หากกล่าวถึงนิยามของคำว่า “ความยั่งยืน” ในมุมมองของคนทั่วไปจะเข้าใจว่าเป็นการกระทำใดๆ ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งแท้จริงแล้วหมายถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสังคม สิ่งแวดล้อม และกำไรไปพร้อมๆ กันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยที่ไม่สร้างภาระให้โลกมากไปกว่านี้
ดังนั้น ความยั่งยืนจึงไม่ได้ถูกจำกัดให้อยู่ในกรอบของสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังอยู่ในมิติของ “คน” เพราะพื้นฐานของความเป็นอยู่ที่ดี ต้องเริ่มจากการปลูกฝังค่านิยมที่ดีให้คนในสังคมเสียก่อน
หนึ่งในแนวคิดเจ้าปัญหาที่เห็นได้ชัดคือการไม่เคารพใน “ความแตกต่าง” ทั้งชาติพันธุ์ เพศ หรือค่านิยมด้านความงามที่เปลี่ยนไปทุกยุคสมัย หลายชีวิตถูกกดทับด้วยมาตรฐานที่สังคมกำหนดไว้ นำมาสู่สังคมที่เลือกปฏิบัติแม้แต่กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน จึงไม่แปลกที่คนจะขาดความมั่นใจได้ง่ายๆ ซึ่งบริษัทความงามชั้นนำอย่าง
“ลอรีอัล กรุ๊ป” (L’Oréal Groupe) ที่หวังสร้างความงามที่ขับเคลื่อนโลก (Create the Beauty that Moves the World) มีหรือจะเพิกเฉยต่อปัญหาใหญ่ขนาดนี้?
เล่าก่อนว่า
ลอรีอัล กรุ๊ป ในประเทศไทย ไม่ได้เป็นเจ้าของแบรนด์ลอรีอัล ปารีสเพียงแบรนด์เดียวเท่านั้น แต่นำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์ระดับสากล ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อุปโภค ผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง ผลิตภัณฑ์ช่างผมมืออาชีพ และผลิตภัณฑ์เวชสำอาง โดยมีแบรนด์ในเครือมากถึง 15 แบรนด์ดัง เช่น Garnier, Maybelline New York, Lancôme, Biotherm, Kiehl's, Shu Uemura, YSL Beauty, La Roche-Posay และ Kérastase เรียกได้ว่าอยู่เคียงคู่ความงามทุกรูปแบบเลยทีเดียว
ถึงแม้จะต่างแบรนด์ แต่ทุกแบรนด์ในเครือลอรีอัลก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือสร้างผลกระทบเชิงบวกให้สังคมและสิ่งแวดล้อมผ่านการใช้
“คน” เป็นพลังขับเคลื่อนโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น เชื่อมั่นในความหลากหลาย ความเท่าเทียม และความไม่แบ่งแยก (Diversity, Equity & Inclusion) พร้อมหยิบยื่นโอกาสให้ทุกคนไม่ว่าจะผู้หญิง ผู้สูงวัย ผู้พิการ รวมถึงใครก็ตามที่ฝันใฝ่ถึงโลกที่ทุกความงามได้รับการยอมรับ
แล้วลอรีอัลช่วยขับเคลื่อนโลกด้วยความงามอย่างไรบ้าง?
การเคารพในความหลากหลาย คือหัวใจของสังคมที่น่าอยู่เพราะโลกใบนี้ไม่ได้มีคนเพียงแค่กลุ่ม 2 กลุ่ม แต่ยังมีความหลากหลายอีกมากมายให้ทุกคนได้ทำความรู้จัก ลอรีอัลจึงพยายามเป็นบริษัทที่
“มีความหลากหลายให้มากเท่าผู้บริโภค” สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกเพศสภาพ เพื่อมีส่วนร่วมในการต่อต้านการคุกคามทางเพศและความรุนแรงทุกรูปแบบ และลอรีอัลยังไม่แบ่งแยกเพื่อนร่วมงานผู้มีภาวะทุพพลภาพ มอบโอกาสให้พวกเขาได้แสดงศักยภาพร่วมกับพนักงานคนอื่นๆ อย่างเท่าเทียมอีกด้วย
มากไปกว่านั้น ลอรีอัลยังมุ่งมั่นที่จะกระชับช่องว่างระหว่างวัยที่แตกต่างกัน ลบสถานะทางเศรษฐกิจ สังคม และเพิ่มความหลากหลายของชาติพันธุ์ เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการทลายขีดจำกัดมาตรฐานของความงามได้ พร้อมกับสร้างการตระหนักรู้ในเรื่องความหลากหลายให้ทุกคนในบริษัท การที่ลอรีอัลใส่ใจกับประเด็นทางสังคมและกลุ่มคนชายขอบขนาดนี้ BrandAge จึงไม่แปลกใจหากลอรีอัลจะเป็น Dream Job ที่คนรุ่นใหม่ไฟแรงอยากร่วมงานด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น ลอรีอัลยังมีโครงการจัดซื้อจัดจ้างผู้ขาดโอกาสทางสังคม (Solidarity Sourcing) เพื่อเป็นการส่งเสริมให้การจัดซื้อทั่วโลกของลอรีอัล มาจากซัพพลายเออร์ที่รับคนที่อยู่ในกลุ่มเปราะบางเข้าร่วมบริษัท เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงงานและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยดำเนินโครงการกว่า 365 โครงการใน 61 ประเทศ และช่วยเหลืออีก 89,093 ชีวิตให้มีอาชีพซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2020 ถึง 7,955 คน
ปัจจุบัน ลอรีอัลเปิดโอกาสด้านอาชีพให้คนรุ่นใหม่อายุต่ำกว่า 30 ปี กว่า 25,000 ทุกปี จ้างงานผู้สูงวัยที่มีอายุมากกว่า 50 ปี เป็นจำนวนกว่า 13,000 ราย และสร้างโอกาสการทำงานให้ผู้ที่ขาดโอกาสกว่า 85,000 คนในปี 2022 จากโครงการจัดจ้างโดยไม่แบ่งแยก ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ ไม่เพียงแต่เพื่อให้ลอรีอัลบรรลุภารกิจก้าวเป็นผู้นำด้านความงามที่ครอบคลุมทุกกลุ่มเท่านั้น แต่เป็นกุญแจดอกสำคัญในการเปิดประตูสู่โลกที่ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัยและเท่าเทียม
ส่งมอบพลังหญิง ให้กับเพื่อนหญิง
นอกจากประเด็นความหลากหลายที่ลอรีอัลให้ความสำคัญแล้ว ยังมีจุดยืนเคียงข้างสตรีทั่วโลก (Women Empowerment) จัดตั้ง “L’Oréal Fund for Women” กองทุนการกุศลเพื่อสนับสนุนสตรีกลุ่มผู้เปราะบางในปี 2020 ร่วมมือกับแบรนด์ต่างๆ ในเครือ โดยให้ความช่วยเหลือเพื่อนผู้หญิงรวมกว่า 7 แสนชีวิต และยังมีผู้หญิงอีก 2 ใน 3 จากโครงการจัดจ้างโดยไม่แบ่งแยก ที่ได้รับโอกาสสร้างงานสร้างรายได้จากกองทุนดังกล่าวอีกด้วย