การแข่งขันในตลาด Food Delivery ยังคงรุนแรงอย่างต่อเนื่อง แม้ในไทย GrabFood จะไม่ได้เป็นเจ้าแรกที่เข้ามาในตลาด แต่สามารถขึ้นมาครองตำแหน่งผู้นำได้ในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี ด้วยความที่เป็น Tech Company จึงมีความแข็งแกร่งด้าน Innovation อีกทั้ง Ecosystem ที่ครอบคลุมการใช้งานที่หลากหลาย จึงกลายเป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดให้ผู้บริโภค คนขับ รวมถึงร้านอาหารและร้านค้าเข้ามาใช้บริการและอยู่บนแพลตฟอร์มเป็นจำนวนนับล้าน
นอกจาก Innovation และ Ecosystem ที่แข็งแกร่งแล้ว ต้องยอมรับว่า GrabFood เป็นแบรนด์ที่บุกเบิกวิธีการทำตลาด รวมถึงแคมเปญที่สร้างความตื่นเต้นให้ธุรกิจนี้คึกคักอยู่ตลอดเวลา หลายครั้งที่กิจกรรมการตลาดของ GrabFood กลายเป็นไวรัลและถูกพูดถึงในวงกว้าง นั่นเพราะเกิดมาจากอินไซต์ของผู้บริโภคอย่างแท้จริง
คุณศิวพร ประจวบลาภ Head of Marketing - Deliveries แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า GrabFood ให้ความสำคัญกับ Customer Centric คือการยึดเอาความต้องการของลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการทำธุรกิจ โดยปัจจุบัน GrabFood มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับ 2 กลยุทธ์หลัก นั่นคือ
1. Quality โดยให้ความสำคัญกับการนำเสนอบริการที่มีคุณภาพและมีความหลากหลาย โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา GrabFood โฟกัสกับการปั้น 2 แฟลกชิพแบรนด์อย่าง #GrabThumbsup หรือร้านอร่อยยกนิ้วที่ถูกคัดสรรและการันตีความอร่อยโดย GrabFood ไม่ว่าจะเป็น ร้านสตรีตฟู้ด คาเฟ่ ไปจนถึงระดับไฟน์ไดนิ่ง และ “Only at Grab” ที่คัดสรรร้านอร่อยชื่อดังจากทั่วประเทศมาเอาใจผู้ใช้บริการและสามารถสั่งได้เฉพาะที่ Grab เท่านั้น
2. Affordability การนำเสนอความคุ้มค่าให้กับผู้ใช้บริการ โดยนอกจากการจัดโปรโมชั่นเพื่อมอบส่วนลดให้กับผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีแล้ว ในปีนี้ GrabFood ยังได้เปิดตัวซับแบรนด์ใหม่ที่ชูจุดเด่นในเรื่องความคุ้มค่าเพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้บริการที่ให้ความสำคัญกับเรื่องราคาเป็นหลัก เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคและขยายฐานลูกค้าใหม่ ๆ
โดย คุณศิวพรเล่าถึงกลยุทธ์ Affordability ว่า ที่ผ่านมา Grab ได้พยายามนำเสนอความคุ้มค่าให้กับผู้ใช้บริการมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวแพ็กเกจสมาชิก GrabUnlimited เพื่อสร้าง Loyalty ผ่านการมอบส่วนลดสุดคุ้มให้แก่สมาชิก ทั้งยังได้พัฒนาบริการให้มีทางเลือกที่หลากหลายในด้านราคา อย่างการคิดค่าบริการจัดส่งที่ตอบโจทย์พฤติกรรมที่ต่างกัน เช่น การจัดส่งแบบ Priority สำหรับลูกค้าที่ต้องการจัดส่งแบบด่วนพิเศษก็จะมีราคาสูงขึ้น หรือการจัดส่งแบบ Saver สำหรับลูกค้าที่ต้องการประหยัด แต่ไม่เร่งรีบ นอกจากนี้ เรายังได้พัฒนา Tactic อื่นๆ เช่น การทำ Flash Sale รวมถึงฟีเจอร์ที่นำเสนอดีลส่วนลดขั้นกว่าให้แก่ผู้ใช้บริการ โดยความพิเศษอยู่ที่การ Personalize ดีลจากร้านอาหารได้ตามความชื่นชอบและพฤติกรรมการใช้บริการ โดยมอบส่วนลดสูงสุดถึง 50% ภายใน 15 นาที

แต่ปีนี้พิเศษมากขึ้น คุณศิวพรเผยว่า แกร็บได้ปล่อยอีกหนึ่งหมัดเด็ดโดยเปิดตัวซับแบรนด์น้องใหม่อย่าง “Hot Deals” ลดแรงทุกวัน เป็นเครื่องหมายการันตีความคุ้ม เอาใจสายประหยัดด้วยการนำเสนอเมนูเด็ดที่ลดราคาเป็นพิเศษจากหลากหลายร้านอาหาร มาพร้อมส่วนลดออนท็อปในทุกช่วงเวลาให้ได้อิ่มคุ้มทั้งวัน
