ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ถือเป็นลูกหม้อคนหนึ่งของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา คือวันที่ ดร.กริชผกา ขึ้นรับตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) อย่างเป็นทางการ
การเข้ามากุมบังเหียนในครั้งนี้เรียกได้ว่า ดร.กริชผกา หรือ ผอ.เติ้ล แทบจะไม่มี Honeymoon Period เหมือนกับผู้บริหารท่านอื่นๆ เลย
ตามวาระ ดร.กริชผกา จะรับหน้าที่บริหารองค์กรแห่งนี้ 4 ปี ประเด็นที่น่าสนใจ คือแผนงานของ ดร.กริชผกา ที่จะนำพาองค์กรแห่งนี้ให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงทั้งระยะสั้น และระยะยาวจะเป็นอย่างไร
ทีมงานมีโอกาสเข้าไปแสดงความยินดีในโอกาสที่ดร.กริชผกา ขึ้นรับตำแหน่ง และได้พูดคุยสอบถามถึงนโยบายเร่งด่วน และนโนบายระยะยาวของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งเป็นที่มาของบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้
ดร.กริชผกา กล่าวว่า ก่อนที่จะรับตำแหน่งผู้อำนวยการมีเวลาทำการบ้านเพียงสั้นๆ ซึ่งเป้าหมายที่วางไว้ในระยะสั้นว่า ใน 100 วันแรก สิ่งที่อยากเห็นก็คือต้องมีขั้นตอนกระบวนการรับทีมบริหารซึ่งจะมาจากคนในหรือว่าคนนอกก็ได้ นอกจากนี้ก็อยากจะรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ เช่น สภาอุตสาหกรรมหอการค้าไทย และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เพื่อต้องการรับฟังว่าแต่ละหน่วยงานต้องการให้ NIA ปรับอะไรเพื่อให้ไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ต้องคุยกับหน่วยงานกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่มีการให้ทุน เพื่อที่จะปรับ Positioning ของโครงการให้ทุนว่าการให้ทุนจะไม่ซ้ำซ้อนกัน แต่ต้องส่งเสริมกัน รวมถึงเรื่องอุทยานวิทยาศาสตร์ที่ NIA มีความร่วมมืออยู่แล้วตั้งแต่โครงการนิลมังกร ก็พยายามดูว่าเราจะสามารถทำอะไรร่วมกันได้มากขึ้นหรือไม่ นอกเหนือจากที่เราทำนิลมังกรอย่างเดียว
“NIA เราพยายามที่จะสร้างผู้ประกอบการใหม่ๆ จากในรั้วมหาวิทยาลัย พยายามที่จะทำให้เกิด Deep Tech สตาร์ทอัพ ที่มาจากสถาบันการศึกษา ที่มาจากห้อง Lab มากขึ้น เราต้องการจะ Position ตัวเอง ให้ตัวของ NIA เป็นเหมือน Commercialization Arm ของหน่วยงานในกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
หน่วยงานอว. เป็นส่วนที่เก่งเรื่องเทคนิค เก่งทางด้านของเทคโนโลยี แต่ว่าเรื่องของธุรกิจอาจจะยังไม่คล่องตัวมากนัก แต่เรามี Skill ตรงนี้เพราะว่าเราทำงานกับเอกชนมาตลอด เราจะเอา Mindset ของเราตรงนี้มาช่วยทำให้ Commercialization Rate ของหน่วยงานที่ทำวิจัยดีกว่าเดิม นี่คือเป้าหมายระยะสั้น”
ส่วนแผนงานในระยะยาว ดร.กริชผกา กล่าวว่า ต้องการทำให้เกิดผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจมีมากขึ้น รวมถึงสังคมด้วย เพราะนวัตกรรมคือสิ่งใหม่ แต่เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและคุณประโยชน์มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
