หากเปรียบเส้นทางธุรกิจของ “ซิกนิฟาย” (Signify) ผู้นำธุรกิจระบบไฟและอุปกรณ์แสงสว่างระดับโลก โดยมีแบรนด์ระดับโลกอย่าง “ฟิลิปส์” เป็นถนนสายหลักเส้นหนึ่งและคงต้องบอกว่าถนนเส้นนี้มี “ความยั่งยืน” เป็นหลักไมล์ตลอดทางที่ก้าวไปข้างหน้า ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ชัดเจนในการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการสร้างนวัตกรรมแสงสว่างเพื่อเข้ามายกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรโลก สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้วิสัยทัศน์ “เพื่อชีวิตที่สดใสและโลกที่น่าอยู่กว่าเดิม” (Brighter Lives, Better World)
คุณจาร์กันนาธาน ศรีนิวาสาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิกนิฟาย คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงวิสัยทัศน์ดังกล่าวว่า บริษัทกำหนดเป้าหมายดำเนินการและวัดผลด้านความยั่งยืนทุกๆ 5 ปี โดยระหว่างปี 2015-2020 ได้ตั้งเป้าที่จะเป็นบริษัทที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งซิกนิฟายสามารถบรรลุเป้าตามที่กำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา
สำหรับเป้าหมายระหว่างปี 2020-2025 ซิกนิฟายยังคงทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมและ สิ่งแวดล้อมมากขึ้นเป็น 2 เท่า เพื่อบรรลุเป้าหมายที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการลดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยนำมาผสานเข้ากับแผนการทำธุรกิจ ได้แก่ เพิ่มสัดส่วนรายได้จากการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจาก 58% เป็น 72% เพิ่มรายได้จากการหมุนเวียนทรัพยากรจากเดิมปี 2020 อยู่ที่ประมาณ 16% เป็น 32% และเพิ่มรายได้ด้านยกระดับคุณภาพชีวิตเป็น 32%
ทั้งนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์และระบบแสงสว่างที่ช่วยในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการหมุนเวียนทรัพยากร นับเป็นกลุ่มที่เข้ามารองรับวิสัยทัศน์ด้าน Better World ผ่านการคิดค้นนวัตกรรม ยกตัวอย่าง เช่น หลอดและโคมไฟ Philips รุ่น Ultra Efficient LEDs ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลอดไฟและโคมไฟที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในโลก ณ ปัจจุบัน โดยสามารถให้ค่าลูเมนต่อวัตต์ได้สูงสุดเมื่อเทียบ LED ทั่วไปในตลาด พร้อมทั้งมีอายุการใช้งานได้มากสุดถึง 100,000 ชั่วโมงการใช้งาน ซึ่งจะช่วยทั้งลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยความร้อนสู่ชั้นบรรยากาศโลก อีกทั้งยังช่วยลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ด้วยและในแบรนด์ฟิลิปส์ยังมีสินค้าประเภทโคมไฟโซล่าร์เซลล์ เพื่อใช้ประโยชน์จากพลังงานจากแสงอาทิตย์ ซึ่งเหมาะสมกับประเทศไทยมาก และด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันของฟิลิปส์ เราสามารถติดตั้งโคมไฟโซล่าร์ที่เก็บพลังงานไว้ใช้ได้ถึงเช้า แม้ในช่วงฤดูฝนที่มีแสงน้อย ซึ่งระบบไฟโซล่าร์ถือว่าช่วยรักษ์โลกมากที่สุดเพราะอาศัยเพียงแสงแดดจากธรรมชาติแปลงมาเป็นพลังงาน

“ปีที่ผ่านมา เราได้เปิดตัวโครงการ Green Switch เป็นโปรแกรมที่เราเข้าไปคุยให้ความรู้และคำปรึกษากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชนที่จะต้องการจะอัพเกรดจากหลอดและโคมไฟทั่วไปมาเป็น LED และหรือระบบไฟ LED อัจฉริยะ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย พร้อมทั้งยังมีธนาคาร UOB เป็น Financial Partner เพื่อสนับสนุนด้านเงินลงทุนอีกด้วย”
ในขณะเดียวกัน ธุรกิจแสงสว่างที่ยกระดับคุณภาพชีวิตจะมาสอดรับกับวิสัยทัศน์ Brighter Lives เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในสุขภาพความเป็นอยู่ที่ดี และความมั่นคงทางอาหาร ด้วยเทคโนโลยีแพลตฟอร์มไอโอทีเชื่อมโยงแสงสว่างเข้ากับระบบการจัดการ สะดวกในการใช้งาน และประหยัดพลังงาน ตลอดจนกลุ่มเทคโนโลยีแสงสว่างสำหรับภาคเกษตรกรรม ทั้งด้านการเลี้ยงไก่, หมู, กุ้ง และการปลูกพืชผัก โดยมีจุดเด่นมีสูตรแสง หรือ Light Recipe ที่ถูกวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องหลายสิบปีโดยนักวิจัยเฉพาะทางของเราเพื่อเพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพสินค้า และลดอัตราสูญเสียผลิตผลได้ตามสายพันธุ์ของสัตว์และพืชผักนั้นๆ
นอกจากนี้ ซิกนิฟายยังคิดค้นระบบแสงสว่างอัจฉริยะ (Smart IoT Lighting) เช่น สินค้าแบรนด์ Interact สำหรับงานโครงการขนาดใหญ่ไปจนถึงระดับเมือง เรายังมีสินค้าแบรนด์ Philips Hue และสินค้าแบรนด์ WiZ สำหรับผู้บริโภคทั่วไป โดยระบบไฟอัจฉริยะนี้สามารถปิด-เปิด ตั้งเวลา รวมถึงปรับค่าความสว่างของแสงได้ตามลักษณะการใช้งาน หรือตามความจำเป็นที่กำหนดไว้ และยังมี Dashboard ในการ Monitor การใช้พลังงานในบางระบบอีกด้วย ทั้งหมดนี้จะช่วยลดความสิ้นเปลืองในการใช้พลังงาน ทำให้ผู้บริโภคลดภาระค่าไฟซึ่งขยับเพิ่มสูงขึ้นตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และยังช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากแสงไฟที่มีคุณภาพเหมาะสมกับกิจกรรมต่างๆ

คุณจาร์กันนาธาน ย้ำว่า จากนี้ไปซิกนิฟายยังคงมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนโลกไปในทิศทางแห่งความยั่งยืน โดยนำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติมาเป็นแรงบันดาลใจในการวางแนวทางการดำเนินงานครอบคลุม 5 ข้อจากทั้งหมด 17 ข้อ SDGs ได้แก่ ข้อ 3. มีสุขภาพที่ดีและความเป็นอยู่ที่ดี, ข้อ 7. พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้, ข้อ 11. เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน, ข้อ 12. การบริโภคและการผลิตอย่างรับผิดชอบ และข้อ 13. การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ ล่าสุดซิกนิฟายยังได้รับการคัดเลือกให้อยู่ใน Dow Jones Sustainability World Index (DJSi) เป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน ซึ่งก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ในความมุ่งมั่นด้าน Sustainability ขององค์กร
“ผมคิดว่าเส้นทางการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนจะประสบความสำเร็จได้จะต้องเกิดจากเจตจำนงของฝ่ายบริหารในการกำหนดกลยุทธ์หรือนโยบายลงมาสู่ทุกระดับของการปฏิบัติการ และทำให้เกิดความต่อเนื่องอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในระดับปฏิบัติการ แต่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นภาพรวมที่ทำให้เราบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่วางไว้ได้” คุณจาร์กันนาธาน กล่าวทิ้งท้าย