123 ปี คือระยะเวลาที่รายงาน Global Gender Gap Report 2025 ของ World Economic Forum ระบุว่า โลกยังต้องใช้เวลาอีกยาวนานอีกนับ 100 ปี หากยังพัฒนาในอัตราเดิมเพื่อให้ “ผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แม้หลายประเทศจะพัฒนาไปมากเพียงใด แต่โครงสร้างความเหลื่อมล้ำยังคงฝังลึกในระดับสังคมและเศรษฐกิจ
ในบริบทของประเทศไทย แม้จะอยู่ในระดับที่ดีกว่าหลายประเทศ แต่ก็ยังมีช่องว่างที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะบทบาทของผู้หญิงในระบบเศรษฐกิจที่ยังไม่เต็มศักยภาพ ข้อมูลชี้ว่า ผู้หญิงไทยใช้เวลากับงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนมากกว่าผู้ชายถึง 3.3 เท่า ขณะที่แรงงานนอกระบบซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 50% ของประเทศก็มีผู้หญิงเป็นส่วนสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นด้านความรุนแรงทางเพศและการเข้าถึงโอกาสที่ยังคงเป็นโจทย์ท้าทาย
อินไซต์เหล่านี้เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้บริษัท ลอรีอัล ประเทศไทย จำกัด เลือกใช้ความเชี่ยวชาญด้านความงาม เป็นเครื่องมือในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ผ่านโครงการ “Beauty for Better Life” โครงการที่มุ่งพัฒนาทักษะอาชีพด้านเสริมสวยให้แก่สตรีและกลุ่มเปราะบางเพื่อสร้างโอกาสในการมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ที่ดำเนินงานในกว่า 23 ประเทศทั่วโลก โดยมีเป้าหมายในการสร้างทักษะอาชีพให้ผู้หญิงสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน

สำหรับประเทศไทย โครงการดังกล่าวได้ถูกนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของสังคม โดยเน้นการพัฒนาทักษะด้านเสริมสวย ซึ่งเป็นอาชีพที่สามารถเข้าถึงได้จริงและต่อยอดเป็นรายได้ในระยะยาว ความร่วมมือนี้เกิดขึ้นระหว่างบริษัท ลอรีอัล ประเทศไทย จำกัด และกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมีภารกิจหลักในการดูแลและพัฒนาศักยภาพของกลุ่มสตรีและครอบครัวทั่วประเทศ
ความร่วมมือระหว่างทั้ง 2 ภาคส่วนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2566 ภายใต้โครงการสอนทักษะอาชีพเสริมสวยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต “Beauty for a Better Life” และได้พัฒนาเป็นโมเดลการทำงานที่เน้นทั้ง “ทักษะ” และ “ผลลัพธ์จริง” ไม่ใช่เพียงการฝึกอบรมเพื่อจบหลักสูตร แต่มีการติดตามผลและต่อยอดสู่การมีอาชีพ
จตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในระยะที่ 1 ของโครงการสอนทักษะอาชีพเสริมสวยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต “Beauty for a Better Life” ที่ทางกรมฯ ได้ดำเนินการร่วมกับลอรีอัลตั้งแต่ปี 2566 สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงประจักษ์ได้อย่างชัดเจน โดยมีผู้เข้ารับการอบรมแล้วกว่า 600 คน ในหลายพื้นที่ และมากกว่า 70% สามารถนำทักษะไปประกอบอาชีพจริง สร้างรายได้ และนำไปใช้ในครัวเรือนเพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของสตรีและกลุ่มเปราะบาง ที่ผ่านมา กรมฯ ได้เพิ่มการฝึกอบรมในศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว ใน 6 จังหวัด ร่วมกับลอรีอัล และพร้อมเพิ่มการฝึกอบรมในจังหวัดอื่นๆ เพื่อขยายผลในระยะที่ 2
หนึ่งในกลไกสำคัญคือการพัฒนา “ครูฝึก” หรือ Train the Trainer ซึ่งมุ่งสร้างบุคลากรที่มีทักษะขั้นสูง ทั้งในด้านเทคนิค เช่น การทำสีผมระดับมืออาชีพ และทักษะการบริการ (Soft Skills) เพื่อให้สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ได้อย่างมีคุณภาพ โดยดำเนินการแล้ว 4 รุ่น มีผู้ผ่านการอบรม 58 คน
ขณะเดียวกัน โครงการฝึกอาชีพเสริมสวยระยะสั้น 20 วัน (120 ชั่วโมง) ได้ถูกขยายผลผ่านศูนย์เรียนรู้และพัฒนาอาชีพสตรีและครอบครัวทั่วประเทศ ส่งผลให้ในช่วงปี 2566–2568 มีการจัดอบรมแล้ว 47 รุ่น และสร้างผู้ผ่านการอบรมรวม 656 คน ซึ่งสะท้อน Impact เชิงโครงสร้างได้อย่างชัดเจน

