ความเคลื่อนไหวในเรื่องของ "พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" ของประเทศไทยที่มีความชัดเจนว่าจะออกมาให้เห็นกันภายในปีนี้ กลายเป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกำลังให้ความสนใจ และเกาะติดสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิด โดยสาระสำคัญในตัวบทกฎหมาย คือการควบคุมธุรกิจที่จะสร้างผลกระทบในเรื่องมลภาวะ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมากอย่างจริงจัง ซึ่งกำหนดให้ภาคธุรกิจต้องวัดผลและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ต่อผู้ประกอบกิจการพลังงาน กิจการโรงงาน และอาคารต่างๆ รวมกว่า 80,000 แห่งจากสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลกระทบกับธุรกิจในวงกว้าง และผลักดันให้โลกธุรกิจกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Climate Game ที่ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทำให้สมการธุรกิจเปลี่ยนไป และเกิดความกดดันต่อภาคธุรกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ธนาคารกสิกรไทย ภายใต้นโยบายที่ต้องการเป็นมากกว่าธนาคาร ได้เตรียมพร้อมในการนำพาธุรกิจไทยก้าวสู่โลกธุรกิจรูปแบบใหม่ พร้อมรับมือกับยุค Climate Game ที่ส่งผลให้มุมมองในเรื่องมูลค่าของธุรกิจไม่ได้ขึ้นอยู่แค่ผลกำไรจากธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเกมที่ผู้ประกอบการต้องตระหนักและปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงนี้ โดยธนาคารกสิกรไทยมีความมุ่งมั่นในการให้การสนับสนุนภาคธุรกิจให้สามารถปรับตัวและรับมือกับเกมนี้ได้ทัน โดยใช้จุดแข็งในด้านประสบการณ์ ผลิตภัณฑ์ และองค์ความรู้ที่มีอยู่ เพื่อสร้างโอกาสที่จะเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมกัน

สำหรับปี 2567 ธนาคารกสิกรไทย ได้กำหนดยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยที่มีเป้าหมายด้านการขับเคลื่อนธุรกิจและเศรษฐกิจไทยให้เปลี่ยนผ่านไปสู่โลกธุรกิจรูปแบบใหม่ ที่สามารถปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น พร้อมการคว้าโอกาสเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ขณะเดียวกันได้เดินหน้ามุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โดยดำเนินการผ่านกลยุทธ์สำคัญ 4 ด้านหลัก ได้แก่
- Green Operation การวางกลยุทธ์ที่เริ่มต้นจากตัวเอง โดยการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานขององค์กร ที่มุ่งเน้นไปสู่ Net Zero ด้วยมาตรฐานระดับสากล ด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่กสิกรไทยให้ความสำคัญมาตั้งแต่ปี 2555 โดยปัจจุบันมีโครงการที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน เช่น การติดตั้ง Solar Rooftop ที่อาคารหลักทั้ง 7 แห่งของธนาคาร และอีก 78 สาขาภายในเดือนมิถุนายนปีนี้ นอกจากนี้ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าแทนการใช้รถยนต์สันดาปอีกด้วย

คุณพิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 สามารถลดได้ 12.74% เมื่อเทียบปีฐาน (2563) มีการจัดการด้านคาร์บอนเครดิต โดยเป็นกลางทางคาร์บอนมาแล้ว 6 ปีต่อเนื่อง (2561-2566) โดยธนาคารได้ตั้งเป้าหมายเป็น Net Zero ใน Scope 1 & 2 ภายในปี 2573
- Green Finance การวางกลยุทธ์ที่ใช้จุดแข็งในด้านสินเชื่อและเงินลงทุนของกสิกรไทยมาเป็นแกนหลัก เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจสามารถเปลี่ยนผ่านไปได้อย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการให้สินเชื่อด้านสิ่งแวดล้อม (Green Loan) และการให้สินเชื่อเพื่อปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจในการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) การจัดสรรเงินลงทุนของธนาคารในธุรกิจและสตาร์ตอัพที่สร้างผลกระทบเชิงบวก การนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนทั้งของธนาคารและพันธมิตรระดับโลกเพื่อดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนไปสนับสนุนธุรกิจที่คำถึงสิ่งแวดล้อมและสังคม (ESG)
โดย ธนาคารกสิกรไทย ได้ส่งมอบเม็ดเงินสินเชื่อและเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืนไปแล้ว 73,397 ล้านบาท (ปี 2565-2566) คาดว่าภายในปี 2567จะมียอดรวมเป็น 100,000 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็น 200,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 ตามเป้าหมาย โดยหนึ่งในตัวชี้วัด (KPI) ที่สำคัญ คือ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio Emission) ของอุตสาหกรรมหลักที่ธนาคารให้การควบคุมและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านอย่างใกล้ชิด ซึ่งได้มีการวางกลยุทธ์รายอุตสาหกรรมและเข้าไปทำงานร่วมกับลูกค้าแล้วใน 5 กลุ่ม คือ กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มน้ำมันและก๊าซธรรมชาติต้นน้ำ กลุ่มเหมืองถ่านหินประเภทเชื้อเพลิงให้ความร้อน กลุ่มซีเมนต์ และกลุ่มอะลูมิเนียม

