AIS เล็งเห็นว่าการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่งและไม่สามารถทำได้เพียงผู้เดียว จึงเดินหน้าขยายเครือข่าย Green Network ผ่านการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ต่าง ๆ ถ่ายทอดการถกประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและแนวทางการทำงานเพื่อร่วมกันลด และแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ผ่านเวทีสัมมนา “AIS Greenovation The Road Towards Digital World เชื่อมต่อนวัตกรรมสู่การเติบโตในโลกดิจิทัลอย่างยั่งยืน”

โดยมี คุณภคมน สุภาพพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) มาแชร์ข้อมูลในหัวข้อ Empowering Digital, Empowering Greener ที่ชี้เห็นถึงปัญหาการปล่อยคาร์บอนในปัจจุบัน
“การปล่อยคาร์บอนเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องเผชิญในปัจจุบัน การจะสังเกตได้จากในข่าวต่างประเทศ อาทิ ในยุโรปพบผู้เสียชีวิตจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เป็นต้น นอกจากนี้ปัญหาดังกล่าวนี้ยังนำมาซึ่งการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ซึ่งแน่นอนว่าในประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ทำให้ปัจจุบันในไทยต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น 3-4 องศาเซลเซียส และยังต้องรับมือกับค่าเสียหายจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ ไม่เพียงเท่านั้นอุณหภูมิดังกล่าวยังทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอีกประมาณ 7 เมตร ทำให้ประเทศไทยอาจจะจมหายไปครึ่งประเทศได้ในที่สุด”
อีกทั้ง คุณภคมน ยังมากับสิ่งที่น่าสนใจ คือ การคำนวณการใช้คาร์บอนผ่าน Net Zero Man Application ที่จะทำให้ทุกคนสามารถคำนวณการใช้คาร์บอนต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันนำไปสู่การซื้อคืน และเพื่อผลักดันให้ทุกคนสามารถเป็นคนไทยหัวใจไร้คาร์บอนได้ง่าย ๆ ช่วยกันคนละไม้คนละมือช่วยกัน Save โลก Save ประเทศไทยไม่ให้รีบจมหายไปก่อน

ถัดมา คุณจำรัส สว่างสมุทร ผู้อำนวยการใหญ่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้มาร่วมถกในวงเสวนาส่วนของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศ ผ่านการเล่าให้เห็นถึงเส้นทางสู่การเป็น Green Industry และบทบาทสำคัญของสภาอุตสาหกรรมต่อการขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าว
“เรามองว่า Carbon Neutrality คือการไถ่บาป Net Zero คือการเลิกทำบาป ซึ่งแน่นอนว่าอย่างหลังคือสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ใช้เงินทุนเยอะ เป็นการลงทุนใหม่แทบจะทั้งหมด ถ้าจะต้องเปลี่ยนยกเครื่องคงเป็นเรื่องยากสำหรับตอนนี้ไม่ใช่น้อย”
คุณจำรัส จึงนำเสนอแนวคิด BCG ที่จะเปลี่ยนความกดดันทางสิ่งแวดล้อมเป็นโอกาสทางธุรกิจ ทำให้เห็นถึงประโยชน์ของการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่สามารถเติบโตควบคู่ไปกับการดำเนินทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ยังดึง คุณวรกาน ลิขิตเดชาศักดิ์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีเครือข่ายโทรคมนาคม บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด พาร์ทเนอร์คนสำคัญมาร่วมถ่ายทอด The Road Towards Green Network & Solution เส้นทางสู่การสร้างดิจิทัลโซลูชั่น และโครงข่ายเพื่อสิ่งแวดล้อม ผ่านภาพรวมของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในโลก และมุมมองการทำงานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
“หัวเว่ยมีแนวคิดเรื่อง Green Development โดยได้จัดทำสมุดปกขาวที่ประกอบด้วย 2 แนวทาง ได้แก่ Digitallization และ Low-carbonization เนื่องจากทั้งคู่เป็นฟันเฟืองที่จะส่งเสริมซึ่งกันและกัน”
โดยมี คุณวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ AIS ร่วมพูดคุยพร้อมฉายภาพให้เห็นถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมโทรคมนาคม
“การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการ การใช้พลังงานกับการทำงานเครือข่าย เป็นเรื่องสำคัญและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในกลุ่มผู้ให้บริการโทรคมนาคมทั่วโลก ซึ่งในส่วนของ AIS วันนี้นอกจากการปรับอุปกรณ์สถานีฐาน และเริ่มนำพลังงานทางเลือกจากธรรมชาติ อาทิ พลังงานจากแสงอาทิตย์ และพลังงานลม มาเริ่มใช้ควบคู่กับพลังงานหลัก ภายใต้แนวคิด Green Network แล้ว เรายังเริ่มทดลอง ทดสอบ นวัตกรรม โซลูชันต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ Traffic ของระบบเครือข่ายทั้งหมด กับเป้าหมายการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้วเช่นกัน”
ยิ่งไปกว่านั้น จากการดำเนินงานของ AIS ตั้งแต่ต้นน้ำ อย่างในส่วนของการผลิตได้ดำเนินงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นแล้ว ฉะนั้นเพื่อให้ทั้งวงจรมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครบลูป ในส่วนของปลายน้ำจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับพฤติกรรมให้สอดรับกับการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

คุณสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และธุรกิจสัมพันธ์ AIS เล็งเห็นว่า “เมื่อเราเข้าสู่โลกดิจิทัลมากขึ้นก็จะส่งผลให้ปริมาณอุปกรณ์ ดีไวซ์ เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย สอดคล้องกับข้อมูลของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศหรือ ITU ที่พบว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกทิ้งหรือเผาทำลาย มีมูลค่าถึง 57,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีแค่ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ที่มีการจัดเก็บอย่างถูกวิธีและนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ AIS ลุกขึ้นมาพูดและให้ความสำคัญกับปัญหา E-Waste เป็นรายแรกในอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี 2019”
สะท้อนให้เห็นว่า AIS ให้ความสำคัญกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Waste เป็นสำคัญ เนื่องด้วยพัฒนาการของดิจิทัลที่มาพร้อมการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณของจำนวน Digital Device เพิ่มขึ้นตามมา
ในเวทีเสวนาครั้งนี้จึงมีการพูดคุยเพื่อแชร์แนวทางในการทำงานเพื่อลดและรีไซเคิลของเสียจากการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการจัดการกับขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Waste อย่างถูกวิธีผ่านมุมมองจากองค์กรที่หลากหลาย

เริ่มจากการสื่อสารให้เห็นถึงผลกระทบจากการจัดการกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ถูกต้องโดย คุณสุทธิดา ฝากคำ ผู้จัดการอาวุโสด้านสิ่งแวดล้อมบริษัท เวสท์ แมเนจเม้นท์สยาม จำกัด (WMS) ที่มาพร้อมข้อมูลความอันตรายจากขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Waste
“หากกำจัดผิดขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Waste วิธี หรือแม้แต่เก็บขยะดังกล่าวไว้ในบ้านเฉย ๆ ก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและอาจนำมาซึ่งความอันตรายถึงชีวิตได้ในที่สุด ไม่เพียงเท่านั้นสิ่งเหล่านี้ยังก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญยังทำให้สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ เพราะว่าโลหะที่มีในขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Waste เรียกได้ว่าเป็นเป็นอีกหนึ่งทรัพยากรที่มีมูลค่า สามารถนำกลับมาใช้ในกระบวนการผลิตต่อไปได้ หากได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง”

