที่มีเขยคนเล็กอย่าง อัศวิน เตชะเจริญวิกุล เป็นคนดูแล โดยมอบหมายหน้าที่ในการทำร้านโดนใจให้กับลูกสาวคนเล็กของตัวเองคือคุณฐาปณี เตชะเจริญวิกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีเจซี เข้ามาเป็นแม่ทัพคนสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ
การเปิดตัวโมเดลเครือข่ายร้านโชห่วย “โดนใจ” ของบีเจซี นั้น ถือเป็นอีกความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะนอกจากมีการมองถึงตัวเลขการดึงร้านโชห่วยเข้ามาเป็นเครือข่ายร้านโดนใจในตัวเลข 30,000 ราย ภายใน 5 ปีนับจากนี้เท่านั้น
แต่ยังเป็นการเข้าไปติดอาวุธในการทำธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ให้กับโชห่วย โดยนำระบบ POS มาใช้ ทำให้สามารถรู้ว่าจะขายอะไร ให้กับใคร โดยไม่ต้องไปกังวลเรื่องของการบริหารจัดการสต็อกสินค้าที่ถือเป็น Pain Point สำคัญที่ผู้ประกอบการร้านโชห่วยมักเจอปัญหามาตลอด ซึ่งการที่ไม่ต้องสต็อกสินค้า นั่นหมายถึงว่า สามารถช่วยลดต้นทุนส่วนเกินที่เป็นปัญหาใหญ่ของการทำร้านโชห่วย

คุณฐาปนี เคยให้สัมภาษณ์ไว้ เมื่อปลายปีที่แล้วที่เป็นงานแถลงข่าวเปิดตัวว่า ข้อแตกต่างระหว่างเครือข่ายร้านโดนใจกับเครือข่ายร้านโชห่วยของรายอื่นๆ ก็คือ การมีความยืดหยุ่นและมีทางเลือกที่หลากหลายให้กับผู้ประกอบการร้านโชห่วยที่จะเข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายร้านโดนใจ โดยมีขนาดหรือไซส์ของร้านตั้งแต่ร้านขนาดเล็กหรือไซส์ XS ไปจนถึงขนาดใหญ่หรือไซส์ L ที่มีขนาดใกล้เคียงกับร้านคอนวีเนียนสโตร์ทั่วไป หรือมีปริมาณการสั่งสินค้าเข้าร้านตั้งแต่ 150,000 – 500,000 บาท
ความยืดหยุ่นที่ว่านี้ จะออกมาทั้งในเรื่องของการตกแต่งหน้าร้าน เจ้าของร้านค้าจะเป็นผู้ปรับปรุงตกแต่งร้านเอง โดนใจลงทุนอุปกรณ์ภายในร้าน อาทิ พื้น, ฝ้า, ไฟ, สี (ขึ้นอยู่กับสภาพร้าน) หรือแม้กระทั่งการอนุญาตให้ร้านค้าสั่งสินค้าท้องถิ่นเข้ามาวางจำหน่ายในร้านตามสัดส่วนที่กำหนด รวมถึงไม่ได้กำหนดเวลาการเปิด-ปิดร้านค้าตายตัวแบบระบบแฟรนไชส์ แต่ใช้วิธีให้คำแนะนำแทน