เมื่อถูกถามถึงความต้องการที่แตกต่างกันระหว่าง SMEs กับสตาร์ทอัพว่าจะต้องบริหารความคาดหวังอย่างไร ดร.กริชผกา อธิบายว่าผู้ประกอบการ 2 กลุ่มนี้ค่อนข้างจะแตกต่างกัน และทาง NIA ก็เริ่มต้นจากการเป็นองค์กรที่ให้ทุนผู้ประกอบการ ซึ่ง 15 ปีที่แล้ว ผู้ประกอบการที่รับทุนส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่ม SMEs
“เราเริ่มจากการช่วยเหลือกลุ่ม SMEs ในการทำนวัตกรรมต่างๆ เช่น โปรดักต์ เซอร์วิส Business Model ฯลฯ แต่ช่วง 6 ปีที่ผ่านมา สตาร์ทอัพได้รับความนิยมขึ้น NIA ก็มีภารกิจตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการสร้าง New Economics Warrior เพราะมองว่าสตาร์ทอัพคือส่วนนี้ เราก็เลยมาโฟกัสทำเรื่องของตัวสตาร์ทอัพมากขึ้น พอสตาร์ทอัพโดดขึ้นมา มันก็เลยทำให้เกิด Ecosystem มากขึ้น เพราะฉะนั้นในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาเราจะเห็นคำว่าสตาร์ทอัพมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาเราก็ไม่ได้ทิ้ง SMEs แต่จะทำในอีกมิติหนึ่ง ถ้ามองในเชิงตัวเลขสตาร์ทอัพมีจำนวนประมาณ 2,500 ราย ส่วน SMEs ถ้าตามนิยามของสสว.จะมีประมาณ 3 ล้านราย เพราะฉะนั้น SMEs เป็นส่วนสำคัญที่เราต้องโฟกัสด้วยเช่นกัน แต่ความยากง่ายมันต่างกัน”
ดร.กริชผกา ยังอธิบายถึงจุดอ่อนจุดแข็งของ SMEs กับสตาร์ทอัพ เพิ่มเติมว่า สตาร์ทอัพประสบการณ์ทางธุรกิจอาจจะยังไม่ชำนาญ ไม่เก่ง แต่มักจะมีไอเดียที่ดี แต่บางแนวคิดก็ทำตามนั้นไม่ได้จริงๆ ขณะเดียวกัน SMEs มีความสามารถในการทำธุรกิจ เพราะมีประสบการณ์ แต่ยังขาดเทคโนโลยีที่จะสเกลตัวเองให้โตไปข้างหน้า
“2 กลุ่มนี้มีความต่างกันแต่ที่เหมือนกัน คือสามารถเอานวัตกรรมไปใช้ได้ ทั้งแบบสร้างเองหากใครมีความสามารถในการสร้างทั้งโปรดักต์และเซอร์วิสก็ทำได้ หรือแบบไม่สร้างเองแต่เป็นผู้ใช้ เอานวัตกรรม เอาโมเดลธุรกิจ หรือเอาระบบดิจิทัลต่างๆ มาช่วยในการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นก็ทำได้ หรือแม้กระทั่งเป็นองค์กรนวัตกรรม เราถือว่า 3 อย่างนี้ เราเรียกรวมๆ กันว่าเป็น Innovation Based Enterprise หรือผู้ประกอบการผ่านนวัตกรรม
ซึ่งถ้าเราเอามิตินี้มาจับ ไม่ว่าจะเป็นสตาร์ทอัพ SMEs หรือ Social Enterprise นวัตกรรม คือหัวใจสำคัญที่เราจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้เขามีนวัตกรรมากขึ้น ทั้ง 3 กลุ่มนี้เป็นเป้าหมายที่เราจะพยายามขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม”

ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ทั้ง 3 กลุ่ม คือสตาร์ทอัพ SMEs หรือ Social Enterprise ได้ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมมากขึ้นอย่างชัดเจน
“เมื่อก่อนนี้คนก็คิดแค่เรื่องการผลิตสินค้าขายไปเรื่อยๆ ไม่ได้สร้างความแตกต่าง โดดเด่น ผลิตตาม OEM แต่ระยะหลังๆ เราจะเห็นสินค้าหรือเซอร์วิสที่มีความโดดเด่น มีครีเอทีฟมากขึ้น เราเริ่มที่จะดีไซน์โปรดักต์ เห็นสินค้าที่มีความครีเอทีฟมากขึ้น นั่นคือนิมิตหมายที่ดี เพราะว่าท้ายที่สุดแล้ว ถ้าเรายังคิดแต่ทำให้คนอื่นเขา ผลิตตามที่เขาสั่ง มาร์จิ้นมันก็ไม่ได้เยอะ กลับกันอะไรที่มันเป็น ครีเอทีฟ โปรดักต์ มาร์จิ้นมันจะสูงกว่า แล้วมันจะเกิด Value Added ในประเทศไทยสูงมาก เราก็อยากจะทรานส์ฟอร์ม 3S หรือแม้กระทั่งกลุ่มโรงงานต่างๆ ให้เปลี่ยนแปลง เอาเทคโนโลยี เอานวัตกรรม เอา Robotic เข้ามา เพื่อทำให้ Productivity ดีขึ้น ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นส่วนที่มีความสำคัญเช่นเดียวกัน”
ถึงตรงนี้ทีมงานอยากทราบว่า ในมุมมองของผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ จะให้คำจำกัดความของคำว่า นวัตกรรม อย่างไร เพราะแต่ละคนล้วนมีมุมมองที่ต่างกัน
กับคำถามนี้ ดร.กริชผกา อธิบายว่า สมัยก่อนคนจะมองนวัตกรรม หรือ Innovation ว่าเป็น R&D หรืออะไรที่เป็นเทคโนโลยีชั้นสูง ซึ่งเป็นการมองแบบ Linear คือต้องเริ่มจากงาน R&D แล้วถึงจะพัฒนาเป็นสินค้าหรือบริการเพื่อการค้าถึงจะเกิดนวัตกรรม
“คือถ้า R&D ไม่เอามาใช้ไม่เกิดนวัตกรรม เพราะไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์ แต่ในมุมมองของ NIA เรามองตัวนวัตกรรมในหลากหลายมิติมาก เรามองว่าอะไรเป็นสิ่งใหม่ เป็นไอเดียที่ดี และมีคุณค่าสามารถก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งเศรษฐกิจและสังคมก็ถือเป็นนวัตกรรมทั้งสิ้น
ถ้าเรามองมิตินวัตกรรมแบบ 360 องศาที่อยู่รอบตัวเราแบบนี้ นวัตกรรมจะไม่ใช่เรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเดียว นวัตกรรมจะเป็นเรื่องของศิลปศาสตร์ สังคมศาสตร์ การออกแบบ การดีไซน์ หรือแม้กระทั่งไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ได้ด้วย เพราะฉะนั้น ถ้ามองมิตินี้ไม่ว่าคนจะจบสายวิทย์ สายศิลป์ จะเรียนสถาปัตย์ หรือสายสังคมศาสตร์ หรืออาร์ต ทุกคนสามารถเป็นนวัตกร หรือสร้างนวัตกรรมได้ทั้งสิ้น”
กลับมาที่กลุ่มเป้าหมายใหญ่ คือ SMEs ทุกวันนี้เรารู้กันดีว่ามี SMEs เป็นจำนวนมากที่ผลิตหรือค้าขายสินค้า Commodity หรือสินค้าประเภทชั่ง ตวง วัดที่ไม่มีนวัตกรรมหรือมูลค่า ซึ่งทำให้ไม่กล้าที่จะพูดถึงเรื่องนวัตกรรม
ทีมงานอยากรู้ว่าทาง NIA จะมีโซลูชั่นเพื่อตอบโจทย์ปัญหานี้อย่างไร
ดร.กริชผกา กล่าวว่า จริงๆ แล้วต่อให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจที่ไม่มีนวัตกรรมก็สามารถใช้นวัตกรรมมาบริหารองค์กรให้ดีขึ้นได้ เช่น ทำระบบบัญชีดิจิทัล หรือดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง ฯลฯ สามารถทำได้หลายอย่างมากๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีหน่วยงาน R&D หรือต้องมี Lab เองถึงจะทำนวัตกรรมได้