ในจำนวนนี้ 246 คนสามารถเข้าสู่การจ้างงานในสถานประกอบการด้านความงาม ขณะที่ 209 คนก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการ เปิดร้านของตัวเองในชุมชน และอีก 201 คนสามารถนำทักษะไปใช้ในครัวเรือน ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับครอบครัว
ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า โมเดลของโครงการไม่ได้สร้างเพียง “อาชีพ” แต่ช่วยสร้างความสามารถในการพึ่งพาตัวเอง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำในระยะยาว
จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ทำให้เกิดการขยายความร่วมมือในระยะยาว โดยมีแผนลงนามต่อเนื่องอีก 5 ปี พร้อมตั้งเป้าหมายในการพัฒนาผู้เข้าร่วมโครงการอย่างน้อย 1,500 คน ซึ่งหากพิจารณาในมิติของครอบครัวจะหมายถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนจำนวนมากกว่านั้นหลายเท่า
“สำหรับประเทศไทย ลอรีอัล กรุ๊ป ได้นำองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมาตรฐานระดับโลกมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม โดยมุ่งพัฒนาทักษะวิชาชีพเสริมสวยควบคู่กับทักษะชีวิต เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถสร้างรายได้มั่นคงในระยะยาว ทั้งจากการจ้างงานและการเป็นเจ้าของกิจการเสริมสวย สามารถพึ่งพาตัวเองและดูแลครอบครัว
ที่ผ่านมา ลอรีอัลได้พัฒนาครูผู้ฝึกสอนที่ศูนย์เรียนรู้ฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ได้อย่างเข้มแข็ง รวมถึงสนับสนุนผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์การเรียนที่มีคุณภาพ สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะที่ 2 ของโครงการ Beauty for a Better Life บริษัทตั้งเป้าขยายจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการภายใต้ความร่วมมือกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวให้ครบ 1,500 คน ภายในระยะเวลา 5 ปี ควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตรให้สอดรับกับแนวโน้มอุตสาหกรรมความงาม และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงอาชีพให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น” อรอนงค์ ประทักษ์พิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการองค์กรและสื่อสารสัมพันธ์ บริษัท ลอรีอัล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึง โครงการ Beauty for a Better Life

สิตานัน สิทธิกิจ ผู้ดูแลโครงการ Beauty for a Better Life อธิบายว่า ในมุมของลอรีอัล กลยุทธ์ในระยะต่อไปจะไม่ได้หยุดอยู่ที่การฝึกทักษะ แต่จะต่อยอดไปสู่ Ecosystem ของอาชีพ ผ่าน 3 แกนสำคัญ ได้แก่ การยกระดับหลักสูตรให้มีความเข้มข้นมากขึ้น การขยายศูนย์ฝึกอบรมให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น และการเชื่อมโยงเครือข่ายร้านเสริมสวย เพื่อเพิ่มโอกาสในการจ้างงานให้กับผู้ผ่านการอบรม
"เราทำด้วยความตั้งใจจริง ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแอบแฝงขายสินค้าค่ะ สิ่งที่เราต้องการคือการมอบทักษะวิชาชีพเพื่อยกระดับช่างผมไทยให้มีมาตรฐานทัดเทียมต่างประเทศ ถึงแม้หลายคนจะมองว่าเราผลิตคนได้น้อย แต่เราเน้นที่คุณภาพ เพื่อให้ทุกคนเอาไปทำงานได้จริง ไม่ใช่ผลิตปีละเป็นหมื่นคนแล้วสุดท้ายทำอะไรไม่ได้เลย เพราะสกิลทำผมเป็นเหมือนทักษะสากล ที่ก้าวข้ามข้อจำกัดทางภาษา วันที่เขาทำผมเป็น ไม่ว่าเขาจะไปอยู่ที่ประเทศไหนบนโลก เขาก็สามารถใช้ทักษะนี้ทำมาหากินและดูแลตัวเองได้"
ถือเป็นการใช้ Core Competency ขององค์กร มาสร้าง Social Impact อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสะท้อนบทบาทของ แบรนด์ในยุคปัจจุบันที่ไม่ได้แข่งขันกันเพียงสินค้า แต่แข่งขันกันที่ “คุณค่าที่สร้างให้สังคม”
ท้ายที่สุด ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงโครงการฝึกอาชีพ แต่เป็นตัวอย่างของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการลงทุนในศักยภาพของมนุษย์โดยเฉพาะผู้หญิง ซึ่งเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย
และท่ามกลางโลกที่ยังต้องใช้เวลากว่า 123 ปี เพื่อไปให้ถึงความเท่าเทียม การลงมือทำในวันนี้ของลอรีอัลอาจเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เส้นทางนั้น “สั้นลง” อย่างมีความหมาย