รวมถึงการมีขนาดของร้านให้คู่ค้าได้เลือกตามความเหมาะสมทั้งสิ้น 4 ขนาด คือ
1. ไซส์ XS พื้นที่ขายไม่เกิน 20 ตารางเมตร สินค้าไม่น้อยกว่า 600 รายการ ใช้เงินลงทุนสูงสุด 191,838 บาท
2. ไซส์ S พื้นที่ขายไม่เกิน 40 ตารางเมตร สินค้าประมาณ 1,000 รายการ ใช้เงินลงทุนสูงสุด 268,319 บาท
3. ไซส์ M พื้นที่ขาย 40-80 ตารางเมตร สินค้าประมาณ 2,000 รายการ ใช้เงินลงทุนสูงสุด 411,445 บาท
4. ไซส์ L พื้นที่ขาย 80-120 ตารางเมตร สินค้ามากกว่า 2,400 รายการ ใช้เงินลงทุนสูงสุด 526,292 บาท
“ข้อดีอีกอย่างก็คือ เราจะเข้าไปลงทุนในเรื่องของการตกแต่งร้านให้ ในสัดส่วน 55% อีก 45% จะเป็นการลงทุนในรูปแบบของเงินประกันจากเจ้าของร้าน โดยมีการนำระบบ POS ที่พัฒนาโดยบีเจซีเข้าไปติดตั้งให้ โดยมีค่าเชื่อมระบบเดือนละ 1,800 บาท มีระยะสัญญา 3 ปี ซึ่งทางเราจะเข้าไปซัพพอร์ตเรื่องสินค้าที่จะขายเข้าร้านโดยใช้เครือข่ายของบิ๊กซีที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศกว่า 200 สาขา เป็นตัวสนับสนุน โดยสินค้าที่ขายในร้านจะเป็นสินค้าที่สั่งจากเรา 95% ที่เหลืออีก 5% เป็นสินค้าที่ทางร้านค้าสามารถหามาวางขายได้เอง”
ก่อนหน้าที่จะทำเครือข่ายร้านโดนใจนั้น เชนค้าปลีกในเครือของบีเจซีอย่างบิ๊กซี มีลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการร้านโชห่วยประมาณ 60,000 ราย การมองถึงตัวเลขการปั้นเครือข่ายร้านโดนใจ 30,000 ร้านค้าภายใน 5 ปี จึงถือเป็นการสร้างลูกค้าร้านโชห่วยที่มีการสั่งซื้ออย่างต่อเนื่องจากบิ๊กซี
ถือเป็น วิน วิน เกม เพราะร้านโชห่วยเอง จะได้ระบบการบริหารจัดการที่ทันสมัยเข้ามาช่วยในการทำธุรกิจโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากนัก ขณะที่บีเจซีเอง นอกจาก การได้ยอดสั่งซื้อที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังได้ในเรื่องของดาต้าที่เป็นการซื้อจริงของผู้บริโภคในแต่ละชุมชน
การเข้าถึงดาต้าจำนวนมหาศาลนี้ สามารถนำมาต่อยอดในการทำธุรกิจได้ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ โดยบีเจซี มีการมองถึงการลงทุนทำแวร์เฮ้าส์เพื่อรองรับการกระจายสินค้าในระยะยาวเมื่อตัวเลขของเครือข่ายร้านโดนใจมีเพิ่มมากขึ้น
ร้านโดนใจ จะแตกต่างจากเครือข่ายร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ของกลุ่มซีพี อย่างชัดเจน โดยไม่ใช่เป็นคอนวีเนียนสโตร์ในรูปแบบเดียวกันกับร้านเซเว่น อีเลฟเว่น แต่น่าจะออกมาในลักษณะของการเป็นโมเดิร์น โชห่วย ที่มีระบบบริหารจัดการร้าน รวมถึงระบบหลังบ้านที่ทันสมัย

ขณะเดียวกัน ยังเป็นเครือข่ายร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้ารากหญ้าลงลึกในระดับหมู่บ้านในต่างจังหวัด ซึ่งการมีเครือข่ายร้านค้าปลีกในรูปแบบดังกล่าว ส่งผลบวกอย่างมหาศาล โดยเฉพาะกับการเข้าถึงดาต้าที่สามารถนำมาต่อยอดไปยังธุรกิจในมือของเสี่ยเจริญได้เป็นอย่างดี
นอกจากจะทำในเมืองไทยแล้ว เครือข่ายร้านโดนใจยังถูกนำไปปรับใช้ที่เวียดนามภายใต้ชื่อ “ซาโต๊ด” (Gia Tot) ซึ่งตลาดเวียดนามมีจำนวนตัวเลขร้านโชห่วยถึงกว่า 700,000 ร้านค้า โดยมีเข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายร้าน ซาโต๊ด แล้วประมาณ กว่า 100 ราย ซึ่งที่เวียดนาม บีเจซี มีเชนร้านค้าส่งภายใต้ชื่อ MM และร้านคอนวีเนียนสโตร์ภายใต้แบรนด์ บี สมาร์ท ที่ทำตลาดในเวียดนามมาหลายปี และในเร็วๆ นี้ น่าจะถูกปรับเปลี่ยนหรือรีแบรนด์มาเป็นบิ๊กซี ที่หมดสัญญาการให้สิทธิ์ใช้ชื่อแบรนด์กับกลุ่มเซ็นทรัลในเวียดนามแล้วในปัจจุบัน
ขณะที่เครือข่ายร้านค้าปลีกที่อยู่ภายใต้การดูแลของบีเจซีนั้น นอกจากร้านโดนใจที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีร้านโมเดิร์นเทรดอย่างบิ๊กซี ที่มีทั้งฟอร์แมทไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ ซูเปอร์มาร์เก็ต และมินิบิ๊กซี ร้านค้าปลีกคอนวีเนียนสโตร์ โดยบิ๊กซี ถูกวางไว้ให้เป็นเครือข่ายร้านค้าปลีกโมเดิร์นเทรดที่ใช้รุกออกไปในตลาด CLMV ซึ่งนอกจากในเวียดนามแล้ว ยังมีสาขาในกัมพูชา และลาว โดยในกัมพูชา บีเจซี มีการเข้าไปซื้อกิจการร้านคอนวีเนียนสโตร์ท้องถิ่นอย่างกีวี มาร์ท และกำลังปรับเปลี่ยนให้เป็นมินิบิ๊กซี อยู่ในขณะนี้
ทั้งหมดจะถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกัน เพื่อให้กลายเป็นธุรกิจปลายน้ำในการเข้าถึงลูกค้าที่ไม่ใช่แค่เมืองไทย แต่มันคือภูมิภาคอาเซียน.....