ที่ผ่านมา การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของธนาคารเกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพอร์ตโฟลิโอของธนาคาร คิดเป็น 480 เท่า ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินการโดยตรงของธนาคาร (Own Operation - Scope 1 & 2) ดังนั้น ธนาคารจึงปรับกลยุทธ์และเร่งสร้างเครื่องมือสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผู้ประกอบการ สอดคล้องกับภาครัฐที่เห็นความจำเป็นและมีส่วนช่วยผลักดันการขับเคลื่อนภาคธุรกิจในเรื่องนี้ โดยธุรกิจที่ต้องปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมก็ต้องการการสนับสนุนจากธนาคารที่มากกว่าเรื่องการเงิน
- Climate Solutions การวางกลยุทธ์ในด้านการพัฒนาโซลูชันด้านสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจรโดยทำงานร่วมกับพันธมิตร เช่น การพัฒนาโซลูชันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้กับลูกค้าทั้งบุคคลและผู้ประกอบการอย่าง WATT’S UP แพลต์ฟอร์มรองรับการเช่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร และบริการสลับแบตเตอรี่ผ่านจุดบริการ ปัจจุบัน มีผู้ใช้งานแพลตฟอร์มจำนวน 367 ราย หรือการร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชั่น “ปันไฟ" (Punfai) เป็นแอปพลิเคชันแลกเปลี่ยนไฟฟ้าแห่งแรกของไทยที่ตอบโจทย์การใช้งานครบทุกมิติ และรองรับการใช้งานทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ
คุณพิพิธ กล่าวเสริมว่า
“ธนาคารยังได้นำประสบการณ์กว่า 10 ปี ในการวัด Carbon Footprint ของธนาคาร มาใช้เพื่อพัฒนาโซลูชันใหม่ที่จะช่วยผู้ประกอบการเรื่องการวัดผล รายงาน และตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon MRV) ให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับประเทศและระดับสากล” 
- Carbon Ecosystem การวางกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการขยายเครือข่ายด้าน Carbon Ecosystem เป็นธุรกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับคาร์บอนเครดิต โดยศึกษาและดำเนินการซื้อคาร์บอนเครดิตสำหรับการชดเชยทางคาร์บอนของธนาคารและบริษัทในกลุ่ม เพื่อสนับสนุนคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพ ที่จะส่งผลให้เกิดการผลักดันตลาดคาร์บอนเครดิตของประเทศไทยเติบโตและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบของ Climate Change ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมหาศาล และกระทบต่อผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อาจได้รับผลกระทบอย่างหนักจากทั้งความเสี่ยงเชิงกายภาพ (Physical) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) จากผลกระทบของการออกกฎเกณฑ์และกฎระเบียบของคู่ค้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยถึง 44% ของ GDP
สำหรับกลยุทธ์ทั้ง 4 ที่ธนาคารกสิกรไทยได้กำหนดขึ้นมานั้น จะส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนในด้านต่างๆ ไปพร้อมกัน ทั้งด้านการดำเนินงานในองค์กร การสนับสนุนด้านสินเชื่อและเงินลงทุนสำหรับธุรกิจที่ต้องการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของ Climate Game พร้อมการการพัฒนาโซลูชันและการทำงานร่วมกับพันธมิตร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ ไปจนถึงการขยายเครือข่ายด้าน Carbon Ecosystem ที่จะส่งผลต่อการยกระดับตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

โดยกลยุทธ์ทั้ง 4 จะทำให้ ธนาคารกสิกรไทย จะมีบทบาทสำคัญในการเป็นจุดเชื่อมต่อให้กับภาคธุรกิจ ลูกค้า ผู้กำกับดูแล ผู้กำหนดนโยบาย องค์กรแหล่งความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและนวัตกรรม ตลอดจนภาคการเงินและตลาดทุน บูรณาการศักยภาพต่างๆ เพื่อส่งมอบเครื่องมือที่จะเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมในวงกว้างยิ่งขึ้น โดยการนำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่ธนาคารมีมาช่วยสนับสนุนลูกค้าและภาคธุรกิจไทย
“เพราะธนาคารกสิกรไทยตระหนักดีว่า การทำงานด้าน Climate Change ในระดับประเทศที่จะบรรลุผลสำเร็จได้นั้น ทางธนาคารไม่สามารถทำได้เพียงลำพังและจำเป็นต้องอาศัยพลังจากความร่วมมือของทุกคน เพื่อก้าวเดินไปพร้อมกัน จึงจะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้จริง” คุณพิพิธ กล่าว