ในยุคที่ดิจิทัลที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น เทรนด์ Paperless หรือการทำงานไร้กระดาษ และการใช้แท็บเลตเพื่อการเรียนการสอนและการทำงานกลายเป็นเรื่องปกติ
หลายโรงเรียนให้นักเรียนในห้องเรียนหรือส่งการบ้านเป็นไฟล์ .pdf ไม่ต้องใช้กระดาษ
หลายบริษัทเริ่มใช้การวางบิลด้วยไฟล์ดิจิทัล เพื่อลดการใช้กระดาษเพื่อสิ่งแวดล้อม
หลายคนเริ่มมองว่าอนาคตของธุรกิจเครื่องพิมพ์นั้นดูมืดมิด
ยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลัง COVID มีคนถามคำถามนี้กับตนมากมายว่าอนาคตของตลาดเครื่องพิมพ์จะเป็นอย่างไร?
และนี่คือการปรับตัวที่น่าสนใจของเอปสัน ซึ่งเป็นผู้นำในตลาดเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทของไทย

เพิ่มไลน์สินค้ายรรยง กล่าวว่า แม้แนวโน้มการพิมพ์งานในบางส่วนจะลดลง เช่น การพิมพ์การบ้านเพื่อส่งอาจารย์เพราะปัจจุบันสามารถส่งออนไลน์ได้มากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดการพิมพ์สำหรับองค์กรและอุตสาหกรรมบางเซกเมนต์กลับมีแนวโน้มเติบโต
“สรุปได้ว่าภาพรวมแล้วยังมีการเติบโต เพียงแต่ต้องปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มตลาด และที่สำคัญที่สุดคือการนำเสนอโซลูชันที่สอดรับกับความต้องการด้านความยั่งยืน”
ปัจจุบัน เอปสันมีการแบ่งตลาดเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1. Home & Personal 2. SME & SOHO 3. Medium & Large 4. Enterprise
โดยทางเอปสันได้มีการขยายตลาดเครื่องพิมพ์ Epson EcoTank กลุ่ม Mid-High เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่มากยิ่งขึ้น กระตุ้นให้ผู้บริโภคเปลี่ยนจากการใช้เครื่องพิมพ์เลเซอร์ มาใช้เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทที่ประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า ผ่านกลุ่มผลิตภัณฑ์ Epson WorkForce
สำหรับเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทที่เอปสันเปิดตัววันนี้มีทั้งหมด 7 รุ่น ประกอบด้วย เครื่องพิมพ์อิงค์แท็งก์ Epson EcoTank Series จำนวน 3 รุ่น ได้แก่ L4360, L6370 และ L6390 และอีก 3 รุ่นจาก Epson WorkForce Pro Series ได้แก่ EM-C800, EM-C8100 และ EM-C8101 รวมกับ AM-M5500 จากกลุ่ม Epson WorkForce Enterprise Series
“68% ของสำนักงานทั่วภูมิภาคอาเซียนยังเลือกใช้เครื่องพิมพ์เลเซอร์ที่มีความเร็ว 21-30 ipm เอปสันจึงได้พัฒนา EM-C800 ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายนี้ได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน กระแสด้านความยั่งยืนก็กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานเครื่องพิมพ์ในกลุ่มบริษัทธุรกิจทั่วภูมิภาคนี้เช่นกัน แต่ยังมีผู้บริหารองค์กร 34% ที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเครื่องพิมพ์เลเซอร์สามารถนำเสนอคุณค่าด้านความยั่งยืนได้ดีกว่าเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท เอปสันจึงเปิดตัว EM-C8100 และ EM-C8101 ที่เน้นจับกลุ่มสำนักงานที่มองหาเครื่องพิมพ์ที่สามารถตอบโจทย์ในหลายมิติ ทั้งรองรับงานปริมาณมากในทุกวัน ทนทาน ประสิทธิภาพสูง ให้งานพิมพ์คุณภาพดีเยี่ยม ทั้งยังต้องไม่สร้างมลพิษต่อสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวมอีกด้วย”

