ในโลกของธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน บทบาทของผู้นำในศตวรรษที่ 21 จึงมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความสามารถในการบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือสร้างผลกำไรทางธุรกิจเท่านั้น แต่ต้องมีวิธีคิดและวิธีมองที่ตอบแทนสังคมควบคู่ไปด้วยกัน ด้วยความตระหนักถึงความจำเป็นนี้ มูลนิธิเพื่อสถาบันการศึกษาวิชาการจัดการแห่งประเทศไทย (IMET) จึงได้เดินหน้าสานต่อโครงการ IMET MAX (Mentorship Academy for Excellent Leaders) รุ่นที่ 8 เพื่อบ่มเพาะผู้นำรุ่นใหม่ให้เติบโตเป็นทั้ง "คนเก่ง" และ "คนดี" ผ่านกระบวนการ Mentoring ที่พัฒนาและสั่งสมประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างต่อเนื่องถึง 7 รุ่น

โครงการ IMET MAX รุ่นที่ 8 จึงเปรียบเสมือนโปรเจกต์ "ผู้นำ" ปั้น "ผู้นำ" ที่มุ่งเน้นการส่งต่อปัญญาเพื่อพัฒนาชีวิตและสังคม โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างสรรค์ประโยชน์ให้กับสังคมอย่างแท้จริง คุณสนั่น อังอุบลกุล ประธานมูลนิธิ IMET เล่าถึงแก่นของโครงการนี้ว่า “เป้าหมายหลักคือการบ่มเพาะผู้นำรุ่นใหม่ให้ก้าวสู่ความเป็นผู้นำที่ครบเครื่อง ทั้งในด้านความเป็นเลิศทางธุรกิจ และมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อต่อยอดแนวทางในการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เป็นทั้งคนเก่งและคนดี สร้างสรรค์ประโยชน์ให้กับสังคมอย่างแท้จริง” โดยโครงการนี้เป็นหลักสูตรที่มูลนิธิฯ ให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด แก่ Mentee นับเป็นความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่เห็นผลมาแล้วตั้งแต่รุ่นที่ 1 จนถึงรุ่นที่ 7

หัวใจหลักที่ทำให้โครงการนี้แตกต่าง คือกระบวนการ Mentoring ซึ่งเน้นการเรียนรู้ร่วมกันแบบ 2 ทาง คือ "เมนที (Mentee) ได้เติบโต เมนเทอร์ (Mentor) ได้เรียนรู้" ซึ่ง รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ หนึ่งใน Mentor รุ่นที่ 7 ได้สะท้อนบทบาทสำคัญนี้จากประสบการณ์จริงว่า “การพัฒนาคนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและสำคัญที่สุดในการทำงานของผม ในฐานะอาจารย์แพทย์และผู้บริหาร ซึ่งเมื่อมีโอกาสได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ IMET MAX ผมพบว่านี่คือพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เราทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกันอย่างแท้จริง เกิดการแลกเปลี่ยนที่มีมิติของการให้ ผ่านกระบวนการ ‘Mentoring’ ทำให้ได้เห็นว่า ผู้นำรุ่นใหม่ค่อยๆ พัฒนาความคิด ความเข้าใจ และความรับผิดชอบต่อบทบาทของตัวเอง ที่ไม่ใช่เพียงในเรื่องงาน แต่เป็นในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของสังคม ซึ่ง Mentor ไม่ได้เป็นผู้ให้แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ยังได้รับประโยชน์และได้เรียนรู้จาก Mentee ด้วยเช่นกัน” ซึ่งมองถึงเบื้องหลังของกระบวนการนี้สามารถพูดได้ว่าเป็น "วงสนทนาเชิงลึก" ที่เปรียบเสมือนเวทีใหญ่ให้ "ผู้นำต่างรุ่น" ได้มาเรียนรู้ร่วมกัน

