“5 ปีก่อนหน้านี้ ค้าปลีกในเครือของเซ็นทรัล รีเทล จะมีแค่เพียงร้านค้าที่เป็นออฟไลน์อย่างเดียว เมื่ออีคอมเมิร์ซรุกเข้ามา จึงเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อให้ต้องปรับตัวเป็น Do or Die จึงเป็นที่มาของ New Central New Retail พร้อมเดินหน้าสู่ The Next Era ด้วยวิสัยทัศน์ CRC OMNI-Intelligence ที่จะให้สำคัญกับการทำตลาดแบบ Omni – channel อย่างเต็มรูปแบบ”
นั่นคือคำกล่าวของ ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ที่พูดถึงที่มาที่ไปของการปรับรูปแบบการทำตลาดของค้าปลีกในเครือมาสู่การทำตลาดแบบ Omni – channel ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
เขาบอกว่า สเตปการทำตลาดต่อจากนี้ไปจะเป็นการเดินหน้าสู่ The Next Era ด้วยวิสัยทัศน์ CRC OMNI-Intelligence โดยการนำ AI เข้าไปในทุกกระบวนการของการทำธุรกิจ อาทิ การสร้าง Next-Gen Omni-channel ที่ผนวกแพลตฟอร์ม Offline และ Online เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค
อีกทั้งยังขยายอีโคซิสเต็มจาก B2C สู่ B2B อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงมีการ Integrate AI ให้เข้ากับ HI (Human Intelligence) เพื่อให้พนักงานทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เหมือนมี Expertise at Your Fingertip รวมถึงการสร้าง Impact ที่มุ่งเน้นทั้งด้าน Profit และ Planet ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน
โดย CRC OMNI-Intelligence จะประกอบไปด้วย 5 กลยุทธ์สำคัญ ที่เรียกว่า 5R ไล่เลียงออกมาได้เป็น
1.Revolutionise Core Strength คือการยกระดับความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักใน Multi-Format, Multi-Category และ Multi-Market โดยมุ่งเน้นธุรกิจที่มีการเติบโตสูง รวมถึงการยกระดับเรื่อง Synergy และการทำ M&A เพื่อเพิ่ม Value ในระยะยาวให้กับธุรกิจ
2.Reinforce Financial Resilience คือการทำให้สถานภาพทางการเงินมีความแข็งแกร่ง และมีการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น และมีความยืดหยุ่นทางด้านการเงิน บนหลักการบริหาร 3C (Cash, Cost, Capex)
3.Reinvent Beyond Retail คือการต่อยอดธุรกิจนอกเหนือจากธุรกิจค้าปลีก เช่น การเข้าไปเป็นส่วนสำคัญใน Community ต่างๆ ในแต่ละ Category เพื่อสร้าง Network และ Value ในระยะยาวให้กับธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล รวมถึงการขยายอีโคซิสเต็มจาก B2C สู่ B2B อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเดินหน้า Scale Up อย่างต่อเนื่อง
4.Reimagine Human Capital คือการพัฒนาศักยภาพของพนักงาน ด้วยการรวม Intelligence ของ AI และ HI เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อขยายขีดความสามารถในการทำงาน การวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า และการเพิ่มประสิทธิภาพของแพลตฟอร์มออมนิแชนแนลแบบทวีคูณ
5.Rally Green Impact คือการยกระดับการทำ Green Transition ด้วยการผนึกกำลังทั้งภาครัฐ เอกชน ลูกค้า และพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจมาร่วมมือกันแก้ปัญหา Climate Change เพื่อไม่ให้ไปสู่ Climate Crisis โดยการลดการใช้พลังงาน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโลกสีเขียว เพื่อส่งต่อให้กับคนรุ่นหลัง
“ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีที่พัฒนาและยกระดับเร็วมาก แต่ตัวลูกค้าเองก็มีการพัฒนาและยกระดับพฤติกรรมไปค่อนข้างเร็วเช่นกัน หัวใจสำคัญจึงต้องพัฒนาให้ก้าวไปดักหน้าการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า Customer Disruption ซึ่งตลอด 5 ปีของการปรับตัว เราค่อนข้างจะยูนีค จนสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และพฤติกรรมของลูกค้าได้ค่อนข้างดี”

เขาบอกอีกว่า การมีค้าปลีกในเครือเป็น Multi-Format, Multi-Category และ Multi-Market กลายเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้เราสามารถเลือกเทน้ำหนักมาที่ตลาดที่มีการเติบโตที่ดีได้ การก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของไทวัสดุ คือตัวอย่างที่เรามองเห็นเทรนด์การเติบโตของตลาดวัสดุก่อสร้างในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา จึงเร่งขยายสาขาจนมีสาขาถึง 90 สาขา และยังคงมีการเติบโตที่ดี
“ไทวัสดุ คือตัวอย่างของการรุกบนจุดแข็งของเซ็นทรัล รีเทล โดยเราเริ่มจากศูนย์เมื่อ 12 ปีที่แล้ว มาสู่การขยายสาขาได้รวม 81 สาขาในปีที่ผ่านมา ส่วนในปีนี้จะเพิ่มเป็น 90 สาขา โดยเราเทน้ำหนักให้กับการรุกตลาดของไทวัสดุ เนื่องจากมองเห็นเทรนด์การเติบโตของตลาดสินค้าเกี่ยวกับบ้านและวัสดุก่อสร้างในช่วงตลอด 3 – 4 ปี มานี้ จึงให้น้ำหนักกับการพัฒนาและขยายสาขา จนก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของตลาดได้สำเร็จ”
ส่วนการรุกตลาดในปีนี้นั้น จากวิสัยทัศน์ CRC OMNI-Intelligence ที่เซ็นทรัล รีเทลวางไว้ ได้ถูกต่อยอดมาเป็นแผนงานปี 2567 ที่มีเป้าหมายผลประกอบการ คือรายได้เติบโต 9-11% EBITDA เติบโต 15-17% และใช้งบลงทุน 22,000-24,000 ล้านบาท โดยมีแผนการดำเนินงานในปี 2567 ไล่ตั้งแต่
1.กลุ่มแฟชั่น : การพัฒนาห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล แฟลกชิพสโตร์ สาขาชิดลม สู่การเป็น World Class Luxury Destination รวมถึงการขยายสาขาเพิ่ม 2 แห่ง คือเซ็นทรัล นครสวรรค์ที่เปิดไปแล้ว ส่วนอีกแห่งคือเซ็นทรัล นครปฐมที่จะเปิดในวันที่ 30 มีนาคมนี้
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการรีโนเวทและอัพเกรดห้างอีก 4 แห่ง โดยปรับเปลี่ยนโรบินสันสาขาเมกาบางนา และโรบินสัน แฟชั่นไอส์แลนด์ ให้เป็นห้างเซ็นทรัล และเปิดให้บริการไปแล้ว รวมถึงการรีโนเวทเซ็นทรัล ชิดลม แฟลกชิพของห้างเซ็นทรัล ตลอดจนมีแผนเพิ่มแบรนด์ชั้นนำระดับโลก และนำแบรนด์ในไทยขยายไปยังเวียดนาม
2.กลุ่มฟู้ด : เดินหน้าขยาย GO Wholesale อีก 7 สาขา เพื่อให้เป็นจุดหมายใหม่สำหรับทุกๆ คน เป็น The New Choice For All สำหรับลูกค้า ผู้ประกอบการ และพาร์ทเนอร์ทุกคน นอกจากนี้ยังมีแผนขยายสาขา Tops รวม 10 สาขาในไทย สำหรับประเทศเวียดนาม มีแผนเปิดไฮเปอร์มาร์เก็ต GO! 3 สาขา และ go! (มินิ โก!) อีก 9 สาขา ซึ่งถือเป็น Winning Format ที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
3.กลุ่มฮาร์ดไลน์ : เดินหน้าขยายสาขาไทวัสดุ 9 สาขา พร้อมรีโนเวทอีก 4 สาขา และได้ทรานส์ฟอร์มเหงียนคิมในเวียดนามให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น
4.กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ : ศูนย์การค้าโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ มีการพัฒนาและปรับปรุงสาขาอย่างต่อเนื่อง ส่วนศูนย์การค้า GO! ในเวียดนาม มีแผนขยายอีก 3 สาขา โดยตั้งเป้าปิดปี 2567 ด้วยจำนวน 42 สาขา ครอบคลุม 42 จังหวัด จาก 63 จังหวัดทั่วประเทศ
สิ่งที่น่าสนใจก็คือการวางหมุดหมายของตัวเองให้เป็นกว่าแค่ค้าปลีก หรือ Beyond Retail โดยก้าวไปสู่การครีเอทCommunity ของลูกค้า ซึ่งผู้บริหารของเซ็นทรัล รีเทลบอกว่า การมี Loyal Customer อยู่ในมือถึงเกือบ 30 ล้านคน ทำให้สเตปต่อไปของเราจะมุ่งสู่การสร้าง Community ของลูกค้าแต่ละกลุ่มขึ้นมา

ญนน์ยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็คือถ้าเป็นแบรนด์ซูเปอร์สปอร์ต อาจจะมี Community ของคนที่ชอบกีฬาแต่ละประเภท หรืออย่าง Community ของเชฟ สำหรับลูกค้าของ GO Wholesale ที่เน้นขายส่งสินค้ากลุ่มอาหาร เป็นต้น ซึ่งการสร้าง Community ของแต่ละกลุ่มขึ้นมานั้น ทำให้ค้าปลีกของเซ็นทรัล รีเทล สามารถเอนเกจตลอดจนเข้าถึงและยึดครองความเป็น Community ของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ ซึ่งแน่นอนว่า จะส่งผลต่อการช่วยสร้างกลุ่มก้อนของแฟนพันธุ์แท้ที่จะอยู่กับเซ็นทรัล รีเทลตลอดไปในระยะยาว นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมถึงต้องให้ความสำคัญกับการครีเอท Community เหล่านั้นขึ้นมา
ตลาดค้าปลีกในปีที่ผ่านมา มีมูลค่าอยู่ที่ 4.4 ล้านล้านบาท เติบโต 2 – 3% ใกล้เคียงกับการเติบโตของจีดีพี ซึ่งเป็นการเติบโตที่ไม่ดีนัก เมื่อเทียบกับปกติทั่วไปที่ตลาดค้าปลีกมักจะเติบโตมากกว่าตัวเลขจีดีพี 2 – 3 เท่า แน่นอนว่า ภาครัฐเอง ต้องเข้ามาช่วยกระตุ้นการเติบโตของตลาดด้วย เพราะอุตสาหกรรมค้าปลีก เป็นเซกเตอร์สำคัญที่ทมีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ
ญนน์ มองว่า การกระตุ้นกำลังซื้อคงต้องทำทั้ง 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ไม่มีกำลังซื้อ และกลุ่มที่มีกำลังซื้อ แต่ไม่ค่อยมีการใช้จ่าย การออกมาตรการลดหย่อนภาษีในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าช่วยกระตุ้นให้กลุ่มคนที่มีกำลังซื้อออกมาใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งถือเป็นแนวทางที่ดี
ส่วนการกระตุ้นเรื่องของท่องเที่ยวนั้น ควรจะให้น้ำหนักไปที่นักท่องเที่ยวระดับบนที่มีกำลังซื้อ และพร้อมที่จะเข้ามาเที่ยวและใช้จ่ายด้านอื่นๆ นอกเหนือจากค่าโรงแรม ซึ่งเป็นมาตรการที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญ และทำออกมาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อมองมาที่ยอดขายในภาพรวมของเซ็นทรัล รีเทลนั้น พบว่า รายได้หลักๆ 70% ยังคงมาจากยอดขายในประเทศ ส่วนที่เหลือมาจากตลาดต่างประเทศ โดยเวียดนาม แม้สัดส่วนยังมีค่อนข้างน้อยคือ 7% และยุโรปอีกกว่า 20% แต่ก็มีแนวโน้มการเติบโตค่อนข้างดี
โดยสินค้าในกลุ่มฟู้ด จะทำรายได้ในสัดส่วนประมาณ 38% ตามมาด้วยแฟชั่น 28 – 30% ที่เหลือเป็นกลุ่มอื่นๆ อาทิ ฮาร์ดไลน์ โดยสินค้าในกลุ่มฟู้ดเป็นตลาดที่ใหญ่ และยังคงมีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในไทยและเวียดนาม ที่วันนี้ ครองสัดส่วนการทำรายได้ในกลุ่มฟู้ดประมาณ 20%