ตามมาด้วยการดำเนินงานของ เงินติดล้อ ที่ชูแนวคิด Change from Believe to Behavior โดย คุณเอกพัชร์ สิทธิไตรวัฒน์ ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจและบริการกลาง บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) ได้เล่าให้ฟังถึงการร่วมกับพนักงานเพื่อให้เอื้อต่อการสร้าง Green Network ภายในบริษัท
“บริษัทจัดทำพื้นที่ในการจัดเก็บขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่พนักงาน เพื่อให้หมดปัญหาการไม่รู้จะนำขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ไปทิ้งที่ไหน จนสามารถจัดการกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ไป 1,270 ชิ้น นับตั้งแต่มกราคมถึงตุลาคม 2023 เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ไป 13 ต้น”
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก Nielsen ที่ชี้เห็นว่า 35% ของผู้บริโภคชาวไทยเป็น Green Value ยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มหากผลิตภัณฑ์และบริการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 65% ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร
เมื่อเห็นอย่างนั้น ทาง คุณสมปรารถนา นาวงษ์ เจ้าของเพจอีจัน จึงร่วมมือขึ้นกับ AIS โดยทางเพจอีจันทำหน้าที่เปรียบเสมือนเป็นผู้กระจายข่าวและประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง โดยการสร้าง Co-creation Sustainable Engagement Community ทำให้ชาวบ้านทั่วไปตระหนักและรับรู้ถึงการจัดการกับขยะอิเล็กทรอนิกส์มากยิ่งขึ้น
“มีชาวบ้านต้องการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ เนื่องจากเห็นว่ามีอยู่ในบ้านของตนแต่ไม่รู้ว่าต้องไปทิ้งที่ไหนหรือติดต่อใคร จนมีการเผยแพร่ที่จัดการกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ผ่านเพจอีจัน ทำให้ผู้บริโภคสามารถนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปยังจุดจัดการขยะดังกล่าว และนำไปสู่การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกต้องในท้ายที่สุด”
ขณะเดียวกันทาง AIS ได้อาสาเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางเป็น HUB of E-Waste ดำเนินการสร้าง Ecosystem การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดกระบวนการ
ตั้งแต่การให้ความรู้ สร้างความตระหนัก สร้างชุมชน โดยเริ่มจากการสื่อสารภายในองค์กร จากนั้นจึงค่อยขยาย Green Network ไปยังพาร์ทเนอร์ ซึ่งมุ่งการขยายผลการดำเนินงานออกไปเพิ่มมากขึ้นผ่านลูกค้าของพาร์ทเนอร์ (B2B2C) ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายสีเขียวแห่งนี้ ตลอดจนได้สร้างจุดทิ้งขยะ E-Waste และนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาให้เกิดแพลตฟอร์ม E-Waste+ เพื่อให้สามารถจัดการกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ อีกทั้งยังดำเนินการในระบบโลจิสติกส์เพื่อนำขยะไปจัดการอย่างถูกวิธีต่อไป

นอกเหนือจากนี้ ยังสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นให้ลูกค้าเข้ามามีส่วนร่วมในการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Waste มาจัดการอย่างถูกต้อง โดยเมื่อนำ E-Waste มาทิ้งจะสามารถคำนวณปริมาณ Carbon Score ซึ่งบ่งบอกถึงการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและนำคะแนนดังกล่าวมาเปลี่ยนเป็น AIS Point หรือ Point ของพาร์ทเนอร์เพื่อนำไปใช้แลกสิทธิพิเศษต่าง ๆ อย่างล่าสุดได้เผยว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ 1 ชิ้นสามารถแลกสูงสุดได้ 5 AIS Point ซึ่งจะสามารถนำไปลุ้นแลกรถยนต์ BYD ได้ อีกทั้งในอนาคตจะพัฒนาตัวคะแนนดังกล่าวให้สามารถคำนวณเป็นคาร์บอนเครดิตได้อีกด้วย
ปัจจุบันโลกของเราไม่ได้เผชิญแค่สภาวะโลกร้อนเท่านั้นแต่กำลังก้าวเข้าสู่สภาวะโลกเดือด ขณะเดียวกันการเติบโตของโลกดิจิทัลย่อมมาพร้อมกับการเติบโตของ E-waste หรือขยะอิเล็กทรอนิกส์ การจัดงานสัมมนาครั้งนี้ AIS จึงมุ่งสร้างการมีส่วนร่วมให้เกิด Green Network ที่จะนำไปสู่พัฒนาอย่างยั่งยืนในด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านการชวนทุกคนมาร่วมกันทิ้ง E-Waste และได้มีการคำนวณปริมาณ Carbon Footprint ที่เกิดขึ้นจากการจัดงานในทุกส่วน เพื่อทำการซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชยเท่ากับปริมาณที่ปล่อยออกมา และทำให้การจัดงานครั้งนี้เป็นงาน Carbon Neutral Event ที่ไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก