โลกเผชิญกับความผันผวนไม่แน่นอนมานานหลายปีแล้วและไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจ “เดอะวิสดอมกสิกรไทย” ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน และมีพันธมิตรด้านการลงทุนระดับโลกจึงได้เปิดเวที THE WISDOM Wealth Forum: Thailand 2024 Investment Opportunity Redefined ชวนกูรูจากองค์กรชั้นนำ ธนาคารแห่งประเทศไทย, J.P. Morgan Asset Management (JPMAM) และผู้บริหารเครือธนาคารกสิกรไทย เจาะ 3 มุมมอง จับชีพจรเศรษฐกิจโลก เพื่อเป็นแนวทางการลงทุนในปีมังกร
คุณรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า หลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกเผชิญกับวิกฤตนับครั้งไม่ถ้วนทำให้เศรษฐกิจโลกต้องสะดุด สุดท้ายแล้วไม่เพียงแต่ GDP โลกจะกลับมาเดินต่อได้เท่านั้น แต่ยังเติบโตอยู่ตลอดเวลา ชี้ให้เห็นว่า หากนักลงทุนอยู่ถูกที่และลงทุนถูกเวลา แม้ตลาดจะไม่ดีก็สามารถชนะตลาดได้
จับทิศเศรษฐกิจโลกหันมองเศรษฐกิจไทย

แต่วิธีที่จะทำให้ตัวเองอยู่ถูกที่ถูกเวลา จำเป็นต้องรู้ทิศทางคลื่นลมเศรษฐกิจ ดร.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ ธนาคารแห่งประเทศไทย ยอมรับว่า โลกการลงทุนในปัจจุบันมีความยากกว่าอดีต ซึ่งคาดเดาสถานการณ์ได้ง่ายกว่า และหากลงทุนพลาดความเสียหายจะไม่รุนแรงมากนัก ผิดกับทุกวันนี้ โดยเฉพาะปี 2567 ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อต่อเนื่องจากปี 2566 โดย GDP ช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้วโตต่ำกว่าร้อยละ 2 ฉุดรั้งให้ GDP ทั้งปีต่ำกว่าร้อยละ 2 สาเหตุมาจากปัจจัยเชิงวัฏจักร และปัจจัยเชิงโครงสร้าง โดยไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์แล้ว ทำให้มีแนวโน้มที่จะสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาวประกอบกับธุรกิจส่งออกติดลบ โดยภาคการผลิตยังคงติดอยู่กับ Old Economy ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่โลกไม่ได้ต้องการเหมือนเดิม ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยว แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาเข้าเป้า แต่พบว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวลดลงเหลือ 36,000 บาท จาก 44,000 บาท
ดร.ชญาวดี ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่เดือนเมษายนที่จะถึงนี้ และจะดีขึ้นในครึ่งปีหลัง เนื่องจากการเบิกจ่ายภาครัฐเริ่มกลับมาเดินเครื่องเต็มที่ แม้ส่งออกจะยังไม่ดีนัก แต่ภาคการท่องเที่ยวดีขึ้นเป็นลำดับ จึงคาดการณ์ว่า GDP ไทยในปีนี้จะเติบโตอยู่ในกรอบร้อยละ 2.2-3 และแรงส่งสำคัญยังมาจากเงินเฟ้อที่มีทิศทางปรับลดลง จากการคาดการณ์ว่า กนง. จะปรับดอกเบี้ยนโยบายในกลางปีนี้ตามแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FED
“IMF ให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจโลกจะขับเคลื่อนโดยสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่ง GDP ของ 2 ประเทศนี้จะเติบโตอยู่ที่ร้อยละ 4-5 ในขณะที่ GDP ไทยคาดการณ์อยู่ที่ร้อยละ 3 ซึ่งตัวเลขนี้มาจากการใช้จ่ายของภาครัฐที่กลับมา การท่องเที่ยวที่คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นเป็น 34.5 ล้านคนภายในสิ้นปี แต่ปัญหาที่ยังคงอยู่คือหนี้ครัวเรือนที่สูงถึงร้อยละ 90.9 ของ GDP คิดเป็นมูลค่า 16.2 ล้านล้านบาท ซึ่งอาจจะฉุดการบริโภคภายในประเทศ”