“เราอาจจะใช้นวัตกรรมเพื่อทำให้ธุรกิจเราเติบโตได้ อยากให้มองนวัตกรรมว่ามันเป็นส่วนสำคัญกับการทำธุรกิจในมิติอื่นๆ เช่น ถ้าคุณเก่งงานวิจัยก็มารับทุนจากเราเพื่อไป Scale Up ได้ แต่ถ้าคุณยังไม่ได้เก่งขนาดนั้น เราก็ไม่ได้จะปฏิเสธคุณให้เข้ามาอยู่ใน Ecosystem ของเรา คุณก็ยังสามารถทรานส์ฟอร์มตัวเองให้เป็น Innovation Based Enterprise ได้ เช่น มาเข้า Academy เข้ามาฝึกอบรมผ่านเน็ตเวิร์ค การปรับ Mindset การสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ สิ่งเหล่านี้เมื่อมีวัฒนธรรมองค์กรด้านนวัตกรรม ในอนาคตเขาจะครีเอทสิ่งใหม่ๆ ได้
แต่ถ้าคุณไม่ได้เริ่มแม้กระทั่งการสร้างวัฒนธรรมองค์กรของการคิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา องค์กรนั้นจะไม่มีการสร้างนวัตกรรมใหม่ได้เลย เพราะนวัตกรรมใหม่ๆ เริ่มจากคนจริงๆ และคนก็คือส่วนหนึ่งขององค์กร องค์กรไหนที่มีนวัตกรเยอะมากๆ นวัตกรรมมันจะเกิดจากตรงนั้น ขอแค่คุณสนใจเรื่องพวกนี้ ทาง NIA ก็ยินดีที่จะปรับหลายๆ อย่าง เพื่อให้คุณพร้อมสำหรับการเป็นองค์กรด้านนวัตกรรม เพื่อที่จะสามารถสร้างนวัตกรรมในอนาคต”

อีกหนึ่งอุปสรรคที่ ดร.กริชผกา เห็นว่าเป็นอุปสรรคในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจของ SMEs ก็คือความแตกต่างกันของช่วงอายุ รวมไปถึงการรับช่วงต่อของกิจการครอบครัว
ดร.กริชผกา กล่าวว่า ที่ NIA มีคนเข้ามาขอคำปรึกษาปัญหาตรงนี้เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาธุรกิจจากเดิมที่คุณพ่อคุณแม่สร้างไว้แล้วมาถึงรุ่นลูก แต่หลายๆ ครั้งรุ่นลูกบางคนก็ไม่อยากออกจาก Comfort Zone ก็ทำต่อจากที่พ่อแม่ทำโดยไม่พัฒนา ซึ่งทำให้หลายผู้ประกอบการแข่งขันลำบาก แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีที่ในปัจจุบันกลุ่มเจนที่มารับช่วงต่อมีการปรับ Mindset และต้องการปรับธุรกิจเยอะมาก
“เราจะเห็นการทรานส์ฟอร์มธุรกิจจากที่เป็นรุ่นอากง อาม่า เปลี่ยนแปลงในช่วงนี้เยอะมาก อย่างเช่นร้านอาหารเมื่อก่อนดังๆ มีร้านเดียว สาขาเดียว เดี๋ยวนี้ขยายธุรกิจแฟรนไชส์ มีสินค้าสามารถส่งออกไปต่างประเทศเยอะมาก หรือแม้กระทั่งตัวธุรกิจเดิม เช่น ครอบครัวทำก่อสร้างมาก่อน ขายแต่วัสดุก่อสร้าง ตอนหลังรุ่นลูกก็เข้ามาต่อยอด เอาครีเอทีฟมาเสริม มีการทำงานออกแบบ สถาปนิกในรูปแบบใหม่ๆ ก็เยอะ เพราะเขาเห็นแล้วว่าการทรานส์ฟอร์มแบบนี้ ผลลัพธ์คือทำน้อยได้มาก ใช้แรงงานน้อยแต่ว่า Impact สูง ซึ่งก็เป็นนิมิตหมายที่ดี แต่ว่าหลายๆ ครอบครัวที่ตีกันก็เยอะในช่วงของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจจะต้องใช้การสื่อสารในครอบครัวมากขึ้นว่าเรากำลังจะปรับทิศทางของธุรกิจไปทางไหนและอย่างไรบ้าง
เราเห็นหลายครอบครัวที่พอมีการสื่อสารกัน ความขัดแย้งหรือปัญหามันเกิดน้อยลงมามาก และปัจจุบันผู้ใหญ่ก็ให้โอกาสเด็กรุ่นใหม่ค่อนข้างเยอะ เรามองว่ามันเป็นยุคของการให้โอกาสเด็กรุ่นใหม่ แล้วเด็กรุ่นใหม่ ถ้าคุณมีครอบครัวที่ดีวางรากฐานให้ ไม่ต้องปากกัดตีนถีบตั้งแต่เริ่ม คุณแค่ใช้ไอเดียทำให้มันเติบโตขึ้น ไม่เหมือนรุ่นก่อนๆ ที่เขาสาหัสสากรรจ์มากกว่าที่จะตั้งตัวได้ ดังนั้นคนรุ่นใหม่อย่างเราก็ต้องเข้าใจคนที่เป็นรุ่นบุกเบิกมาก่อนว่า Passion หรือมุมของของคน 2 รุ่นอาจจะแตกต่างกัน แต่ท้ายที่สุดก็เชื่อว่าทุกคนล้วนอยากทำให้ธุรกิจของครอบครัวดีขึ้นทั้งนั้น และนวัตกรรมก็น่าจะเป็นส่วนสำคัญด้วย”
ปัจจุบัน NIA มีบุคลากรที่เป็นเจ้าหน้าที่อยู่ประมาณ 100 คน แล้วมีลูกจ้างประมาณ 40-50 คน แต่ NIA ก็มีพาร์ทเนอร์ที่ทำงานร่วมกันอีกมากมาย อาทิ พาร์ทเนอร์ที่เป็นมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยเฉพาะอุทยานวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคอีสานที่มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาคใต้มีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่สงขลาและมหาวิทยาลัยทักษิณ จังหวัดพัทลุง ภาคตะวันออกที่มหาวิทยาลัยบูรพา หรือกรุงเทพฯ เองเรามีตั้งแต่อุทยานวิทยาศาสตร์ที่รังสิต และก็มีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นพาร์ทเนอร์
“เมื่อรวมสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันแล้ว มันทำให้ NIA เรามีพันธมิตรเยอะมาก และเรามีความร่วมมือกับต่างจังหวัดค่อนข้างเยอะ เราทำเรื่องของระบบนวัตกรรมที่เป็นภาพรวมของทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่มันคือภาพรวมทั้งหมด ซึ่งแม้ว่าทางคนเราอาจจะไม่เพียงพอ แต่ว่าพาร์ทเนอร์ของเราจะเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยเราขับเคลื่อนเรื่องนวัตกรรม ถ้าเป็นนวัตกรรมเราก็จะมี Node ที่เรียกว่า SID Social Innovation Driving อยู่ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ส่วนของการให้ทุน เราก็จะมี Node การคัดเลือกอยู่ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ
ในมิติของต่างประเทศ เราก็เป็นพันธมิตรกับหน่วยงานต่างประเทศเยอะมากที่ทำเรื่องนวัตกรรมคล้ายๆ กับเรา ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและแลกเปลี่ยนความร่วมมือ เวลาที่สตาร์ทอัพของเราไปต่างประเทศ เขาจะช่วยเราดูแลอย่างไร เวลาสตาร์ทอัพต่างประเทศเข้ามาเราจะช่วยดูแลอย่างไร เพราะเรามี Global Startup Hub เป็นแพลตฟอร์มในการรองรับ ในการดูแล”
เป็นเรื่องที่ดีที่ปัจจุบันประเทศไทยมีการตื่นตัวในเรื่องของนวัตกรรม ดูง่ายๆ ว่านโยบายของทุกรัฐบาลจะเน้นเรื่องนวัตกรรมเกือบหมดเลย ไม่มีใครไม่พูดถึง สังเกตดูโฆษณาในปัจจุบันองค์กรขนาดใหญ่ใช้คำว่านวัตกรรมกันเกือบหมด หรือแม้กระทั่งมหาวิทยาลัยหลายแห่งในปัจจุบันก็มีหลักสูตรที่ส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการนวัตกรรม ซึ่งทำให้เกิดแรงกระเพื่อมจากทุกสาขา
ในมุมมองของผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สิ่งที่ยังต้องกังวลในตอนนี้ก็คือการขยายตลาดของบรรดาสินค้าและบริการของผู้ประกอบการนวัตกรรม
“เหตุผลเพราะว่าสินค้านวัตกรรมต้องใช้เวลาในการอธิบายว่าสินค้านี้คืออะไร ไม่ใช่แบบว่ามาถึงแล้วซื้อได้เลย การสื่อสารการทำความเข้าใจ การที่จะทำให้เขาสามารถสื่อสารได้ ทำมาร์เก็ตติ้งให้เป็น ตรงนี้เป็นส่วนที่สำคัญมากๆ จึงเป็นที่มาที่เราทำโครงการนิลมังกร เพื่อที่ต้องการจะดูว่าในประเทศไทยเรามีผู้ประกอบการที่เป็นนวัตกรรมมากน้อยเพียงใด เพื่อที่เราจะคัดเลือกมาและเน้นเรื่องการเติบโต นี่คือโครงการระยะยาว โครงการนิลมังกรเราไม่ได้ให้เงิน แต่เราให้เรื่องการโปรโมท เรื่องการให้ความรู้ในมิติของนวัตกรรม โมเดลการทำธุรกิจ การปรับธุรกิจ เรื่องการสร้างแบรนด์ และการตลาด ซึ่งเขาสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้
เพราะฉะนั้นในจุดนี้ถ้าจะมองเมืองไทยเรื่องการเติบโตของผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ SMEs มันไม่ได้ขาด มันมีคนสนับสนุนเยอะ แต่โมเดลที่จะทำให้เขาโต เช่น Accelerate Program คือสิ่งที่จำเป็นจริงๆ อย่างเราทำเรื่องสตาร์ทอัพ เรามี Space-F เป็น Accelerate เรื่องอาหาร เราทำร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในการเติบโต เพราะฉะนั้นเราอยากมีแบบนี้เยอะๆ ถ้ามีแบบนี้เยอะๆ Growth Stage ของบรรดาสตาร์ทอัพจะเติบโตได้เร็วมากๆ”

ตามแผนงานทาง NIA จะมีการดึง 5 อุตสาหกรรมหลักขึ้นมาเป็นหัวลากด้านนวัตกรรม เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับคนที่กำลังพัฒนาธุรกิจ
เริ่มจาก Soft Power ซึ่งทาง NIA มองว่าเป็น Quick Win เพราะประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่โดดเด่น เรามีครีเอทีฟ และดีไซน์ มีวัฒนธรรมที่โดดเด่น
“เรามี Culture Story หรือมีบุญเก่า ที่คนเก่าทำไว้เยอะมาก เช่น อาหารไทย แต่ว่าเรายังไม่สามารถทำได้เหมือนเกาหลี ที่ทำได้ระดับโลก และดึงเม็ดเงินกลับเข้าสู่ประเทศไทยได้เหมือนอย่างที่เกาหลีทำ เพราะฉะนั้นถ้าเราทำตรงนี้ได้ ไม่ว่าเราจะสร้างคอนเทนต์ คอนเทนต์ที่เราสร้าง เราต้องไม่สร้างคอนเทนต์เพื่อคนไทย เราต้องสร้างคอนเทนต์เพื่อ Global ที่จะทำให้เขาสนใจอยากจะมาท่องเที่ยวเมืองไทย มากินอาหารไทย มาเสพศิลปวัฒนธรรมของไทย เราต้องใช้ Soft Power ในการสื่อสารความเป็นไทยให้กับสากล
Soft Power เราไม่ได้ทำเครื่องจักรมหาศาล เราไม่ต้องลงทุนร้อยล้านพันล้าน ลงทุนปริมาณไม่เยอะ แต่มันเกิด Impact ที่สูง ทำเหมือนเกาหลีก็ได้ เพราะเรามีของดีเยอะ แต่ต้องปรับการนำเสนอ ตัวอย่าง เช่น โนราห์ ของภาคใต้ชุดสวยมากจนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแล้ว แต่ไม่มีใครมาใส่ชุดเต็มๆ ก็ต้องปรับมาเป็นเครื่องประดับ สร้อยข้อมือ สร้อยคอ ก็ขายได้ราคาที่ดี และต่างชาติก็ชอบ เราต้องพยายามทรานส์ฟอร์มแบบนี้มากๆ”
อุตสาหกรรมต่อมาก็คือเกษตรและอาหาร เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม คนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร เพราะฉะนั้นเรื่องของนวัตกรรมเพื่อการเกษตรสำคัญมาก ไม่ว่าจะ Smart Farmer เรื่องของแพลตฟอร์มเข้ามาใช้งาน เรื่องการขายสินค้าทางการเกษตร ระบบโรงเรือนแบบปิด หรือการทำแพลนท์- เบส การปลูกพืชแบบโรงเรือนปิดที่สามารถคอนโทรลได้
“ในอนาคตปัญหาเรื่องสภาพภูมิอากาศมันจะรุนแรงกว่านี้อีกเยอะ การทำเกษตรก็ต้องเป็นเกษตรแบบแม่นยำ อัจฉริยะพอสมควร ที่เราจะไม่เสียทรัพยากรไปโดยไม่ได้ผล เรื่องของอาหาร เราจะมองไปในเรื่องของอาหารแห่งอนาคตด้วย เช่น แพลนท์-เบส หรือการผลิตอาหารที่ลดการปล่อยก๊าซ อาหารพวกโพรไบโอติกส์ อาหารเพื่อสุขภาพ อาหาร Functional Food ซึ่งจริงๆ เรื่องนี้คนไทยเราก็เก่ง”
กลุ่มที่ 3 คือ Medical and Health ซึ่งคนไทยเก่งเรื่องนี้ และยังมีระบบการให้บริการที่ดี มีหมอที่เชี่ยวชาญ
กลุ่มที่ 4 คือเรื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งตอนนี้ประเทศไทยกำลังเปิดประเทศ
“การท่องเที่ยวมีความสำคัญมากๆ นวัตกรรมก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่อง Big Data ที่เราเอามาวางแผนโปรแกรมการท่องเที่ยวได้ จะเที่ยวอย่างไรที่ไหน จะกลับมาเมื่อไหร่ ทำอย่างไรให้เข้าอยู่นานขึ้น จ่ายมากขึ้น ทำอย่างไรจะให้จ่ายผ่านแพลตฟอร์มของคนไทย ใช้บริการธุรกิจของคนไทยมากขึ้น ตรงนี้ก็สำคัญ”
อุตสาหกรรมกลุ่มที่ 5 คือเรื่องของพลังงาน พลังงานทดแทน EV และเรื่อง Climate Technology ซึ่งถือเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรง เช่น คาร์บอนเครดิต ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ประกอบการของไทยปรับตัวได้ทันกับมาตรฐานการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ
“5 กลุ่มนี้ต้องเกิด Impact ทางเศรษฐกิจ มีตัวเลขที่จับต้องได้ เราวางเป้าหมายสร้างผู้ประกอบการทางนวัตกรรมที่จับต้องได้เพิ่มขึ้นถึง 10,000 รายใน 4 ปี จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 6,000-7,000 ราย และอยากให้เกิด Impact ทางเศรษฐกิจประมาณ 20,000 ล้านบาท และก็อยากจะเห็นอันดับของประเทศไทยสูงขึ้น ตอนนี้เราอยู่ที่ 43 ของโลก อย่างน้อยใน 4 ปีนี้ เราอยากให้ก้าวพ้นเลข 4 ไปอยู่ที่เลข 3 ให้ได้ ถ้าได้ 37-38 เราก็ภูมิใจแล้ว เพราะเรามีเป้าหมายในปี 2030 อยู่ในอันดับที่ต่ำกว่า 30”
ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ทีมงานอยากทราบถึงความท้ายทายนับจากนี้ไป หลังจากขึ้นมารับตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติอย่างเป็นทางการ