ในมิติด้าน Mentoring ในโครงการ IMET MAX คือพลังของการ “ชวนคิด” และ “ช่วยคิด” ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง โดยมีกระบวนการเรียนรู้ผ่านการตั้งคำถามที่จะนำไปสู่การเสริมสร้างปัญญาด้วยการสร้างมุมมอง "สะท้อนย้อนคิด" (Reflection) เปิดโอกาสให้ผู้นำได้ใคร่ครวญและได้รับมุมมองใหม่จากเหล่า Mentor ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์อันทรงคุณค่าทั้งด้านการทำงานและการใช้ชีวิต คุณธนพล ศิริธนชัยกรรมการมูลนิธิ IMET และประธานโครงการ IMET MAX ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของกระบวนการนี้ว่า
“พลังของการชวนคิดและช่วยคิดผ่านกระบวนการ Mentoring ถือเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง เป็นกระบวนการเรียนรู้ผ่านการตั้งคำถาม อันเป็นกระบวนการเสริมสร้างปัญญาด้วยการสร้างมุมมองสะท้อนย้อนคิด ซึ่งช่วยให้เขาเติบโตจากภายใน ปลูกฝังผู้นำรุ่นใหม่ให้เป็นคนดีและคนเก่ง พร้อมส่งต่อพลังเชิงบวกเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคม นั่นคือมี Wisdom for Life and Social Values”
ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ของกระบวนการนี้สามารถสะท้อนได้จากเสียงของผู้นำรุ่นใหม่เฉกเช่น คุณเพ็ญประภา ตระกูลกิจเจริญ (นุ่น) CEO นายอ้วนเย็นตาโฟเสาชิงช้า ในฐานะ Mentee รุ่นที่ 7 ซึ่งกล่าวถึงโครงการว่า “IMET MAX เป็นพื้นที่ที่ทำให้เราได้หยุดดูตัวเองใหม่ ไม่ใช่เพื่อหาคำตอบสำเร็จรูป แต่เพื่อค่อยๆ ตกผลึกสิ่งที่สำคัญกับตัวเองจริงๆ การมี Mentor ที่รับฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข ช่วยสะท้อนมุมที่เรามองไม่เห็น และทำให้การตัดสินใจของเรานิ่งขึ้น สุขุมขึ้น และแฟร์กับผู้คนมากขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับ Work–Life Purpose สิ่งที่ทำอยู่มีความหมายกับใคร และเรากำลังสร้างประโยชน์อะไรให้คนอื่น ซึ่งเป็นคุณค่าที่สร้างพลังให้กับสังคมได้อย่างยิ่ง นี่คือคุณค่าที่หล่อหลอมให้ผู้นำหนึ่งคนสามารถส่งพลังดีๆ ต่อไปยังผู้คนจำนวนมาก และขยายผลสู่สังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม” คำกล่าวนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คุณค่าที่ Mentee ได้รับไม่ได้เป็นเพียงองค์ความรู้ทางธุรกิจ แต่เป็นการพัฒนาความสมบูรณ์ของความเป็นผู้นำในทุกมิติ
ตลอดระยะเวลา 7 รุ่นที่ผ่านมา โครงการ IMET MAX ได้สร้างเครือข่าย "อุทยานผู้นำ" ที่เข้มแข็งและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมี Mentor ผู้บริหารระดับสูงที่ได้รับการยอมรับและเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม มาร่วมพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่แล้วถึง 31 คน และมี Mentee ที่เป็นผู้นำจากภาคส่วนต่างๆ รวม 240 คน ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ทายาทธุรกิจ และผู้ขับเคลื่อนองค์กร เพื่อให้สังคมผู้นำเหล่านี้ได้นำแนวคิด "Pay it Forward" ไปต่อยอดเป็นโครงการเพื่อสังคมจริง เช่น การส่งเสริมการศึกษา การพัฒนาเยาวชน และธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งขยายผลสู่สังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับโครงการ IMET MAX รุ่นที่ 8 ที่กำลังจะเปิดรับ ได้รับเกียรติจาก 12 ผู้บริหารชั้นนำของประเทศที่ล้วนเป็นผู้บริหารระดับสูงและเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม มาร่วมเป็น Mentor ด้วยใจ โดยไม่รับผลตอบแทนรายชื่อ Mentor รุ่นที่ 8 ประกอบด้วย : ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์, คุณขัตติยา อินทรวิชัย, รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์, คุณเทวินทร์ วงศ์วานิช, คุณธนพล ศิริธนชัย, คุณบรรยง พงษ์พานิช, คุณปฐมา จันทรักษ์, คุณพรรณี ชัยกุล, คุณวิชัย เบญจรงคกุล, ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, คุณสมชัย เลิศสุทธิวงค์, และ ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ บุคคลเหล่านี้จะมาให้คำชี้แนะ คำปรึกษา ช่วยคิด และชวนคิด รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้บริหารรุ่นใหม่ (Mentee) เพื่อให้สามารถประยุกต์คุณค่าที่ตนได้รับให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวเองและสังคม
โครงการ IMET MAX รุ่นที่ 8 เปิดรับสมัคร Mentee แล้วตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568- 14 มกราคม 2569 โดยจะคัดเลือกจากผู้นำรุ่นใหม่อายุระหว่าง 35-45 ปี ซึ่งมีคุณสมบัติสำคัญ 3 ประการ คือ 1. เป็นผู้นำที่มีศักยภาพสูงสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้สังคมในวงกว้าง 2. เป็นคนดีที่มีคุณธรรมและจริยธรรม และ 3. ผู้สมัครมีคำถามสำคัญในชีวิตที่ยังไม่ได้รับคำตอบ โดยเชื่อว่ากระบวนการ Mentoring สามารถช่วยค้นหาคำตอบได้ การคัดเลือกที่เน้นคุณสมบัติทั้งความดี ความเก่ง และการมีคำถามสำคัญในชีวิตนี้ ตอกย้ำถึงหัวใจสำคัญของโครงการในการสร้าง "ผู้นำ" ที่สามารถส่งต่อคุณค่าที่ดีสู่สังคมได้อย่างยั่งยืน