ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดไอทีและดิจิทัล ผนวกกับกระแสการหดตัวของเศรษฐกิจที่ทำให้กำลังซื้อชะลอตัวตลอดปี 2568 ทว่าแบรนด์เทคโนโลยีระดับโลกอย่างเอปสันกลับสามารถฝ่าวิกฤตและครองใจผู้ใช้งาน จนก้าวขึ้นเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจผู้บริโภค หรือ 2026 Thailand’s Most Admired Brand ในกลุ่มพรินเตอร์ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานในตลาดผู้บริโภค หรือ B2C ที่มีต่อแบรนด์เอปสันมาอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ในเชิงกลยุทธ์บริษัทได้เพิ่มน้ำหนักการขยายตลาดองค์กรธุรกิจหรือ B2B มากขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว เบื้องหลังความสำเร็จนี้ไม่ได้มาจากการดัมพ์ราคาเพื่อแข่งขันในตลาดระดับล่าง แต่เกิดจากการวางรากฐานทางธุรกิจที่มุ่งเน้นการส่งมอบ “คุณค่า” อย่างแท้จริง

เพื่อตอกย้ำความเป็นเบอร์ 1 และรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคแบ่งขั้ว หรือ Polarized Consumer Market ที่ลูกค้าฝั่งหนึ่งมองหาความคุ้มค่าสูงสุด ขณะที่อีกฝั่งพร้อมจ่ายเพื่อเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงกว่า เอปสันประกาศทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 อย่างชัดเจน โดย คุณยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด ได้เผยถึงวิสัยทัศน์ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรว่า
“บริษัทตั้งเป้าเติบโตในปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 5% จากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าในระยะยาวมากกว่าการแข่งขันด้านราคา ภายใต้แนวคิด Customer Value First โดยมุ่งสร้างคุณค่ารวม Total Value ผ่านการผสานโซลูชัน บริการ และแนวทางด้านความยั่งยืนอย่างเป็นระบบทั้งในตลาด B2C และ B2B”
ที่ผ่านมาความแข็งแกร่งของเอปสันในตลาดผู้บริโภคไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะคุณภาพของผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังมาจากการสร้างประสบการณ์ใช้งานที่ตอบโจทย์ผู้ใช้จริง ทั้งในด้านความคุ้มค่า ความทนทาน และความสะดวกในการใช้งาน โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องพิมพ์ EcoTank ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในตลาดครัวเรือนและโฮมออฟฟิศ
ด้วยจุดเด่นด้านต้นทุนการพิมพ์ที่ประหยัดและการใช้งานที่ต่อเนื่อง ทำให้เอปสันสามารถสร้างฐานผู้ใช้ที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ในระยะยาว สะท้อนจากความสำเร็จของ EcoTank ที่มียอดจำหน่ายสะสมทั่วโลกมากกว่า 100 ล้านเครื่อง และครองตำแหน่งผู้นำตลาดเครื่องพิมพ์ระบบแท็งก์หมึกมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 15 ปี
หากเจาะกลยุทธ์หลักในปี 2569 คุณยรรยงเผยว่า จะรุกหนักในกลุ่มเป้าหมาย B2B พร้อมรักษาฐาน B2C ให้ยังมั่นคง ซึ่งเป็นฐานผู้ใช้สำคัญที่สร้างการรับรู้และความนิยมต่อแบรนด์ในตลาดผู้บริโภค โดยเอปสันมีการพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมแยกกลยุทธ์ตามกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน สำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กรธุรกิจที่เป็นหัวหอกสำคัญในการสร้างการเติบโต เอปสันเดินหน้าด้วยกลยุทธ์ “Acceleration & Expansion” เร่งขยายตลาดผ่านการจับมือกับพันธมิตร และเจาะตลาดอุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่ม (Vertical Penetration) ควบคู่กับการผลักดันนวัตกรรมอิงค์เจ็ทธุรกิจ (Business Inkjet) ที่มีเทคโนโลยี Heat-Free เพื่อทดแทนเครื่องพิมพ์เลเซอร์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership - TCO) ตอบโจทย์เรื่องความคุ้มค่าและคุณภาพงานพิมพ์
“แรงขับสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ B2B ของเอปสัน มาจากการมุ่งทำตลาดในระดับ Mid-High อย่างชัดเจน ทั้งในกลุ่มเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทสำหรับองค์กรธุรกิจและสแกนเนอร์ ควบคู่กับการต่อยอดโซลูชันครบวงจรสำหรับองค์กร ไม่ว่าจะเป็น EcoFleet Management ที่ช่วยบริหารจัดการต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายงานพิมพ์ โซลูชันเครื่องพิมพ์ฉลากสี รวมถึงโซลูชันหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ในขณะเดียวกัน ตลาดเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา โดยบริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม SureColor ทั้งเครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณาและงานสิ่งทอ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการที่รอคอยเทคโนโลยีรุ่นล่าสุด พร้อมกันนี้ เอปสันยังเสริมความแข็งแกร่งด้านโครงสร้างองค์กร และยกระดับศักยภาพทีมงาน B2B ให้มีความเชี่ยวชาญเชิงลึก เพื่อรองรับความต้องการที่ซับซ้อนขึ้นของลูกค้าองค์กร”
ขณะเดียวกัน ในฝั่งผู้บริโภคทั่วไปหรือ B2C เอปสันเลือกใช้กลยุทธ์ “Defense & Premiumization” เพื่อป้องกันส่วนแบ่งตลาดเดิมในฐานะผู้นำ และดันพอร์ตสินค้าสู่กลุ่มพรีเมียมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากขึ้น เช่น การเปิดตัวโปรเจกเตอร์ซีรีส์ Lifestudio ที่ผสานดีไซน์เข้ากับเทคโนโลยีความบันเทิงล้ำสมัย ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มคนรุ่นใหม่
นอกเหนือจากตัวผลิตภัณฑ์ ปัจจัยที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นและสร้างความภักดีต่อแบรนด์ได้อย่างเหนียวแน่น คือประสบการณ์ลูกค้าและบริการหลังการขาย เอปสันจึงได้ประกาศทิศทางการบริการภายใต้แนวคิด “Operational Excellency”มีการนำระบบ Service CRM และ Smart Routing มาใช้บริหารจัดการเคสผ่านศูนย์บริการ 175 แห่งทั่วประเทศ ทำให้สามารถซ่อมเครื่องจบได้รวดเร็วเฉลี่ยภายใน 1.8 วัน ผสานกับการขยายเวลารับประกันเครื่องพิมพ์สูงสุดถึง 4 ปีเต็ม
คุณยรรยงกล่าวถึงหัวใจหลักในการมัดใจลูกค้าและทิศทางของแบรนด์ผ่านแกนการทำงาน 3S ไว้อย่างน่าสนใจว่า "เป้าหมายหลักของเราจะอยู่ที่ Customer Value โดยที่เราจะตอกย้ำในเรื่องของ 3S คือ นำเสนอ Solution ที่แก้ปัญหาและเพิ่มผลผลิตได้จริง ยกระดับ Service ที่รวดเร็ว และส่วนสุดท้ายคือ Sustainability ซึ่งเป็นทิศทางที่ขาดไม่ได้ในการทำธุรกิจยุคนี้"
รางวัล Thailand’s Most Admired Brand จึงไม่ใช่เพียงเครื่องสะท้อนภาพลักษณ์ของสินค้าที่มีคุณภาพ แต่ยังตอกย้ำภาพจำของเอปสันในฐานะ “ผู้นำเทคโนโลยีที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ผ่านแคมเปญลดพลาสติกและโครงการนำขวดหมึกใช้แล้วมารีไซเคิล ซึ่งสอดคล้องกับอินไซต์ของผู้บริโภคที่พร้อมสนับสนุนแบรนด์ที่มีความรับผิดชอบ
“ความยั่งยืนกลายเป็น Value Added ที่สังคมหรือผู้บริโภคให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยินดีจ่ายเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย หากสินค้าหรือเทคโนโลยีนั้นช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและทำให้พวกเขามีส่วนร่วมในการดูแลโลกใบนี้"
ทิศทางในอนาคตของเอปสันในปี 2569 จึงมีความชัดเจนอย่างยิ่งในการก้าวพ้นจากการเป็นเพียงผู้ขายฮาร์ดแวร์สู่การเป็น "คู่คิดทางธุรกิจ" ที่นำเสนอนวัตกรรมอันชาญฉลาด บริการที่ไร้รอยต่อ และความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อยืนหยัดเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจผู้บริโภคชาวไทย
“ตลอดช่วงที่ผ่านมา เอปสันได้ปรับเพิ่มน้ำหนักและความเข้มข้นในการทำตลาดกลุ่ม B2B อย่างต่อเนื่อง และวันนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า แม้อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ท้าทายอย่างรุนแรง บริษัทยังสามารถรักษาระดับการดำเนินงานโดยรวมไว้ได้ พร้อมทั้งขยายส่วนแบ่งตลาดในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์ B2B อย่างมีนัยสำคัญ ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงทิศทางกลยุทธ์ที่ถูกต้อง และความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าองค์กรที่ให้ความเชื่อมั่นในโซลูชันของเอปสัน ทั้งนี้เราจะเดินหน้าต่อยอดกลยุทธ์เชิงรุก มองหา S-Curve ใหม่เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการยกระดับความแตกต่างของแบรนด์ผ่านจุดยืนด้านความยั่งยืนและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำลังเป็นคุณค่าหลักที่องค์กรยุคใหม่ให้ความสำคัญ และเป็นพื้นที่ที่เอปสันมีความโดดเด่นอย่างชัดเจนในตลาดปัจจุบัน” คุณยรรยง กล่าวทิ้งท้าย