ชั่วโมงนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะได้ยินเสียงสะท้อนเกี่ยวกับเรื่องของกำลังซื้อของผู้บริโภคในตลาด Mass ที่ผู้ประกอบการหลายเจ้าล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า กำลังซื้อถดถอยลง
กระนั้นก็ดีในส่วนของตลาดนิชอย่างกลุ่มสินค้าลักชัวรี่พบว่ายังคงไปได้ดีในหลายแอเรีย เช่น ตลาดอสังหาริมทรัพย์ บ้านหรูระดับหลายสิบล้านก็ยังสามารถปิดการขายได้ในวันเดียว
ในตลาดเครื่องสำอาง ศจิกา ทองสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอซี เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด และผู้ก่อตั้ง BFF ร้านมัลติแบรนด์ ผู้จัดจำหน่ายสกินแคร์ เครื่องสำอาง และสินค้าไลฟ์สไตล์ นิช และลักชัวรี่ กล่าวว่า ตลาดสินค้าลักชัวรี่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง ไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ปีที่ผ่านมา BFF สามารถทำยอดขายได้มากถึง 362 ล้านบาท เติบโตขึ้น 29% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าโดยมีผลกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 35 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 125% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยเป็นสัดส่วนรายได้จากธุรกิจค้าปลีกผลิตภัณฑ์ที่บริษัทเป็นผู้นำเข้ามาจัดจำหน่ายในประเทศไทยมากถึง 87% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 317 ล้านบาท โดยยอดขายบองบริษัทมาจากกลุ่มสินค้าสกินแคร์ และเครื่องสำอาง 50-60%, สินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 30%, สินค้า Wellness & Lifestyle 10%, สินค้ากลุ่ม Hair Care 10%
ศจิกา อธิบายเหตุผลว่า ธุรกิจของ BFF อยู่ในตลาดนิช และจับกลุ่มลูกค้าลักชัวรี่ โดยมุ่งเน้นการนำ เสนอแบรนด์และผลิตภัณฑ์ด้านความงามและสุขภาพจำเพาะกลุ่มที่หาซื้อไม่ได้ที่ไหนในประเทศไทย ซึ่งตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา BFF ได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“หัวใจสำคัญของการทำตลาดลักชัวรี่ คือระบบ CRM BFF เราดูแลลูกค้าทุกคนของเราเป็นอย่างดีด้วยบริการแบบ Personalized Service ซึ่งเรามีการเก็บข้อมูลทั้งในด้านประวัติการซื้อ สภาพผิวสไตล์ความชื่นชอบ และความต้องการต่างๆ โดยลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเราจะเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้สูงทั้งหญิงและชาย มีความสนใจและชอบทดลองผลิตภัณฑ์เพื่อความงามในระดับนิช และลักชัวรี่ใหม่ๆ รวมถึงผู้ที่มองหาผลิตภัณฑ์และบริการที่ให้ประสิทธิภาพสูงในการดูแลความงามและสุขภาพของตน”
ศจิกา เล่าเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้ลูกค้าของ BFF ถ้าเป็นลูกค้าใหม่จะมียอดการซื้อเฉลี่ยประมาณ 8,000 บาทต่อหนึ่งใบเสร็จ แต่ถ้าเป็นลูกค้าประจำยอดขายจะขยับไปถึงเฉลี่ย 15,000 บาททันที
“เราไม่เน้นการขยายสาขา เพราะสินค้าเราเป็นกลุ่มนิช แต่เราเน้นการรักษาลูกค้า เราสอนให้พนักงานดูแลลูกค้าเหมือนเพื่อนหรือคนรู้จัก ไม่ใช่เซลส์กับลูกค้า Beauty Adviser เราต้องต้องทำการ บ้านละเอียด ต้องจำได้ว่าใครชอบไม่ชอบอะไร ถ้ามีลูกเล็กก็ต้องคุยเรื่องลูกด้วย ทำให้ลูกค้าจำเราได้ ต้อง Follow Up ลูกค้าตลอดเวลา ต้องตามรีเช็กลูกค้าเสมอ เพื่อแนะนำการใช้งานสินค้าแบบ Ono to One เพราะบางทีลูกค้าซื้อสินค้าไปแล้วใช้ผิดวิธีจะไม่ได้ผล”
ปัจจุบัน BFF มีฐานลูกค้าในระบบ CRM มากกว่า 50,000 ราย โดยเรามีการทำโปรแกรมลอยัลตี้สำหรับลูกค้าที่เป็นสมาชิกแบ่งเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ Diamond, Platinum, Rose Gold และ Silver ในแต่ละกลุ่มจะได้รับสิทธิพิเศษและระดับส่วนลดสินค้าที่แตกต่างกันไป โดยกลุ่ม Platinum จะเป็นสัดส่วนที่สร้างรายได้มากที่สุดให้กับ BFF และกลุ่ม Diamond ถือว่าเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีลอยัลตี้ให้กับแบรนด์ในระดับสูงมาอย่างยาว นาน

ปัจจุบันร้าน BFF เป็นที่รวบรวมผลิตภัณฑ์สกินแคร์ เมคอัพ อาหารเสริม และไลฟ์สไตล์ระดับลักชัวรี่มากถึง 58 แบรนด์จากทั่วทุกมุมโลก อาทิ 111SKIN, Evidens de Beaute, CellCosmet, Philip B, Oribe ฯลฯ โดยมีสาขาอยู่ 8 แห่งในกรุงเทพฯ
ปีที่ผ่านมา ทางบริษัทได้มีการแตกธุรกิจไปทำคลินิกเพื่อสุขภาพ ความงาม และการชะลอวัย ภายใต้ชื่อ The Wellness by BFF ซึ่งที่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน
สำหรับทิศทางของธุรกิจในปี 2567 BFF ตั้งเป้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจต่างๆ ทั้งร้านมัลติแบรนด์ BFF ที่มีอยู่ถึง 8 สาขาทั่วกรุงเทพฯ และคลินิกเพื่อสุขภาพ ความงามและการชะลอวัย The Wellness by BFF ไปจนถึงการขยายธุรกิจสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ของ BFF ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารด้านผิวพรรณการชะลอวัยและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกาย
โดยในปีนี้ ทางบริษัทจะมีการใช้งบประมาณด้านการตลาดเพิ่มขึ้นถึง 60% จากปีที่แล้วในการสร้างการรับรู้และการเข้าถึงลูกค้าในกลุ่มที่กว้างขึ้น พร้อมกระตุ้นทราฟฟิกหน้าร้านด้วยแคมเปญและกิจกรรมส่งเสริมการตลาดตลอดปีรวมถึงมุ่งพัฒนาศักยภาพของ Beauty Advisor หรือ BA ของเราในการดูแลลูกค้าทั้งที่เป็นสมาชิกอยู่แล้วและที่เข้ามาใหม่ เพื่อให้สามารถยกระดับบริการอันน่าประทับใจและส่งมอบประสบการณ์ความพิเศษในด้านต่างๆ ให้กับลูกค้า BFF ทุกคนได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นอกจากนี้ เรายังมุ่งเน้นการทำตลาดและการสื่อสารด้านแบรนด์ผ่านช่องทางออนไลน์ของบริษัทอย่างครบวงจร ได้แก่ เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของ bffbangkok.com, Facebook, LINE OA, Instagram, TikTok, ร้านOfficial Store ของ BFF ทาง Lazada และ Central Online รวมถึงการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ ที่มี DNA ตรงกัน