โอกาส ความเสี่ยง และกลยุทธ์การลงทุน

จากมุมมองเศรษฐกิจในภาพรวม Mr. Tai Hui, Managing Director, Chief Market Strategist, Asia Pacific – JPMAM เจาะลึกถึงเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาว่า เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ดูจากเงินเฟ้อที่ลดลงจากร้อยละ 8 ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3 ทำให้มีแนวโน้มว่า FED จะปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้มากถึง 3 ครั้ง อีกเหตุการณ์ที่น่าจับตาคือการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งทั้งโจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนปัจจุบันและผู้ท้าชิงอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ล้วนมีแนวทางนโยบายที่แตกต่างกัน ย่อมมีผลต่อภูมิทัศน์การลงทุน ในขณะที่ประเทศจีน พบว่าแม้จะเปิดประเทศหลังสถานการณ์โควิดก็ไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากนัก โดยมีแนวโน้มว่า GDP จะโตต่ำกว่าร้อยละ 5 ประกอบกับการลงทุนเชิงโครงสร้างลดลง หลังจากเกิดปัญหาโอเวอร์ซัพพลายในภาคอสังหาฯ รวมถึงจำนวนประชากรที่ลดลง ทำให้เศรษฐกิจจีนอาจไม่ร้อนแรงเหมือนอดีต แต่หุ้นจีนยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นในระยะสั้น ซึ่งนักลงทุนอาจต้องปรับลดการลงทุนในตลาดหุ้นจีน
คุณวจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์, CFA, Chief Investment Officer บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ. กสิกรไทย) เห็นด้วยว่า เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเติบโตต่อเนื่องจากการบริโภคภายในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากปีที่แล้วมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 1 ล้านตำแหน่ง และยังต่อเนื่องถึงปีนี้ ทำให้อัตราว่างงานลดลงเหลือร้อยละ 3.6 ซึ่งน้อยกว่าก่อนเกิดวิกฤตโควิด ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐทั้ง Alphabet, Amazon, Microsoft และ Apple ยังเป็นเจ้าของเทคโนโลยี AI ซึ่งมีผู้ใช้งานอยู่ทั่วโลกกว่า 100 ล้านคน ก่อให้เกิดผลิตผลอื่นๆ หรือเพิ่ม Use Case ใหม่ๆ ตามมาในอนาคตในหลายอุตสาหกรรม

คุณสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด คาดการณ์ทิศทางตลาดหุ้นโลกระหว่างปี 2562-2568 เปรียบกันแล้ว พบว่า ตลาดหุ้นในประเทศพัฒนาแล้วเติบโตดีกว่าตลาดหุ้นในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเซ็กเตอร์ที่ขับเคลื่อนตลาดหุ้นโลกในช่วงที่ผ่านมา คือหุ้นบริษัทยา-เวชภัณฑ์, ชิป, AI และบริการที่เชื่อมโยงกับ Work From Home อย่าง Zoom และ Netflix ส่วนตลาดหุ้นไทยที่อยู่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ยังเติบโตน้อยกว่าค่าเฉลี่ยโลก เพราะหุ้นส่วนใหญ่ยังอยู่ใน Old Economy
และจากการคาดการณ์ว่า กลางปีนี้ FED จะปรับลดดอกเบี้ยเหลือ 4.5 จากปัจจุบันร้อยละ 5.5 ในขณะที่ดอกเบี้ยไทยคาดว่าจะปรับลงเหลือร้อยละ 2 ส่วนต่างดอกเบี้ยดังกล่าวส่งผลทำให้นักลงทุนต่างชาติเทขายสินทรัพย์ไทย เมื่อมาประกอบกับค่าเงินบาทอ่อนได้ถึง 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงอีกครั้งช่วงกลางปีนี้ในกรอบ 1,310-1,330 จุด และจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ระหว่าง 1,470-1,500 จุดในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นช่วงเวลาของฤดูกาลส่งออกและการเบิกงบประมาณจากภาครัฐ
ดังนั้นจึงแนะนำปรับพอร์ตการลงทุนในตลาดหุ้นไทยร้อยละ 30 และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนตลาดหุ้นในต่างประเทศร้อยละ 30 โดยเน้นน้ำหนักไปที่สหรัฐอเมริกา ที่ 40% ตามด้วยอินเดีย อินโดนีเซีย และซาอุดิอาระเบีย ส่วนที่เหลือกระจายลงทุนในสินทรัพย์อื่น เช่น หุ้นกู้ ทองคำ เงินสด
นาทีนี้ Multi-Asset คือคำตอบ
เมื่อประมวลมุมมองของกูรูทั้ง 3 แล้วเห็นได้ชัดว่า หนทางที่จะรักษาและเพิ่ม Wealth ให้กับนักลงทุนได้ คือการปรับพอร์ตกระจายลงทุนกับสินทรัพย์ที่หลากหลายด้วยการลงทุนแบบ Multi-Asset ซึ่งมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่เป็นเหตุเป็นผลเหมาะกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ทั้งนี้ บลจ.กสิกรไทย ได้เปิดตัวกองทุนผสม K-WealthPLUS Series ซึ่งเกิดจากความร่วมมือ Strategic Partnership ระหว่าง บลจ. กสิกรไทย และ J.P. Morgan Asset Management (JPMAM) โดย Ms. Jin Yuejue, Asia Head of the Investment Specialist. Multi-Asset Solution Group – JPMAM กล่าวว่า กองทุนดังกล่าวมาจากการนำประสบการณ์การทำงานในระดับโลก และความเชี่ยวชาญจากทีมงานนักลงทุนสัมพันธ์กว่า 1,300 คนทั่วโลก บริหารสินทรัพย์กว่า 2.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐของ JPMAM มาผนวกกับความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนในประเทศของบลจ. กสิกรไทย
“JPMAM ให้ความสำคัญกับ Asset Class โดยนำองค์ความรู้ของทั้ง 2 ฝ่ายมาหลอมรวม เพื่อให้คำแนะนำและจับจังหวะเวลาลงทุนให้เหมาะสมกับนักลงทุนไทย”

สุดท้ายนี้ คุณวจนะ ย้ำว่า บลจ. กสิกรไทย ไม่ได้ขายกองทุนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการนำเสนอโซลูชันการลงทุนตามความต้องการของนักลงทุน การจับมือกับ JPMAM เป็นการเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งในกองทุนกลุ่ม K-WealthPLUS Series โดยเพิ่มมุมมองการลงทุนเชิงลึกในสินทรัพย์ต่างประเทศจาก JPMAM เพื่อนำมาพิจารณาปรับสัดส่วนการลงทุนในพอร์ต ซึ่ง K-WealthPLUS Series ประกอบด้วย K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP และ K-WPULTIMATE เป็นกลุ่มกองทุนผสมที่มีการจัดพอร์ตการลงทุนแบบสำเร็จรูปในสัดส่วนการลงทุนที่แตกต่างกัน สามารถเลือกได้ตามระดับความเสี่ยงที่นักลงทุนรับได้ แต่มีแกนหลักร่วมกันคือกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นกระจายการลงทุน (Asset Allocation) ในหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือกจากทั้งในไทยและทั่วโลก ซึ่งสามารถรับมือกับความผันผวนทางเศรษฐกิจได้ดีกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งเพียงอย่างเดียว
“ในภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวนแบบนี้ แนะนำแบ่งการลงทุนเป็น Core Portfolio ประมาณ 80% ของพอร์ต เน้นกองทุนที่กระจายความเสี่ยง เช่น K-WealthPLUS Series ที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนดีในระยะยาว อีก 20% ของพอร์ตแบ่งเป็น Satellite Portfolio เน้นลงทุนระยะสั้น จับจังหวะลงทุนตามเทรนด์ได้ เพื่อสร้างโอกาสในหาผลตอบแทนเพิ่มเติม”
#KBANKTHEWISDOM #THEWISDOMWEALTHFORUM
*ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน