อุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่จะเหลือเจ้าตลาดเพียง 2 รายในไทย คือ AIS และ True ภาพเริ่มชัดขึ้นเมื่อเกิดจากการควบรวมกิจการระหว่าง True กับ Dtac หรือจะเป็นธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระหว่าง AIS Fibre กับ TTTBB การแข่งขันของธุรกิจโทรคมนาคมจะดุเดือดขนาดไหน

หากดูปี 2566 ที่ผ่านมา AIS มีฐานลูกค้าผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถืออยู่ที่ 44,616,500 เลขหมาย แบ่งเป็นระบบรายเดือน 12,715,000 เลขหมาย มีรายได้ต่อผู้ใช้บริการเฉลี่ย 449 บาทต่อเดือน และระบบเติมเงิน 31,901,500 เลขหมาย มีรายได้ต่อผู้ใช้บริการเฉลี่ย 133 บาทต่อเดือน AIS มีฐานลูกค้าลดลง 1.4 ล้านเลขหมาย
ขณะที่ True มีฐานลูกค้าผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถืออยู่ที่ 51.9 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็นระบบรายเดือน 15,571 พันเลขหมาย มีรายได้ต่อผู้ใช้บริการเฉลี่ย 420 บาทต่อเดือน และระบบเติมเงิน 36,315 พันเลขหมาย มีรายได้ต่อผู้ใช้บริการเฉลี่ย 109 บาทต่อเดือน True มีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น 0.5 ล้านเลขหมาย
ณ วันนี้ยอดผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือทั้งประเทศไทย ถ้ารวมทั้ง 2 ค่ายแล้วเป็น 96.5 ล้านเลขหมาย เมื่อเทียบกับประชากรไทยทั้งประเทศสิ้นปี 2566 มีจำนวนประชากรกว่า 66.05 ล้านคน แสดงให้เห็นว่าประชากร 1 คนจะมีเบอร์มือถือเฉลี่ยประมาณ 1.46 เลขหมาย ตัวเลขนี้อาจจะสะท้อนให้เห็นว่าตลาดเบอร์โทรศัพท์มือถือค่อนข้างอิ่มตัว แล้วค่ายมือถือจะทำอย่างไรกับฐานลูกค้าที่มีอยู่ เพื่อไปต่อยอดธุรกิจอะไรได้บ้าง เพื่อสร้างรายได้และกำไรให้บริษัทอย่างยั่งยืน
ทางด้านของธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ภายใต้แบรนด์ AIS Fibre หลังจากความสำเร็จในการเข้าซื้อกิจการ TTTBB ทำให้ ณ สิ้นปี 2566 AIS Fibre มีฐานลูกค้าทั้งสิ้น 4.74 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้นจากฐานลูกค้า TTTBB 2.3 ล้านเลขหมาย มูลค่าของแพ็กเกจ 434 บาท/เลขหมาย/เดือน แต่เมื่อรวมกับผลประกอบการและฐานลูกค้าคุณภาพของ TTTBB ทำให้ ARPU โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 490 บาท/เลขหมาย/เดือน
ขณะที่ True มีจำนวนผู้ใช้บริการในธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง มีฐานลูกค้า 3.7 ล้านเลขหมาย ลดลง 0.1 ล้านเลขหมาย มูลค่าของแพ็กเกจ ARPU โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 494 บาท/เลขหมาย/เดือน
ปิดปี 2566 ผลประกอบการของ AIS มีรายได้รวม 188,873 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% จากปีก่อน มีกำไร 29,086 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน ขณะที่ True มีรายได้รวม 208,322 ล้านบาท ขาดทุน 15,536 ล้านบาท