ตลาดเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทในเมืองไทย เอปสันนั้นเป็นที่ยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคมาตลอด ล่าสุดเอปสันก็เป็นแบรนด์อับดับ 1 จากผลสำรวจ2024 Thailand’s Most Admired Brand ในหมวดผลิตภัณฑ์ IT และดิจิทัล / เครื่องพรินเตอร์
ดังนั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจึงพยายามพุ่งเป้ามาที่ตลาด B2B มากขึ้น เพราะเป็นตลาดที่มีศักยภาพและยังเติบโตได้อีกมาก
ล่าสุดเอปสันได้ลงทุนเสริมความแกร่งธุรกิจในไทย เปิดโซลูชั่นเซ็นเตอร์เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า B2B ที่กำลังปรับตัวในไทย
ยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด อธิบายว่า ลูกค้ากลุ่ม B2B ถือเป็นNew S-curve ของเอปสัน ซึ่งหัวใจของการทำตลาดกับกลุ่มเป้าหมายนี้คือการเข้าถึง เนื่องจากตัวสินค้าสินค้ามีขนาดใหญ่เคลื่อนย้ายยาก ดังนั้นทางบริษัทจึงจำเป็นต้องต้องเพิ่ม Touchpoint ให้กลุ่มเป้าหมายเข้าถึงได้สะดวกขึ้น
โซลูชั่นเซ็นเตอร์ของเอปสัน ประเทศไทย ตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 ด้านหน้า PUNN Smart Workspace ถนนพระราม 4 เขตคลองเตย บนพื้นที่กว่า 600 ตารางเมตร โดยมีสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ มาจัดแสดงทั้งในส่วนของเครื่องพิมพ์สิ่งทอ, เครื่องพิมพ์ป้ายขนาดใหญ่, สินค้ากลุ่มหุ่นยนต์แขนกล ฯลฯ
จุนคิชิ โยชิดะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจเครื่องพิมพ์ บริษัท ไซโก้ เอปสัน คอร์ปอเรชั่นกล่าวว่า เอปสันไม่ได้กำหนดความก้าวหน้าขององค์กรที่ความสำเร็จด้านผลกำไรเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญอย่างมากกับความยั่งยืนและได้นำมาใช้เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจและการพัฒนานวัตกรรม เอปสันมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน อย่างเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทที่ใช้เทคโนโลยี Heat-Free ลิขสิทธิ์เฉพาะของเอปสันที่ใช้พลังงานน้อยและช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ความทุ่มเทนี้ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นจนกลายเป็นแบรนด์เครื่องพิมพ์อิงค์แท็งก์อันดับ 1 ของโลก ด้วยยอดจำหน่ายสะสมสูงถึง 90 ล้านเครื่อง เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ เอปสันยังครองอันดับ 1 ในตลาดโปรเจ็กเตอร์ทั่วโลกมายาวนานถึง 22 ปีติดต่อกัน ที่สำคัญบริษัทด้เดินหน้าขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้าองค์กร หรือ B2B มาอย่างต่อเนื่องจนสามารถก้าวขึ้นเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในตลาดเครื่องพิมพ์หน้ากว้างของตลาดอาเซียนในปีที่ผ่านมาได้สำเร็จ โดยมีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 21%
“เอปสันตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปการดำเนินงานเพื่อลูกค้า B2B และความสำคัญในการลงทุนด้านโครงสร้างเพื่อสนับสนุนโครงการใหม่ๆ ที่จะขับเคลื่อนการเติบโตในธุรกิจด้าน B2B ดังนั้น โซลูชั่นเซ็นเตอร์นี้จึง Touchpoint สำคัญที่จะทำให้ลูกค้าและพาร์ทเนอร์ของเอปสันได้พบและรับประสบการณ์อันน่าประทับใจโดยตรงด้วยตัวเองกับผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นด้าน B2B ใหม่ๆ ของเอปสัน บริษัทเชื่อมั่นว่าภาคธุรกิจมีหน้าที่ต้องช่วยแก้ไขปัญหาในสังคมและสร้างผลกระทบเชิงบวกให้แก่ชุมชน เมื่อมองไปที่อนาคตเอปสันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ช่วยให้องค์กรต่างๆ ให้ได้ใช้ผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่ยั่งยืนของเอปสัน เพื่อยกระดับชีวิตและสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้แก่คนรุ่นต่อไป”
