แม้ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเริ่มเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้นหลังวิกฤตCOVID-19 เริ่มซาลง แต่ถ้าดูจากตัวเลขก็คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะกลับมาเป็นเหมือน เดิม
ซึ่งในตอนนี้ทางภาครัฐเองก็ได้มีการออกมาตรการเพื่อช่วยกระตุ้นให้ทักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโครงการฟรีวีซ่า หรือการออกไปโรดโชว์ในประเทศกลุ่มเป้าหมาย
แต่ก็ยังมีอีกหนึ่งปัญหาที่สะท้อนภาพมาจากผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยเฉพาะที่เป็นเมืองรองก็คือจำนวนเที่ยวบินที่บินตรงมาลงยังมีตัวเลขไม่เท่ากับก่อนCOVID-19
ชรินทิพย์ ตียาภรณ์ ทายาทรุ่นที่ 2 เจ้าของร่วมพิมาลัย รีสอร์ทแอนด์สปา กล่าวว่าตอนนี้ปัจจัยลบของจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองก็คือไฟลท์บินตรงจากต่างประเทศมีไม่พอ เพราะหลายประเทศที่ยกเลิกเที่ยวบินไปในช่วง COVID-19 อาทิ อินเดีย, จีน, เกาหลียังไม่กลับมา
“โครงการฟรีวีซ่าช่วยได้เยอะมาก แต่จะเห็นผลมากกว่านี้ถ้ามีไฟลท์บินเพียงพอทำให้นักท่องเที่ยวมีความง่ายในการเดินทาง ผู้ประกอบการท้องถิ่นอยากให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งโปรโมทให้สายการบินกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินเข้าไทยมากขึ้น ปัจจุบันสนามบินกระบี่เริ่มมีไฟลท์บินตรงจากกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียและโปแลนด์เพิ่มมากขึ้นก่อนหน้าที่กลับมาก็คือสิงคโปร์ มาเลเซีย และดูไบ”

ปัจจุบัน สนามบินกระบี่ได้มีการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารจากเดิมรองรับได้ 4 ล้านคนต่อปี เป็น 8 ล้านคนต่อปีแล้ว ซึ่งถ้าในช่วงไฮซีซั่นสามารถเจรจาดึงเที่ยวบินเข้ามาเพิ่มได้จะเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการที่อยู่เมืองรองได้อย่างมาก
ชรินทิพย์ อธิบายเพิ่มเติมว่า จังหวัดกระบี่เป็นเมืองท่องเที่ยวฝั่งอันดามันที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเรื่องของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและท่องเที่ยวเชิงผจญภัย ซึ่งแต่ต่างจากภูเก็ตที่มีแสงสีเสียงมากกว่า ดังนั้นจึงอยากให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องมองหาตลาดใหม่ๆ เช่น ดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวจากประเทศออสเตรเลียให้มาเที่ยวกระบี่แทนเกาะบาหลี เป็นต้น
ชรินทิพย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมของธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทในจังหวัดกระบี่ปี 2566 มีตัวเลขดีกว่าปี 2565 โดยอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของพิมาลัยเฉพาะไตรมาส 4 ตอนนี้มียอดจองล่วงหน้ามาแล้วเฉลี่ย 80% และคาดการณ์ว่าจะสามารถปิดปีในตัวเลขเข้าพักเฉลี่ยประมาณ 65% สูงกว่าปีที่ผ่านมาที่มียอดข้าพักเพียง 30%

สำหรับการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในปีหน้าทางพิมาลัยได้เตรียมใช้เงินลงทุนประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อพัฒนาและรีโนเวทโครงการโดยแบ่งเป็นงบ 20 ล้านบาทสำหรับการปรับพื้นที่เก่าซึ่งเคยเป็นล็อบบี้ของโซนวิลล่าเป็นเลานจ์ที่มองเห็นวิวทะเลแบบพาโนรามาความสูง 60 เมตรจากระดับน้ำทะเลในชื่อ The Heritage ซึ่งพร้อมจะเปิดให้บริการภายในปลายปี 2566 ส่วนงบอีก 30 ล้านบาท จะนำไปทยอยรีโนเวทห้องพัก Beach Villa ทั้ง 11 หลังให้เสร็จภายในปลายปี 2567 เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในไฮซีซั่น
นอกจากนี้ ทางพิมาลัยยังจะให้ความสำคัญกับเทรนด์ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมากขึ้น เพราะเป็นหนึ่งในปัจจัยการเลือกมาพักของนักท่องเที่ยวยุโรปโดยเฉพาะกับกลุ่มสแกนดิเนเวีย
“เราทำ Zero Food Waste มา 10 กว่าปีแล้ว ในอนาคตเราจะทำเพิ่มคือส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน เช่น จัดท่องเที่ยวพายเรือป่าโกงกาง ท่องเที่ยวหมู่บ้านชาวประมง เราทำเรื่องความยั่งยืนมานานแล้ว ที่เราต้องทำเพิ่มอาจจะเป็นเรื่องสื่อสารว่าที่ผ่านเราทำอะไรไปบ้างแล้วเช่น เรื่องระบบน้ำหมุนเวียน เรื่องการแยกขยะพลาสติกไม่ใช้แล้ว อนาคตเราจะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าในการเช็กอินและเพื่อลดการใช้กระดาษ”

ปัจจุบัน ราคาห้องพักบีชวิลล่าช่วงไฮซีซั่นของพิมาลัยแบบ 1 ห้องนอน เริ่มต้นที่ 34,000 บาทต่อคืน แบบ 2 ห้องนอน เริ่มต้น 45,000 บาทต่อคืน และแบบ 3 ห้องนอน เริ่มต้น 64,000 บาทต่อคืน
ชรินทิพย์ คาดว่า ราคาเฉลี่ยห้องพักต่อคืน (ADR) ปี 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ 7,317 บาท/คืนแต่ยังน้อยกว่าช่วงก่อนเกิดโควิดในปี 2562 ที่ 5% ซึ่งมียอด ADR อยู่ที่ 7,802 บาท/คืน
และคาดว่าในปี 2567 ADR จะไต่ระดับขึ้นไปอีก 300 บาท หรือคิดเป็น 7,600 บาท/คืน เมื่อสถานการณ์ท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้น
โดยทางพิมาลัยคาดหวังว่าในปี 2567 จะสามารถทำนิวไฮอัตราเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 72%