ดร.กริชผกา กล่าวว่า ความท้าทายตอนนี้ คือเรื่องของสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย เรื่องของหนี้เสียที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และเรื่องการแข่งขันในเวทีโลกที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้น NIA ต้องเร่งสร้างความพร้อมให้กับผู้ประกอบการไทยในเรื่องของนวัตกรรม เพื่อที่จะทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถอยู่รอดได้ในสภาวะที่เปลี่ยนแปลงเร็วแบบนี้ได้ เพราะนวัตกรรมคือทางรอดจริงๆ
“เราต้องทำงานเชิงรุกมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะว่าเราพยายามที่จะเข้าไปคุยกับผู้ประกอบการเพื่อเก็บข้อมูลความต้องการ เพื่อนำกลับมาพัฒนาหลักสูตรโปรแกรมต่างๆ ให้ตอบรับกับความต้องการมากขึ้น เราจะเน้นในส่วนต่างๆ เช่น เรื่องการทดสอบมาตรฐานต่างๆ เพื่อทำให้เขามั่นใจว่าสินค้าของเขาออกสู่ตลาดได้ หรือแม้กระทั่งในเรื่องของสตาร์ทอัพเอง เราก็ทำเรื่อง Matching Fund ไม่ว่าจะเป็นทั้งจากภาครัฐและเอกชน เราก็พยายามทำเชิงรุกมากขึ้น รวมถึงร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น ก็เป็นสิ่งที่เราเคยทำไว้และตอนนี้ทางกฤษฎีกาก็รับไปปรับปรุงเพิ่มเติมในส่วนที่รับฟังเพิ่มเติมมา เราดีไซน์เรื่องนี้มานานแล้ว แต่เรื่องการขับเคลื่อนก็ยังไม่ผ่าน ซึ่งตรงนี้น่าจะผ่าน และถ้าผ่านแล้วก็น่าจะทำให้ Ecosystem ในการพัฒนาสตาร์ทอัพดีขึ้นมาก
ในวัน Town Hall Meeting ก็สื่อสารว่า Direction ของเราที่จะไปคือเรื่อง Global Conductor คือเป็นผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม เดิมเราเป็นแค่ System Indicator หรือผู้เชื่อมโยง แต่อนาคตเราจะเป็นผู้กำหนดเอง เราจะเป็นเหมือนคนที่นำวงออร์เคสตร้าว่าดนตรีจะประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีหลักอะไรบ้าง และเราจะทำอย่างไรให้ Conduct ร่วมกัน เหมือนเฉกเช่นกับ Ecosystem ของนวัตกรรมที่มันประกอบไปด้วย Stakeholder หลายอย่าง หลายมิติมากๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทำอย่างไรที่จะ Synchronize กัน ทำอย่างไรที่จะออกมาเป็นบทเพลงที่ไพเราะร่วมกัน เพื่อให้เกิดนวัตกรรมที่สร้าง Impact ให้กับเศรษฐกิจและสังคม
และเราก็บอกทุกคนว่างานของเราน่าจะหนักมากขึ้น แต่ว่างานที่หนักจะไม่ได้เพื่อตัวเราเอง แต่เราจะทำให้ประเทศไทยเป็นชาตินวัตกรรม เราจะทำให้นวัตกรรมเป็นเรื่องที่อยู่ในหัวใจของคนไทย ที่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก ภาคประชาชน ภาคสื่อ หรือภาคการเมือง ให้มองมิติของนวัตกรรมว่ามีความสำคัญ มองว่ามันจับต้องได้ มองว่าเอามาทำมาหากินได้ นวัตกรรมสามารถลดความเหลื่อมล้ำ นวัตกรรมสามารถสร้างสังคมที่ดีได้ ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้ได้ เราเชื่อว่าประเทศไทยจะเป็นชาตินวัตกรรม เศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนไทยจะต้องดีขึ้น”