ซิ่ว จิน เกียด กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอปสันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า การเปิดโซลูชั่น เซ็นเตอร์ในประเทศไทยถือเป็นอีกย่างก้าวสำคัญของเอปสัน เพราะเมื่อรวมกับความสำเร็จในการเปิดโซลูชั่น เซ็นเตอร์ที่ผ่านมาในสิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เอปสันก็จะมี Touchpoint สำหรับลูกค้า B2B ได้ครอบคลุมภูมิภาคนี้ได้มากยิ่งขึ้น ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีบทบาทสำคัญต่อเอปสันมาโดยตลอดถือเป็นตลาดหลักของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โดยเอปสันได้เข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2533 หรือเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 3 ทศวรรษแล้ว นอกจากนี้ เอปสัน ประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางในการดำเนินธุรกิจในกัมพูชา ลาว เมียนมา และปากีสถานอีกด้วย การเปิดโซลูชั่นเซ็นเตอร์แห่งใหม่ล่าสุดวันนี้จึงสะท้อนถึงความทุ่มเทของเอปสันที่จะสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจมากยิ่งขึ้นในภูมิภาคนี้ และตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินกิจการในประเทศไทย
“โซลูชั่นเซ็นเตอร์ของเอปสัน ประเทศไทยได้รวมนวัตกรรมและความยั่งยืนมาไว้ด้วยกันการออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอปสันในด้านความยั่งยืนโดยใช้เทคโนโลยีการพิมพ์และการฉายภาพอันทันสมัยของเอปสันมารังสรรค์พื้นที่ภายในให้สามารถใช้จัดแสดงโซลูชั่นระดับนวัตกรรมไปพร้อมกับส่งเสริมแนวปฏิบัติที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยให้ลูกค้าได้ใกล้ชิดกับผลิตภัณฑ์เหล่านั้นและความยั่งยืน ในเวลาเดียวกันเมื่อลูกค้าเปิดรับความยั่งยืนและประยุกต์ใช้ในธุรกิจก็จะสามารถช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานทางธุรกิจได้”
ยรรยง กล่าวว่า เอปสันมองเห็นถึงศักยภาพและการเติบโตของสินค้าในกลุ่มธุรกิจ B2B ในทุกตลาดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้วางกลยุทธ์เพื่อรุกตลาดนี้โดยเฉพาะ ตั้งแต่ด้านโครงสร้างของธุรกิจการพัฒนาทีมงานไปถึงการพัฒนาและการให้การสนับสนุนตัวแทนจำหน่ายการลงทุนสร้างโซลูชั่นเซ็นเตอร์ในทุกประเทศก็เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญเพื่อเป็น Touchpoint สำหรับลูกค้า B2B ซึ่งโซลูชั่นเซ็นเตอร์แห่งใหม่ที่ประเทศไทยนี้ใช้งบประมาณกว่า 30 ล้านบาท
“จุดประสงค์ของโซลูชั่นเซ็นเตอร์มี 2 ข้อหลัก คือ 1. เราต้องการสร้างคุณค่าของเอปสันทั้งฝั่งของพาร์ทเนอร์และ End User ให้เห็นถึงนวัตกรรม 2. เราต้องการเป็น Touchpoint ให้กับคอนซูเมอร์และพาร์ทเนอร์ให้เห็นการใช้งานจริงๆ แนวคิดการออกแบบของศูนย์ เราจะเน้นเรื่องความยั่งยืนทางธรรมชาติ ลดผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมและมีแผนที่จะอัพเกรดเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยให้ความสำคัญกับความเป็นเอเชียมากที่สุด การตกแต่งภายในก็จะเน้นภาพในประเทศไทยนอกจากจะได้รับการออกแบบให้สามารถใช้พื้นที่กว่า 600 ตร.ม. ได้อย่างคุ้มค่าและอเนกประสงค์แล้วเอปสันยังได้เลือกคอนเซ็ปต์ “Sustainability of Asia and Season Changes” ที่สนับสนุนจุดยืนทางด้านความยั่งยืนของเอปสันทั่วโลก การตกแต่งภายในทั้งหมดเน้นใช้วัสดุที่มีผิวสัมผัสและสีที่เป็นธรรมชาติเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยังตกแต่งด้วยภาพพิมพ์จากเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมและภาพฉายด้วยโปรเจ็กเตอร์ของเอปสัน”
ยรรยงยังยกตัวอย่างให้ฟังว่า ธุรกิจแขนกลเป็นกลุ่มธุรกิจที่อธิบายเปล่าๆ ให้เห็นภาพยากมาก ดังนั้นการมีโซลูชั่นเซ็นเตอร์ทำให้เอปสันสามารถแนะนำโซลูลั่นใหม่ๆ ที่แขนกลสามารถทำได้ เช่น ติดกาว, ชงกาแฟเพื่อแสดงโซลูชั่นต่างๆ เพราะว่าแขนกลมีการใช้งานที่หลากหลาย ซึ่งลูกค้าสามารถบอกความต้องการแล้วให้ทีมงานช่วยออกแบบโซลูชั่นได้ เป็นต้น