ว่ากันว่าที่ผ่านมา การทำตลาดของผู้เล่นในตลาดค้าปลีกในกลุ่มไฮเปอร์มาร์เก็ตของบ้านเราจะใช้กลยุทธ์แบบผสมผสานกันระหว่าง Pull และ Push Strategy
ในแง่ของ Pull นั้น จะใช้ความครบวงจร ขนาดของสโตร์ที่ใหญ่ และมีความหลากหลายของตัวสินค้า ตลอดจนกลยุทธ์ด้านราคา เป็นตัวดึงผู้บริโภคที่อยู่ใน Catchment Area ที่ขีดเส้นเอาไว้ เข้ามาช้อปปิ้งในสโตร์ขนาดใหญ่ของตัวเอง
ส่วนเรื่องของ Push Strategy จะเป็นกลยุทธ์ที่ผลักดันตัวเองเข้าไปหาผู้บริโภคในแต่ละชุมชนผ่านร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่เข้าไปอำนวยความสะดวกให้กับพวกเขา ซึ่งทั้ง Pull และ Push นี้ ถูกใช้ควบคู่กันมานาน
แต่สิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนไปจนถูกจับตามองว่าเป็นการเปลี่ยนแลนด์สเคปของการช้อปปิ้งสินค้าของผู้บริโภคชาวไทยก็ว่าได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่า ผู้บริโภคเริ่มมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการช้อปปิ้งของตัวเอง จากเดิมที่จะมาที่สโตร์ขนาดใหญ่ในความถี่ที่ค่อนข้างสูงกว่าการช้อปของคนในหลายประเทศ นั่นคือ ของบ้านเขาจะมาช้อปอย่างเก่งสัปดาห์ละครั้ง หรือ 10 วันครั้ง แต่ในบ้านเรามีความถี่ในการช้อป 2 ครั้งต่อสัปดาห์
แต่เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการทั้ง 2 ค่ายต่างออกมาให้ข้อมูลที่คล้ายๆ โดยวิชัย เบญญาดิลก รองประธานฝ่ายจัดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี บอกกับเราถึงสิ่งที่เปลี่ยนไปว่า ว่า ผู้บริโภคจะมีการช้อปในไฮเปอร์มาร์เก็ตน้อยลง เพราะการตุนสินค้าในแต่ละเดือนลดลง แล้วหันมาซื้อแบบท็อปอัพในกรณีที่สินค้าบางตัวขาดหรือหมดจากร้านค้าปลีกขนาดเล็กใกล้บ้าน คอนวีเนียนสโตร์จึงเป็นเสมือนที่สต็อกสินค้าของพวกเขา
“ในทางกลับกัน ไลฟ์สไตล์การช้อปปิ้งในร้านค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ตก็เปลี่ยนไปจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง จากแค่มาเพื่อซื้อสินค้าแล้วกลับ ก็เปลี่ยนเป็นการมาใช้ชีวิต หรือพักผ่อน ไฮเปอร์มาร์เก็ตเองจึงต้องมีการปรับรูปแบบของสโตร์ให้มีทั้งร้านค้า ร้านอาหาร และสิ่งบันเทิงต่างๆ มากขึ้น เพื่อรองรับกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของพวกเขา”
เศรษฐกิจ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซ้อปของคนไทย แต่สิ่งที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมาจากโครงสร้างทางสังคมที่เข้ามามีส่วนต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพวกเขาค่อนข้างมาก ไล่จาก
1.พวกเขามองถึงเรื่องของความสะดวกสบายในการช้อป ซึ่งการมาที่สโตร์แล้วช้อปเป็นจำนวนมาก น่าจะไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการอีกต่อไปแล้ว เพราะมีการสร้างฟอร์แมตของร้านค้าปลีกที่ทำให้เข้าถึงการซื้อได้ง่ายขึ้นแบบทุกที่ทุกเวลา ทั้งฟอร์แมตที่เป็นร้านค้าปลีกขนาดเล็กกระจายเข้าไปในชุมชนต่างๆ และตัวช้อปปิ้งออนไลน์ที่มีส่วนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการซื้ออย่างมาก
ตัวอย่างในเรื่องของความสะดวกในการช้อปนั้น ยังรวมถึงเรื่องของการเดินทางที่โครงสร้างของเมืองเปลี่ยนไป ขณะที่ในสมัยก่อน จำนวนคนหารด้วยจำนวนรถจะมีแค่ 20% แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 80% ทำให้เป็นเรื่องที่ยากลำบากในการฝ่าการจราจรที่ติดขัดเพื่อเข้ามาช้อปปิ้งเพียงอย่างเดียว
2.ประสบการณ์ในการช้อปกับไฮเปอร์มาร์เก็ตที่เคยสร้างความตื่นตาในอดีตก็คือเรื่องของการขายสินค้าราคาถูกแบบ Everyday Low Price กลายเป็นเรื่องเบสิกที่ไม่มีความแปลกใหม่ไปแล้ว ทำให้ผู้เล่นทั้ง 2 ราย ต่างหันมาใช้กลยุทธ์ราคาในรูปแบบที่ช็อกไพร์ซ เพื่อกระตุ้นการซื้อ อย่างกรณีของเทสโก้ โลตัสที่สร้าง Perception ในการเป็นร้านค้าปลีกราคาถูกด้วยแคมเปญ โรลแบ็ก
3.โครงสร้างของขนาดครอบครัวที่เปลี่ยนไป เป็นครอบครัวขนาดเล็ก ทำให้ไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้าเพื่อสต็อกแบบเกินความจำเป็นในการใช้ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ผู้บริโภคต้องประหยัด