มุ่งเน้นนวัตกรรมยรรยง อธิบายว่า เอปสันเพิ่งจะฉลองยอดขาย Epson EcoTank ครบ 100 ล้านเครื่องทั่วโลก ตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับ 1 ของโลก 14 ปีซ้อน ไปเมื่อไม่นานมานี้
“ตลาดเครื่อพิมพ์สมัยก่อนเน้นเครื่องถูกแต่หมึกแพง คนเลยไปใช้หมึกปลอม ปี 2010 เอปสันวางโมเดลธุรกิจใหม่ด้วยการออก InkTank และประสบความสำเร็จอย่างสูง จนตอนนี้เครื่องพิมพ์ทุกแบรนด์มี InkTank หมดแล้ว ตลาดเครื่องพิมพ์ตอนนี้ 80% เป็นเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท และ 57% เป็น InkTank ซึ่งไตรมาสแรกปีนี้ เอปสันมีส่วนแบ่งตลาดถึง 47%”
นอกจากนวัตกรรม InkTank เอปสันยังมีเทคโนโลยี Heat-Free นวัตกรรมสำคัญที่ทำให้เครื่องพิมพ์ของเอปสันไม่ต้องใช้ความร้อนในกระบวนการพิมพ์ ซึ่งตอบโจทย์เรื่องสิ่งแวดล้อม คือ
1.ลดการใช้พลังงานได้ถึง 85%: เมื่อเทียบกับเครื่องพิมพ์เลเซอร์ ทำให้ประหยัดค่าไฟได้อย่างมหาศาล และลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับองค์กร
2.ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) 85%: การใช้พลังงานที่ลดลงโดยตรงส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ
3.ลดการเปลี่ยนอะไหล่ 59%: การทำงานโดยไม่ใช้ความร้อนช่วยยืดอายุการใช้งานของชิ้นส่วนภายใน ลดความจำเป็นในการเปลี่ยนอะไหล่ และลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์
ยรรยง ย้ำว่า 72% ของกลุ่มธุรกิจ SME ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและค่าใช้จ่ายที่ถูก ซึ่งเป็นจุดแข็งของเครื่องพิมพ์ Ink Tank ทำให้เอปสันสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดและขยายส่วนแบ่งได้อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เพิ่มการรับประกันเครื่องพิมพ์สูงสุดถึง 100,000 แผ่น หรือ 2 ปี (ลงทะเบียนได้ 4 ปี) เพื่อตอกย้ำความทนทานและความคุ้มค่า
ยรรยง เล่าว่าแม้ว่าทั่วโลกใช้กระดาษน้อย มีบางเซกเมนต์ที่เติบโต มีบางเซกเมนต์ที่ลดลงที่ลดลง เช่น ในตลาด Home & Personal เครื่องพิมพ์งานการบ้านขายลดลง เพราะตอนนี้หลายโรงเรียนใช้ส่งการบ้านออนไลน์ ส่วนตลาดองค์กรมีทั้งบวกและลบ แม้ว่าจะพิมพ์น้อยลงแต่มีบริษัทเปิดมากขึ้น ซึ่งทางเอปสันเองก็มีการเน้นทำตลาดในกลุ่มเครื่องพิมพ์พาณิชย์และอุตสาหกรรม เช่น เครื่องพิมพ์สิ่งทอ หรือเครื่องพิมพ์ป้ายโฆษณามากขึ้น

กระจายรายได้
เอปสันยังมีอีกหนึ่งธุรกิจที่ทำรายได้ให้บริษัทอย่างเป็นกอบเป็นกำคือธุรกิจโปรเจคเตอร์ ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดในไทยถึง 51%
ยรรยง อธิบายว่า โปรเจคเตอร์ซึ่งเอปสันเป็นผู้นำมา 24 ปี มีจุดเด่นเรื่องเทคโนโลยี 3LCD ที่ทำให้ไม่มี Rainbow Effect ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในโปรเจคเตอร์เทคโนโลยี DLP ทำให้ภาพคมชัด สบายตา เหมาะกับการใช้งานต่อเนื่อง
“ถ้าเทียบกับตลาดจอ LED เรื่องขนาดโปรเจคเตอร์ สามารถทำได้ถึง 300 นิ้ว ขณะที่จอ LED ทั่วไปไม่มี หรือมีก็แพงมาก ราคาต่อขนาดจอโปรเจคเตอร์ยังได้เปรียบ และโปรเจคเตอร์ยังมีจุดขายเรื่องของการถนอมสายตา เพราะเป็นการฉายภาพแบบสะท้อนแสง แทนที่จะเป็นแหล่งกำเนิดแสงโดยตรง ช่วยลดแสงสีฟ้าและถนอมสายตาของผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่ผู้คนต้องใช้สายตากับหน้าจอมากขึ้น”
ล่าสุดเอปสันมีการเปิดตัวโปรเจคเตอร์รุ่นใหม่พร้อมกันถึง 15 รุ่น โดยแบ่งเป็นโปรเจคเตอร์รุ่น Smart หรือกลุ่มระดับเริ่มต้นถึงระดับกลางทั้งหมด 7 รุ่น ได้แก่ EB-E12, EB-E24, EB-X52, EB-W53, EB-W55, EB-FH54 และ EB-W56S และโปรเจคเตอร์เลเซอร์ 8 รุ่น ประกอบด้วย EB-L890E, EB-L690E, EB-L890U, EB-L790U, EB-L690U, EB-L790SE, EB-L690SE และ EB-L690SU
ยรรยง กล่าวว่า แม้โลกจะเผชิญกับความท้าทายทั้งจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวน และสถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอน แต่เอปสันยังคงตั้งเป้าเติบโต 6% โดยมองว่ายังมีโอกาสจากการใช้จ่ายของภาครัฐหากการเมืองนิ่ง และความสามารถในการปรับตัวของภาคเอกชน
“ภาพรวมถือว่ากลางๆ ถ้าไม่มีพลิกล็อกหนัก ก็น่าจะไปได้"