ซึ่งหากดูการแข่งในตลาด Food Delivery ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จะมีการอัดโปรโมชั่นเด็ดที่ต้องแข่งกันดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการในแอปพลิเคชัน อีกทั้งลูกค้ามักจะเลือกแบรนด์ที่มีตัวเลือกร้านอาหาร รวมถึงเมนูอาหารที่หลากหลายและมีคุณภาพ ซึ่งปีนี้สิ่งที่แตกต่างไปจากเดิมของ GrabFood คือการมอบความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภคโดยเริ่มเปิดตัวผ่านแคมเปญล่าสุดที่ชื่อ “GrabFood Mega Sale ดีลทรงชัย” ที่ยังคงได้เบลล่า ราณี แคมเปน แบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Grab มาช่วยสร้าง Perception ในเรื่องความคุ้มค่า และชูหมัดเด็ดคือ Hot Deals ลดแรงทุกวัน ทุกมื้อเริ่มต้น 19 บาท ออนท็อปใส่โค้ด MEGA ลดเพิ่มขึ้นไปอีก แถมเติมโค้ดทุกชั่วโมงอีกด้วย


“จากการทำ Research พบว่าคนไทยมีพฤติกรรมการกินมากถึง 7 ครั้งต่อวันและ GrabFood พร้อมตอบโจทย์พฤติกรรมนี้ โดยมีเมนูและร้านอาหารที่หลากหลายให้บริการตั้งแต่มื้อเช้า-สาย-บ่าย-เย็น-ดึก ทุกช่วงเวลาของผู้บริโภค พร้อมมอบ Hot Deals ลดแรงทุกวัน สุดคุ้มได้ในทุกชั่วโมงตามที่กล่าวข้างต้น จึงทำให้ Touch ใจผู้บริโภคเป็นอย่างดี” คุณศิวพรกล่าวเสริม
“เรามั่นใจว่า Hot Deals จะถูกใจผู้บริโภคอย่างแน่นอน และที่มีการใช้ Tagline “ลดแรงทุกวัน” เป็นเพราะเราให้ส่วนลดออนท็อปตลอดทุกช่วงเวลา สอดรับไปกับความต้องการของผู้บริโภค และถือเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นผู้นำของ GrabFood ในฐานะผู้บุกเบิกจากความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง เพราะเรารับรู้และเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ทำให้เมื่อลูกค้าสั่งอาหารออนไลน์ ก็มักจะนึกถึง GrabFood เป็นอันดับแรก ”
โดย GrabFood วางเป้าหมายจากแคมเปญนี้ใน 2 ประเด็น ได้แก่ การเพิ่มการรับรู้ของผู้บริโภคในเรื่องของความคุ้มค่า และเพิ่มความถี่ในการใช้งานแอปพลิเคชันและการสั่งอาหารของผู้บริโภคให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อคิดจะสั่งอาหาร อยากให้นึกถึง GrabFood ซึ่งไม่เพียงมีอาหารให้เลือกหลากหลาย แต่ยังมีดีลและความคุ้มค่าที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการยุคนี้ด้วย
ในฐานะผู้นำตลาด GrabFood ยังมีบทบาทของการสร้างมาตรฐานใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรม โดยนอกจากหมัดเด็ดอย่าง Hot Deals ที่จะมีการทำแคมเปญต่างๆ ต่อเนื่องตลอดทั้งปีแล้ว GrabFood ยังนำเสนอโซลูชั่นใหม่ๆ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการและพฤติกรรมรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ฟีเจอร์ Pickup รับเองที่ร้าน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากจากกลุ่มพนักงานออฟฟิศ Order for Later สั่งอาหารล่วงหน้า ฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้บริการสั่งอาหารได้ล่วงหน้าได้มากสุดภายใน 7 วัน โดยสามารถระบุวันและเวลาที่ต้องการรับอาหารตามความสะดวก Dine-In ทานที่ร้าน เพื่อรองรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารนอกบ้าน รวมถึง Group Order สั่งอาหารแบบกลุ่ม ฟีเจอร์ที่ผู้ใช้บริการหลายคนสามารถสั่งอาหารจากร้านเดียวกันรวมกันได้ผ่านออร์เดอร์เดียว เป็นต้น
“ฟีเจอร์ต่างๆ เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Innovation ที่ GrabFood ได้พัฒนาและนำเสนอให้ผู้ใช้บริการในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการในด้านต่าง ๆ แต่หลายฟีเจอร์ยังช่วยให้ผู้ใช้บริการประหยัดค่าใช้จ่าย สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ GrabFood ที่ต้องการนำเสนอ Affordability ความคุ้มค่าสำหรับผู้บริโภคอีกด้วย”
จะเห็นได้ว่า การเป็นเบอร์ 1 ในใจผู้บริโภคไม่ใช่เพียงแค่อยู่มานาน ไม่ใช่แค่มีรายได้หรือยอดขายมากที่สุด แต่ในความเป็นจริงแล้ว แพลตฟอร์ม Food Delivery ต้องมีอะไรมากกว่านั้น ดังนั้นการปรับตัวและการพัฒนาบริการโดยมุ่งเน้นการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอยู่เสมอ คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ GrabFood รักษาตำแหน่งในหัวใจของผู้บริโภคได้